ปฏิรูปการศึกษา แค่นี้ก็สายแล้ว

"ดังนั้นคำตอบสุดท้ายเรื่องการปฏิรูปจึงไม่ใช่เรื่องของเงิน วัตถุ การลงทุนสารสนเทศ แต่ที่ทุกฝ่ายมองตรงกันคือ เรื่องคุณภาพครู"


ส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษเรื่อง "คุณภาพการศึกษา กับวิถีชีวิตคุณภาพ" ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวในงานประชุมวิชาการ 10 ปี สมศ. "ทิศทางการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554-2558) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้กล่าวถึงผลการดำเนินการประเมินภายนอกของ สมศ.ในรอบแรก และรอบที่สองว่าสามารถประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะสามารถประเมินได้ถึง 2 รอบ ภายใต้อุปสรรคจากการไม่ยอมรับ และการหวาดระแวงว่าจะเป็นการจับผิด ส่งผลให้ขาดการนำข้อมูลจากการประเมินไปใช้พัฒนาให้เกิดประโยชน์ และยังได้กล่าวถึงผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติว่าเด็กไทยมีคะแนนลดลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาอีกทั้งยังเห็นว่าปัญหาจริงๆเกิดจากคุณภาพของครู

นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าว่างานที่สมศ.ทำยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังโทษกระทรวงศึกษาธิการว่ามักจะออกมาตอบโต้เมื่อมีผลการทดสอบออกมาว่ามีโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน แทนที่จะรับเอาผลนั้นไปกำหนดเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหา

ผมคงไม่ติดใจเท่าใดนักหากคำพูดหล่านี้มาจากคนอื่นเพราะมันเป็นคำพูดที่มีลักษณะของการวิจารณ์และการกระตุ้นให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านต่างๆ สนใจและมีความรับผิดชอบต่องานของตนให้มากกว่าที่เป็นอยู่

แต่นายภิสิทธิ์มีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายบริหาร การนำเรื่องดังกล่าวมาพูดผ่านสื่อเป็นทำนองคล้ายการตัดพ้อต่อว่าจึงเป็นเรื่องสมควรแล้วหรือ เพราะตนสามารถใช้อำอาจในการบริหารจัดการได้ครอบคลุมทุกหน่วยงานอยู่แล้ว (อย่าบอกว่าข้ามหัวผู้บริหารโดยตรง เพราะสุดท้ายผู้บริหารโดยตรงถัดๆมาต้องขึ้นกับนายก) มันสะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ต่อกิจการด้านการศึกษาของชาติจากรัฐบาลว่ามีอยู่หรือได้กระทำอย่างจริงจังแค่ไหน

ที่สำคัญ ตาม พรฎ.จัดตั้ง สมศ. มาตรา 4 ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พรฎ.นี้ หากนายกรัฐมนตรียังต้องออกมาบ่นพึมพำผ่านสื่อถึงเรื่องการบริหารจัดการกับหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบโดยตรง การที่เรามีความสงสัยต่อประสิทธิภาพและความใส่ใจต่อการบริหารการศึกษาของชาติของท่านจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด

อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านกล่าวแล้วผมมีความรู้สึกว่าท่านไม่สามารถเป็นความหวังของระบบการศึกษาได้เพราะการที่ท่านโยนความผิดไปที่ครูว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาแต่เพียงผู้เดียวแสดงให้เห็นว่าคนระดับผู้นำประเทศไม่มีข้อมูลของปัญหาที่เป็นอยู่อย่างครบถ้วน (หรือหลีกเลี่ยงที่จะมีให้ครบถ้วน) เพราะสาเหตูใหญ่ๆหรือสาเหตุหลักเกิดจากผู้บริหารระดับสูงที่ขาดวิสัยทัศน์ มีกระบวนการแต่งตั้งผู้บริหารระดับต่างๆที่ล้มเหลว ไม่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง มีแผนงานและยุทธศาตร์ที่ผิดพลาดมาตั้งแต่เริ่มใช้แผนการศึกษาปี พ.ศ.2520เป็นต้นมา การเมืองในวงการศึกษามีอิทธิพลมากกว่าแนวคิดหลักการในการส่งเสริมการศึกษาที่แท้จริง


หลังปี 2520 เราได้อะไรบ้าง ? ครูเป็นอิสระจากมหาดไทย โดยแลกกับการยุบโครงสร้างจากการมีชั้นประถมศึกษาสองระดับ (ประถมต้น/ประถมปลาย) เหลือแค่ระดับเดียว นับแต่นั้นมามีห้องเรียนชั้นประถมเพิ่มขึ้นทันทีอีกหลายหมื่นห้องส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนเล็กๆในต่างจังหวัด ครูขาดทันทีหลายหมื่นคน ขณะที่แนวโน้มของเด็กวัยเรียนลดลง และติดตามพ่อแม่ที่เป็นคนวัยแรงงานเข้าเมืองมากขึ้น จนชนบทแทบร้างจากเด็กวัยเรียน ระบบการศึกษาระดับประถมฯอันเป็นรากฐานหรือหัวใจที่สำคัญที่สุดล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิง เด็กจบ ป.6 เด็กมัธยมอ่านหนังสือไม่ออก

...มันคุ้มไหม ?

ท่านนายกอ้างการประเมินของ PISA แต่ไม่ย้อนดูระบบของเรา PISA ให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพคนในเรื่องการอ่าน การเขียน คณิตศาตร์และวิทยาศาตร์ โดยเฉพาะเรื่องการอ่านนั้นถือว่าเป็นหัวใจของคุณภาพมนุษย์

..บ้านเราพอเริ่มเข้า ป.1 ก็เจอเข้าไป 8 สาระ(วิชา) อ่านไม่ออกซักตัว อยากรู้นานแล้วครับว่าผู้ทรงความรู้อันวิเศษท่านใดเป็นผู้ค้นพบหลักสูตรแบบนี้..ช่างเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่และน่าสะเทือนใจจริงๆครับ !

ผู้บริหารการศึกษาของประเทศไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย (ไม่แน่ใจว่าเคยทราบหรือเปล่า)

ผมไม่ใช่ครู แล้วก็ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่ทนเห็นลูกหลานเขางอกขึ้นทุกวันจากความไม่ใส่ใจของผู้นำการศึกษาในระบบของบ้านเมืองไม่ได้ การโทษครูมันเป็นเรื่องปลายเหตุเพราะหากมีการบริหารจัดการที่ดี มีระบบการพัฒนาครูที่ดี มีระบบการแต่งตั้งผู้บริหารที่มีมาตรฐานแล้ว

ปัญหาคงไม่หมักหมมพอกทวีคูณขึ้นจนถึงบัดนี้หรอกครับ


ว่าจะเขียนถึง สมศ.สักหน่อยเพราะมีผู้คนให้ความเชื่อถือศรัทธาลดน้อยถอยลงทุกวันในเรื่องของมาตรฐานของคุณภาพการประเมิน ไม่ใช่เฉพาะจากครู จากสถานศึกษา แม้แต่ผู้ประเมินภายนอกก็เสื่อมศรัทธาในหลายๆเรื่องเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ใส่ใจพัฒนาทักษะและขีดความสามารถของผู้ประเมิน โยนให้หน่วยประเมินรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ออกระเบียบการต่ออายุซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หารายได้จากผู้ประเมินเช่นการบังคับอบรม(ติว)เพื่อการต่ออายุบัตร ฯลฯ เอาไว้คราวหน้านะครับ
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากเดลินิวส์ออนไลน์ (Daily News Online)
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=111178&categoryID=42
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=110969&categoryID=42