ศีล

วันพุธที่  ๒๒  ธันวาคม  ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้นำกลุ่มเป้าหมาย

ตำบลบ้านหีบเข้าร่วมกิจกรรมโครงการประชาธิปไตยร่วมใจบวร

โดยใช้วัดเป็นฐานการเรียนรู้  ทำให้เรารู้เรื่อง ของ คำว่า "ศีล"  เพิ่มมากขึ้น

โดยมี

พระครูอดุลพัฒนากร  เจ้าอาวาสวัดโคมะยม

บรรยายเรื่อง  การเคารพคุณค่าศักดิ์ศรีของตนเอง

และ บรรยายธรรมการรักษาศีล

"เรารักษาศีล  ศีลรักษาเรา"

          ศีล (บาลี: สีล) คือข้อปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานในทางพระพุทธศาสนา เพื่อควบคุมความประพฤติทางกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงามมีความปกติสุข เพื่อประโยชน์ขั้นพื้นฐานคือความสุขและไม่มีการเบียดเบียนกันในสังคม

          ประโยชน์ของศีลในขั้นพื้นฐานคือทำให้กาย วาจา ใจ สงบไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ทำให้สามารถที่จะทำให้จิตสงบได้ง่ายในการทำสมาธิ ในระดับของบรรพชิต ศีลจะมีจำนวนมาก เพื่อกำกับให้พระภิกษุสงฆ์สามเณรสามารถครองตนในสมณภาวะได้อย่างสมบูรณ์ และเอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ในขั้นสูงต่อไปได้

          ความหมายของศีลนั้นแปลได้หลายความหมาย โดยศัพท์แปลว่า ความปกติกายวาจา กล่าวคือความปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ และยังมักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า "อธิศีลสิกขา" อันได้แก่ข้อปฏิบัติขั้นต้นเพื่อการฝึกตนในทางพระพุทธศาสนาด้วย.

ระดับของศีลในทางพระพุทธศาสนา

          ศีล แบ่งเป็น 3 ระดับ คือจุลศีล (ศีลอย่างน้อย) ได้แก่ คหัฏฐศีลทั้ง 2 คือ ศีล5 และอาชีวัฏฐมกศีล มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) ได้แก่ บรรพชาศีลทั้ง 2 คือได้แก่อัฏฐศีล และทสศีล มหาศีล (ศิลอย่างสูง) ได้แก่ อุปสมบททั้ง2 คือ ภิกษุณีวินัย และภิกษุวินัย

  1. ปัญจศีล (ศีล 5) หรือเรียกว่านิจจศีล (คือถือเนื่องนิจจ์)
  2. อาชีวัฏฐมกศีล (ศีลกุศลกรรมบท 10) หรือเรียกว่าอาทิพรหมจริยาศีล (หรือเรียกอีกอย่างว่า นวศีล)
  3. อัฏฐศีล (ศีล 8) หรือเรียกว่าอุโบสถศีล (ศีลอุโบสถ)
  4. ทสศีล (ศีล 10)
  5. ภิกษุณีวินัย (ศีล 311)
  6. ภิกษุวินัย (ศีล 227)

          เบญจศีล หรือ ปัญจสีล แปลว่า ศีล ๕ เป็นศีลหรือข้อห้ามในลำดับเบื้องต้นตามพระโอวาทของพระพุทธโคดมพระศาสดาแห่งพุทธศาสนาพระองค์ปัจจุบัน แต่ทั้งนี้เบญจศีลเป็นหลักการที่มีมาและเป็นที่สั่งสอนทั่วไปก่อนพระพุทธโคดมอุบัติแล้ว จัดเป็นสีลขั้นต่ำของพระโสดาบัน

          เบญจศีลเป็นหลักธรรมประจำสังคมมนุษย์ ในพิธีกรรมทั้งปวงแห่งพุทธศาสนา ภิกษุจึงนิยมกล่าวป็นภาษาบาลีมอบศีลที่ตนมีให้บุคคลร่วมรักษาด้วย เรียกว่า "ให้ศีล" และพุทธศาสนิกจักกล่าวรับปากว่าจะรักษาศีลหรือที่เรียกว่ากล่าว "รับศีล" ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ภิกษุเท่านั้นที่ให้ศีล ฆราวาสผู้รักษาศีลอยู่แล้วก็สามารถให้ศีลแก่บุคคลอื่นได้ด้วย

