

วันหยุด ผมได้มีโอกาสไปปีนภูกระดึงมา สมดังความตั้งใจที่คิดไว้ เลยมีภาพมาฝากมากมาย และได้แวะไปกราบไหว้นมัสการ ”พระพุทธเมตตา” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2463 โดยหลวงวิจิตร คุณสาร นายอำเภอวังสะพุง ได้ร่วมกับราษฎร ต่อมาในปี 2526 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระและบริเวณรอบๆ ด้วยหินอ่อน พร้อมทั้งทรงเสด็จมาเบิกพระเนตรและสวมเกศ รวมถึงพระราชทานพระนาม พระพุทธรูปนี้ว่า “พระพุทธเมตตา” ตราบจนทุกวันนี้
เป็นที่น่าแปลกใจและตื่นตามาก ที่บริเวณแห่งนี้ มี “กระดิ่ง” และ “ระฆัง” เล็กใหญ่เป็นจำนวนมาก ล้อมรอบพระพุทธรูป “พระพุทธเมตตา”แห่งนี้ ผมเองก็ไม่ทราบว่า กระดิ่งและระฆังเหล่านี้มีมาได้อย่างไร? บางอันดูสวยงามและวิจิตรศิลป์มาก ใครพอรู้บ้างก็ช่วยตอบที เพราะผมยังไม่ได้ถามใครเลย
และพอดีผมได้รู้ “ตำนานภูกระดึง” ว่าภูกระดึงนั้น มีเรื่องเล่ากันมาว่า ชาวบ้านแถบเชิงเขาภูกระดึงจะได้ยินเสียง”กระดึง”ลอยมาตามลมในวันพระ ว่ากันว่าเป็นเสียงระฆังของพระอินทร์ ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า ภูกระดึง หรือภูกะดึง เพราะคำว่า " ภู "หมายถึง " ภูเขา " และ " กระดึง " มาจาก " กระดิ่ง " ภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลยแปลว่า " ระฆังใหญ่ " นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วน หากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึงได้รับขนานนามว่า " ภูกระดึง "หมายถึงกระดิ่งหรือระฆังใหญ่ รวมแล้ว ภูกระดึง จึงหมายความถึงภูเขาที่มีเสียงระฆังนั่นเอง
เรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับตำนานของภูกระดึงก็ยังคงมีเสน่ห์อยู่ไม่รู้คลาย








...ช่วงเดินชมน้ำตก...ตามลำธารน้ำใสมาก...สังเกตเห็นมีคนโยนเงินเหรียญลงไปใส่ก้อนหินจมน้ำในลำธารด้วย...คงอธิษฐานเสี่ยงทายกระมัง?
ภาพข้างบนนี้เป็นใบเมเปิลสีแดงจมน้ำ...
ภาพเงาของผมในน้ำลำธาร...
ใบเมเปิลสีแดง สวยงามมาก...ชอบมากครับ
สวยงามจริงค่ะ และเปลี่ยนไปหลายอย่างมาก มีทั้งธรรมชาติและส่วนเสริมเติมเต็ม