นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ธันวาคมว่า ครม.เห็นชอบให้ปรับค่าตอบแทนผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ หลังกระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 มกราคม 2554  ส่วนที่เดิมตนต้องการให้ปรับขึ้นพร้อมกันวันที่ 1 เมษายน 2554 เนื่องจากต้องการให้ไปดูรายละเอียดให้รอบคอบเพราะการขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการขึ้นแบบเดียวกับเรื่องค่าครองชีพ เป็นการขึ้นเพื่อปรับโครงสร้างให้ช่องว่างห่างจากเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) น้อยลง ฉะนั้น จึงไม่เป็นเหตุผลที่จะให้กลุ่มอื่นมาขึ้นตามกัน เพราะต้องการให้ปรับเงินเดือนที่ตัวโครงสร้าง เป็นคนละส่วนกับกลุ่มอื่น อบจ.ยังไม่ได้นัดหมายหารือส่วนที่ตัวแทน อบจ.จะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการนัดหมาย  เมื่อถามว่า การอนุมัติขึ้นเงินเดือน อบต.เป็นการซื้อใจ อบต.เพื่อหวังผลอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ได้แต่ยิ้มและเดินไปทันทีชี้ใช้งบพันล. ไม่กระทบงบพัฒนา

      ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังกล่าวว่า หลังนายกรัฐมนตรีมอบให้กรมบัญชีกลาง ไปพิจารณาหาข้อสรุปการปรับขึ้นค่าตอบแทน อบต.ว่ากระทบต่องบลงทุนและงบพัฒนาท้องถิ่นหรือไม่ จากการตรวจสอบพบไม่กระทบงบลงทุน รวมถึงงบพัฒนาต่าง ๆ ของ อบต.ที่ใช้ดูแลประชาชนในท้องถิ่น  ซึ่งในข้อเท็จจริงหากปรับขึ้นเงินเดือน อบต.จริง จะใช้งบ 1 พันล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วน 1.1% ของงบรายจ่ายรวมของ อบต.เท่านั้น ซึ่งไม่น่ากระทบงบลงทุนแต่อย่างใด  "สาเหตุที่จำเป็นต้องปรับขึ้นเงินเดือน อบต. เพราะต้องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจ้าหน้าที่ของ อบจ.และนายกเทศบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับขึ้นเงินเดือนไปแล้ว เห็นว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนของ อบต. ครั้งนี้จะทำให้ช่องว่างระหว่างเงินเดือนของอบต.กับ อบจ. และนายกเทศมนตรีแคบลง 3-4 เท่า" รมว.คลังระบุ

       นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เผยว่า การปรับขึ้นเงินเดือนให้ผู้บริหาร อบต.ใช้งบประมาณ 1,055 ล้านบาท  มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 โดยเห็นว่าการปรับขึ้นครั้งนี้เหมาะสม เป็นการลดช่องว่าง เพราะ
ก่อนหน้านี้ปรับขึ้นเงินเดือนผู้บริหาร อบจ. และเทศบาลไปแล้ว

      ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลัง ครม.มีมติขึ้นค่าตอบแทนให้ อบต.ว่า ดี คิดว่าผู้ใหญ่ทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นที่ต้องผ่าน เพราะดูจากตัวเลขค่าตอบแทนของ อบต.ปัจจุบันน้อยกว่าของเทศบาลหลายเท่าตัว ส่วนเทศบาลและอบจ. ที่จะขอขึ้นด้วย แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาคงจะไปร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวคิดว่า ฐานเงินเดือนต่างกัน ถ้าฐานของเทศบาลสูงพอแล้วน่าจะพอใจ ไม่ใช่ว่า อบต.ขึ้นแล้วเทศบาลขึ้นตาม ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไล่กันไม่จน เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจอื่นที่ขอขึ้นค่าตอบแทนอีกต้องดูความเหมาะสม โดยใช้ตัวชี้วัดคือความเหลื่อมล้ำทางมาตรฐานการครองชีพและสถานะการเงินของประเทศ ถ้าขึ้นไปเรื่อย ๆ จนคลังไม่มีเงินจ่าย ก็ไม่เกิดประโยชน์  ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ รัฐบาลยังสามารถดำเนินนโยบายประชาวิวัฒน์ได้แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

       รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุม ครม.ครั้งนี้ ใช้เวลาพิจารณาเรื่องค่าตอบแทน อบต. 20 นาที ซึ่งรมว.คลัง ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการปรับขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าว 8 ประการ อาทิ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับค่าตอบแทนของผู้บริหาร อบจ.และเทศบาล   อบต.ปรับค่าตอบแทนครั้งล่าสุดปี 2547 ใช้งบครั้งนี้ 1,055 ล้านบาท คิดเป็น 9.53% ของค่าตอบแทนเดิม หรือ 1.61% ของรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนนั้น  จะใช้จ่ายจากเงินรายได้ที่จัดเก็บเอง   และรายได้จากภาษีอากรที่รัฐบาลจัดเก็บและส่งให้ จึงไม่กระทบเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ อบต.  และเมื่อพิจารณา อบต.ที่มีรายได้เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมี 5 แห่ง ในปี 2552 แล้ว พบการใช้เงินเพิ่มเป็นค่าตอบแทน  ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานและฐานะการคลังของ อบต.เช่นเดียวกัน

       จากนั้นนายวสันต์ วรรณวโรทร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ชี้แจง โดยยืนยันความจำเป็นที่ต้องเพิ่มค่าตอบแทนให้ อบต. แต่นายกรัฐมนตรีถามนายวสันต์ว่า หากวันที่ 1 มกราคม 2554 ขึ้นเงินเดือนให้ อบต.แล้ว ช่วงเดือนเมษายน 2554 ซึ่งจะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนนั้น อบต.จะขึ้นกันอีกรอบหรือไม่  คำถามของนายกฯ ทำให้ที่ประชุมนิ่งเงียบก่อนที่นายวสันต์จะตอบว่า ตามหลักการแล้วหากจะขึ้นกันอีก เป็นอำนาจของ ครม. นอกจากนี้ นายกฯ แสดงความเป็นห่วงว่า หากอธิบายไม่ชัดเจนจะทำให้อ้างกับผู้บริหาร อบจ.ที่จะมาขอเข้าพบเรียกร้องให้ปรับเงินเดือนขึ้นไม่ได้ ในที่สุดที่ประชุมได้ข้อยุติว่าการเพิ่มค่าตอบแทนผู้บริหารและสมาชิก อบต.ครั้งนี้ เป็นไปตามเหตุผล 2 ข้อคือที่ผ่านมา อบต.มีเงินเดือนต่ำกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นมาก และการปรับขึ้นครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ

       วันเดียวกัน คณะรัฐมนตรีมีมติขยายมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนทั้งรถเมล์ รถไฟ และค่าไฟฟ้าฟรี ไม่เกิน 90 หน่วย โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังเผยว่า ครม.มีมติอนุมัติขยายเวลามาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทั้งค่าไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี และรถไฟชั้น 3 ฟรีออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2554 จากเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม โดยมาตรการที่ต่ออายุออกไปช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนระหว่างที่รัฐบาล จัดทำมาตรการที่ยั่งยืน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเสนอเป็นนโยบายแก่ประชาชนช่วงวันที่ 9 มกราคม 2554 ทั้งนี้ เป็นไปได้ที่จะยกเลิกมาตรการที่ขยายเวลาออกไป ถ้ามีมาตรการที่ยั่งยืนกว่ามาใช้ก่อนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 แต่ที่กำหนดให้ต่ออายุมาตรการถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่จะสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2554

       นายกรณ์กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการดังกล่าว เป็นภาระต่องบประมาณที่รัฐบาลต้องชดเชยให้รัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้อง 3,085 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวจะมาจากส่วนที่ใช้งบประมาณและการกู้ยืมโดยรัฐวิสาหกิจ แล้วคลังค้ำประกันเงินกู้ และรัฐบาลจะชดเชยให้ภายหลัง  ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการขยายมาตรการออกไปดังกล่าวแบ่งออกเป็น กรณีค่าไฟฟ้าฟรี ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีค่าใช้จ่าย 261 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีค่าใช้จ่าย 2,226 ล้านบาท กรณีรถเมล์ฟรีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีค่าใช้จ่าย 420 ล้านบาท และกรณีรถไฟชั้น 3 ฟรี การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีค่าใช้จ่าย 177 ล้านบาท  เชื่อว่ามาตรการที่ต่ออายุออกไป จะทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่สูงขึ้นมากเนื่องจากกรณีค่าไฟฟ้าฟรีทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ 9.16 ล้านครัวเรือน กรณีรถเมล์ฟรีมีผู้ได้ประโยชน์ 604 ล้านตั๋ว และกรณีรถไฟฟรี ประชาชนได้ประโยชน์ 54 ล้านคนเล็งประกาศมาตรการไฟฟรีถาวร

       นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รมว.คลังรายงานต่อครม. กำลังพิจารณามาตรการช่วยค่าครองชีพที่เป็นมาตรการระยะยาว เป็นการถาวร เช่น มาตรการค่าไฟฟ้าฟรีเป็นต้น ซึ่งอาจจะใช้วิธีปรับให้เข้าสู่ระบบการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ (PSO) โดยทั้งหมดจะเสนอรายละเอียดให้รัฐบาลประกาศช่วงต้นปี 2554 ดังนั้น การต่ออายุมาตรการครั้งนี้ จึงอาจเป็นระยะสั้น หลังดำเนินการมาแล้ว 6 ครั้ง เริ่มตั้งแต่มี 6 มาตรการ ในครั้งแรก และทยอยลดเหลือ 3 มาตรการ ในปัจจุบัน

       ขณะที่นายลักษณ์ วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เผยถึงการดำเนินนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลที่จะประกาศใช้วันที่ 9 มกราคม 2554 ว่า ธนาคารจะให้สินเชื่อกับผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ ผ่านกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่โดยตรง โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน มีเงื่อนไขที่สหกรณ์ต้องนำเงินสินเชื่อไปซื้อรถยนต์ ให้สมาชิกไม่ใช่เป็นการโอนเงินสด เพราะอาจทำให้เกิดการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ คาดอัตราชำระสินเชื่อตกอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน ต่ำกว่าค่าเช่ารถแท็กซี่วันละ 500 บาท  เบื้องต้นคาดว่าสินเชื่อจะมีระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กลุ่มสหกรณ์ที่อัตรา 6.75% ต่อปี โดยสหกรณ์อาจบวกดอกเบี้ยเพิ่ม 2% ให้สมาชิก รวมดอกเบี้ยแล้วจะอยู่ที่ 8.75% แต่ต้องไม่เกิน 13%/ปี  นอกจากนี้ ธนาคารเตรียมปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบอาชีพขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นรายบุคคล ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแบบผ่อนปรน วงเงิน 4-5 หมื่นบาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 13% ต่อปีเช่นกัน  ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อทุกโครงการมีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ลูกหนี้สามารถชำระเงินต้นเป็นก้อนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยได้ หากมีความสามารถชำระ

       ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้านการขึ้นเงินเดือนสส. และ สว. เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการขึ้นเงินเดือน สส.และ สว.ต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านนางอัญชลี วานิช เทพบุตรรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองโดย นพ.ตุลย์กล่าวว่า สมัยประชุมสภาที่ผ่านมา สส.ไม่เข้าประชุม ทำให้เกิดเหตุสภาล่มหลายครั้ง แต่กลับได้ขึ้นเงินเดือนเดือนละกว่าแสนบาท  ซึ่งไม่คุ้มกับภาษีที่ประชาชนที่นำไปจ่ายเป็นเงินเดือน ดังนั้น เครือข่ายเสนอให้มีระบบตรวจสอบการจ่ายเงิน โดยเสนอเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 70,000 บาทแล้วเพิ่มเงินเข้าประชุมสภา ถ้าเข้าประชุมเกินร้อยละ 75 จะได้เงินเพิ่มเดือนละ 50,000 บาท ถ้าอยู่ในระหว่างร้อยละ 50-75 ได้เบี้ยประชุม 25,000 บาท ถ้าน้อยกว่านั้นจะไม่ได้รับเงิน และหากขาดติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกสภาทันที ถ้านายกฯ ไม่แน่ใจควรจัดทำประชามติ สอบถามประชาชนเลยว่า สมควรขึ้นเงินเดือน ให้ สส.และ สว.หรือไม่

 

แนวหน้า  บ้านเมือง  ข่าวหุ้น  ฐานเศรษฐกิจ  โลกวันนี้  โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2553