          เบญจศีลเป็นข้อไม่พึงปฏิบัติ คู่กับ "เบญจธรรม" อันเป็นข้อพึงปฏิบัติ การรักษา  เบญจศีลให้บริบูรณ์ควรกระทำพร้อมกับรักษาเบญจธรรมด้วย แต่การรักษาเบญจศีลนี้มิใช่ข้อบังคับของพุทธศาสนิก เป็นคำแนะนำให้พึงยึดถือด้วยความสมัครใจเท่านั้น

ประวัติ

          เบญจศีลเป็นหลักธรรมประจำสังคมที่มีมาก่อนพุทธกาลแล้ว ปรากฏในจักวัตติสูตร (บาลี: จกฺกวตฺติสุตฺต) อันกล่าวถึงเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิตรัสสอนประชาชนว่า ท่านทั้งหลายต้องไม่ฆ่าสัตว์ (บาลี: ปาโณ น หนฺตพฺโพ), ต้องไม่ถือเอาของที่เขามิได้ให้ (บาลี: อทินฺนํ น อาทาตพฺพํ), ต้องไม่ประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศ (บาลี: กาเมสุ มิจฺฉา น จริตพฺพา), ต้องไม่กล่าวเท็จ (บาลี: มุสา น ภาสิตพฺพา) และต้องไม่บริโภคสุรายาเมา (บาลี: มชฺชํ น ปาตพฺพํ) ต่อมา เมื่อมีผู้ประพฤติผิดจากที่พระเจ้าจักรพรรดิสอน จึงมีการลงโทษด้วยวิธีจับแขนไพล่หลังแล้วเอาเชือกเหนียวมัดอย่างมั่นคง โกนผม และประโคมบัณเฑาะว์เสียงกร้าว แห่ประจานไปตามถนนและตรอกซอกซอย พาออกไปทางประตูเมืองทิศใต้ ก่อนประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ

          เบญจศีลมีอิทธิพลมากในสังคมอินเดียโบราณ จากคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์จักวัตติสูตรดังกล่าว เมื่อกาลผ่านไปก็กลายเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับนีกบวชทั่วไปในสังคมอินดีย แต่ปรับปรุงเหลือเพียงสี่ข้อเท่านั้น ประกอบด้วย ไม่ฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ๑ ไม่มีเพศสัมพันธ์ ๑ และไม่อวดอุตริมนุษยธรรม

          ต่อมาพระโคดมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและประกาศพุทธศาสนาก็ทรงยอมรับเอาข้อห้ามห้าประการตามจักวัตติสูตรมาสั่งสอนในพุทธศาสนาอย่างแพร่หลาย เรียกว่า "ศีล" บ้าง "สิกขาบท" บ้าง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง เจตนางดเว้นจากการกระทำความชั่วห้าประการข้างต้น ไม่เพียงเท่านี้ ครั้งเสด็จออกบรรพชาก็ทรงถือปฏิบัติตามคุณธรรมนักบวชสี่ประการดังกล่าว โดยทรงขนานชื่อว่า "อกรณียกิจ ๔" แปลว่า เรื่องที่นักบวชไม่พึงทำสี่ประการ และทรงนำไปเป็นเกณฑ์บัญญัติพระวินัยอีกด้วย ที่เห็นได้ชัดคือ ปาราชิก ๔

          โดยเหตุที่เบญจศีลเป็นหลักธรรมสำหรับอุ้มชูโลก จึงได้รับสมญาต่าง ๆ อาทิ สมญาว่า "มนุษยธรรม" คือ ธรรมของมนุษย์ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์รักษาธรรมะห้าประการนี้แล้ว โลกหรือสังคมก็จะสงบสุข, ว่า "นิจศีล" หรือ "นิตยศีล" คือ ศีลที่บุคคลทั้งนักบวชและฆราวาสพึงรักษาเป็นนิตย์, ว่า "คิหิศีล" คือ ศีลของคฤหัสถ์, ว่า "อาคาริยวินัย" คือ วินัยของผู้ครองเรือน เป็นต้น ราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า "...น่าจะถือได้ว่า ศีล ๕ เป็นรากฐานของศีลทั้งปวง..."

