" ไปโดนอะไรมาล่ะลูก " เสียงแม่ร้องถามขณะนั่งรอการกลับมาของลูกอยู่ที่ชานบ้าน ด้วยสีหน้าที่กึ่งตกใจกึ่งขำ
เพราะสภาพของลูกสาวคือ ผมหน้าม้าที่ตัดเกรียนอยู่แล้วมีรอยไฟไหม้จนสั้นเต๋อ หน้าที่เด๋ออยู่แล้วยิ่งดูเด๋ดด๋ามากขึ้น แถมยังมอมแมมมีทั้งทรายและกระดำกระด่างจากควันไฟ ยังไม่ทันที่นางจะตอบ แม่ก็หันหน้าไปทางพี่สาวที่ยืนเอามือปิดปากหัวเราะอยู่ข้างๆ
" แม่บอกให้ดูน้องไงทำไมกลับมาในสภาพนี้ล่ะ " พี่สาวทั้งขำทั้งสงสารน้องเพราะตอนเกิดเหตุไม่ปริปากสักคำ เพราะอายเพื่อน
" ก็น้องน่ะซีแม่เล่นทรายอยู่ดีๆ พอดีเขียดมันหลุดจากมือหนู น้องนั่งยองๆอยู่เห็นเข้าก็ดีใจรีบคว้าทั้งๆที่ตะบองวางอยู่ที่ตัก หน้าก็คะมำน่ะซี เงยหน้าขึ้นมาก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ร้องซักคำ "
ขณะที่แม่กับพี่คุยกันนางก็นั่งฟังอยู่ใกล้ๆโดยไม่พูดอะไรสักคำ พอแม่พูดว่า " แม่ไม่ให้ไปอีกแล้วนะ" ก็พยักหน้าช้าๆแล้วก็รีบไปส่องกระจกซึ่งเป็นบานเล็กๆขนาดเท่าฝ่ามือ พอเห็นหน้าตัวเองก็มีคำถามในใจว่า "พรุ่งนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"
พอวันต่อมาไม่กล้าไปเล่นกับเพื่อนก็วิ่งเล่นอยู่คนเดียวในบ้าน วิ่งไม่วิ่งเปล่ายังอมไม้ไว้ในปาก (เป็นไม้ปอที่ลอกเปลือกและแห้งแล้ว) ทีนี้วิ่งไปชนเสาบ้านไม้ที่อมอยู่ทิ่มคอ และปักอยู่อย่างนั้น ด้วยความตกใจนางรีบดึงไม้ออก เลือดท่วมปากเลย คราวนี้ร้องลั่นบ้านเพราะทั้งปวดทั้งตกใจ รถจะไปหาหมอที่สุขศาลาก็ไม่มี ญาติพี่น้องมากันเต็ม แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง แม่ก็เลยไปเอานุ่นในตะกร้ามาทำเป็นก้อนกลมๆแล้วให้นางอุดไว้ ในที่สุดเลือดก็ออกน้อยลงและหยุดไหลแต่ก็ยังซึมอยู่เล็กน้อย เลยไม่ต้องไปหาหมอ แต่กลืนอาหารไม่ได้ต้องหยอดน้ำข้าวต้มอยู่หลายวัน
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้นางนอนสะดุ้งบ่อยๆ และละเมอร้องไห้ บางวันก็ฉี่รดที่นอนทั้งๆที่เรียนอยู่ชั้นป. 1 แล้วจนแม่ต้องพาไปรดน้ำมนต์และผูกข้อมือจากหมอยาประจำหมู่บ้าน (ชาวบ้านเรียกหมอธรรม)
ปกติพี่สาวคนที่สองกับคนที่สามจะนอนห้องเดียวกัน นางกับพี่ยิ้มจะนอนอีกห้องหนึ่ง ส่วนแม่จะนอนคนเดียวที่บ้านอีกหลังที่เชื่อมติดกัน หลังจากที่นางไม่สบายและละเมอบ่อยๆแม่ก็จะมานอนด้วยคือนอนที่ห้องโถงซึ่งห้องนี้จะโล่งและกว้าง ก่อนนอนแม่ก็จะกรอฝ้าย เข็นฝ้ายไปตามเรื่อง นางก็จะมานอนอยู่ข้างๆ บางวันก็นั่งเฝ้าจนกว่าแม่จะนอน แม่จะใช้ผ้าขาวม้าไล่ยุงให้ลูก เพราะเราไม่มียากันยุง และไม่มีมุ้งด้วย ใต้ถุนบ้านก็เป็นคอกควาย ยุงจะเยอะมาก แต่เราก็อยู่กันจนชินแล้ว
ในขณะที่พี่สาวหลับกันหมดแล้ว เหลือเพียงแม่กับนางที่ยังคุยกันเบาๆ แม่จะคุยเรื่องพ่อเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นก็เป็นเรื่องของลุงอิน พี่ชายคนเดียวของแม่ที่เหลืออยู่เพราะแม่เป็นลูกคนสุดท้อง ลุงรักแม่และหลานมากตอนเย็นๆลุงจะมาที่บ้านเราทุกวัน
แสงริบหรี่จากตะเกียงดวงเล็กๆที่แม่จุดเพื่อทำงาน และเสียงผ้าขาวม้าที่แม่ปัดแกว่งเพื่อไล่ยุงให้ลูก เป็นบรรยากาศที่น่าหลับเสียจริง นางเผลอหลับไปตอนไหนไม่ทราบ แม่จะนอนทีหลังทุกครั้ง
เหตุการณ์จะดำเนินแบบนี้ทุกวันจนมีอยู่วันหนึ่งเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แม่ตื่นขึ้นมากลางดึกท่ามกลางความเงียบสงัด เป็นเวลาเท่าไหร่ ไม่รู้เพราะเราไม่มีนาฬิกา ได้ยินเสียงลูกร้อง แม่....ช่วยนางด้วย แม่สะดุ้งตื่นและใช้มือควานหาลูกแต่ไม่เจอ แม่ตะโกนสุดเสียง...นาง...อยู่ไหนลูก
ดีนะคะ ในปากไม่เป็นอะไรมาก ตอนเด็กๆบ้านพี่ดาก็ใช้ตะเกียง แม่น้องนางท่าน น่ารัก และขยันมากๆเลย เหมือนแม่พี่ดาปัจจุบันนี้ก็ยังขยันเหมือนเดิม แล้วเป็นอะไรอีกล่ะค่ะเนี่ย ตกบ้านหรือเปล่า......
ก็น้านนะซิ แล้วนางอยู่ที่ไหน คิดว่านางต้องอยู่แถวโรงพยาบาลที่สารคามแน่เล้ยยยย ว่าไหม?
เอาภาพสวยๆ มาให้นาง
สวัสดีค่ะพี่ดา
เรียนท่านอาจารย์