          ต่อมา ได้มีผู้นำทางการเมืองของบางประเทศนำคำว่า "ปัญจสีล" ไปใช้ในทางการเมืองโดยเรียกว่า "ปัญจสีละ" และได้ให้นิยามตามความคิดเห็นของตนเอง ได้ความว่าคือการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (อังกฤษ: non-alignment)

องค์ประกอบ

          เบญจศีลในพุทธศาสนาประกอบด้วยข้อห้ามห้าข้อเช่นที่ปรากฏในคำกล่าวรับศีล ดังต่อไปนี้

ที่

ข้อห้าม

คำแปล

๑. ปาณาติบาต

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต

๒. อทินนาทาน

อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้

๓. กาเมสุมิจฉาจาร

กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศ

๔. มุสาวาท

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการกล่าวเท็จ

๕. สุราเมรยมัชปมาทัฏฐาน

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

การรักษาศีล 

การรักษาเบญจศีลสามารถกระทำได้สองวิธี ดังนี้

          ๑. สมาทานวิรัติ คือ สมาทานหรือขอรับศีลจากภิกษุ ซึ่งต่อมามีการพัฒนารูปแบบให้เป็นการกล่าวคำขอและคำรับศีล รวมทั้งมีคำสรุปอานิสงส์ของศีลด้วย ในอรรถกถาชาดก ปรากฏกตอนหนึ่งว่า พระโพธิสัตว์เคยให้เบญจศีลแก่ยักษ์ด้วย นี้หมายความว่า มิใช่แต่ภิกษุเท่านั้น แม้คฤหัสถ์ที่มีศีลก็สามารถให้ศีลตามที่มีผู้ขอได้

          ๒. สัมปัตวิรัติ (บาลี: สมฺปตฺตวิรติ) คือ งดเว้นไม่ทำบาปขณะประสบกับสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ทำบาป

การจูงใจ

          ในพระไตรปิฎก โสตาปัตติสังยุตต์ ปุญญาภิสันทวรรค มหานามสูตร ปรากฏการสนทนาระหว่างพระพุทธโคดมกับพระเจ้ามหานามศากยราช ครั้งนั้น พระพุทธโคดมประทับ ณ โครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์แคว้นสักกะ พระเจ้ามหานามศากยราชทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. ด้วยเหตุเพียงเท่าไร อุบาสกจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล." มีพระกระแสวิสัชนาว่า "ดูกร มหาบพิตร, อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต, เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน, เป็นผู้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร, เป็นผู้งดเว้นจากมุสาวาท, เป็นผู้งดเว้นจากสุราเมรยมัชปมาทัฏฐาน. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อุบาสกจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.

         นอกจากนี้ ในพระไตรปิฎก โสตาปัตติสังยุตต์ ปุญญาภิสันทวรรค อภิสันทสูตรที่ ๑ ปรากฏพระพุทธดำรัสสรรเสริญเบญจศีลอันเป็นพระธรรมว่า "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย. ห้วงบุญ ห้วงกุศล อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข ๔ ประการนี้, ๔ ประการเป็นไฉน. อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม...นี้เป็นห้วงบุญ ห้วงกุศล อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข..."

แหล่งที่มาข้อมูล

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A5

เสร็จสิ้นการอบรม  รับวุฒิบัตร

          การรักษาศีล จากประสบการณ์ที่รับฟังการบรรยายธรรมจากวัดบึงลัฎฐิวัน  ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ พระท่านบอกว่า ถ้าเราจะรักษาศีลก็ให้เราปญิบัติช่วงใดช่วงหนึ่งได้โดยให้เราตั้งใจที่จะปฏิบัติจริง เช่นระหว่างเวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เราจะรักษาศีล ๕ อย่างนี้เป็นต้น (ข้อความนี้ไม่ทราบว่าจะถูกต้องอย่างไรขอข้อชี้แนะจากท่านผู้อ่านช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยนะคะ)

          ทุกวันนี้ คนเราขาดศีลธรรมกันมาก เราควรมาศึกษาธรรมะแล้วนำไปปฏิบัติ เพื่อให้บังเกิดความสุขกายสุขใจ ใจเป็นสุข คิดดีทำดีกันมากขึ้น

          วิธีการไปวัด ตามความคิดของผู้เขียนนั้นมี ๒ วิธี

          ๑. การเดินไปวัด  ไปทำบุญ ทำทาน ทำสมาธิ แผ่เมตตา

          ๒. การนอนไป  มีคนหามไป มีคนอารักขาซ้ายขวา หน้าหลัง

มีเครื่องปี่พาทย์คอยประโคม มีดอกไม้ประดับ มีคนมาห้อมล้อมมากมาย

 ท่านผู้อ่านทุกท่านคะ  ท่านเลือกที่จะไปวัดด้วยวิธีใดคะ

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล

และขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นค่ะ

 

อุทยานปลาวัดโตนดเตี้ย