คนเก่งกว่านี้คงมีอีกมาก... แต่ครูิิอินสอนนี้มีใจยิ่งใหญ่จนอดที่จะประทับใจไม่ได้...

        บันทึกนี้ขออนุญาตเล่าถึง ครูภูมิปัญญาไทย ด้านเกษตรกรรม ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประทับใจของผู้เล่า แต่ไม่อยากเขียนในแนววิชาการ จึงเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เมื่อถูกถามว่า ครูอินสอน สุริยงค์ นี่ใครหรือ? อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? เก่งยังไง? มีอะไรดี?

เขาเป็นใคร?

        ครูอินสอน สุริยงค์ เป็นครูในระบบโรงเรียน สอนที่ โรงเรียนรวมศูนย์บ้านออนหลวย เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early retire) ในตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 7 เพื่อมาประกอบอาชีพ เกษตรกรเต็มตัวที่ “ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติแม่ออน” เป็นสามีของภรรยาชื่อ นางพิมพ์พร สุริยงค์ เป็นพ่อของลูกชาย-หญิง 2 คน คือ นายเอกพงศ์ สุริยงค์ และนางสาวอัจฉราภรณ์ สุริยงค์ เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 6 ด้านเกษตรกรรม (เกษตรอินทรีย์ผสมผสาน) เป็นพ่อตัวอย่างแห่งชาติ ปี 2553 เป็นเพชรราชภัฏเพชรล้านนา และอีกหลายตำแหน่ง แต่ครูอินสอนบอกว่าที่ภูมิใจที่สุดคือ เป็น “ครูสอนเกษตรอินทรีย์”

 

ครูอินสอน สุริยงค์(เสื้อสีฟ้า) กับ อาจารย์มานพ กุลศิริ ผู้ชักนำให้สนใจเรื่องจุลินทรีย์

อยู่ที่ไหน?

- บ้านเลขที่ 135 หมู่ 6 ตำบลออนเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัด เชียงใหม่ โทรศัพท์ (บ้าน) 053-859353 (มือถือ ) 081-8842092

-เปิดศูนย์เกษตรธรรมชาติแม่ออน เป็นพื้นที่เป็นศูนย์สาธิตเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ปลูกข้าว ปลูกพืชทั้ง ผัก ผลไม้ เลี้ยงหมูหลุม กบคอนโด ปลาดุก ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เลี้ยงและขยายพันธุ์จุลินทรีย์ สอนและสาธิตวิชาชีพ อาทิ การทำไข่เค็มสมุนไพร ทำแหนมอินทรีย์ น้ำยาอเนกประสงค์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ น้ำยาซักผ้า ล้างจาน แชมพูสระผม

 

ทำอะไร?

      มีอาชีพรับราชการครูในระบบโรงเรียนมาเกือบ 30 ปี และศึกษาเรียนรู้ด้านการเกษตรมาตลอดตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเป็นลูกชายคนโตของ “ครูสอนวิชาเกษตร” และมารดาเป็น “แม่ค้า” ครูอินสอนเล่าว่า พ่อเป็นครูสอนในโรงเรียนและสอนเรื่องการเกษตร ทำให้ครูได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ต้องลงมือลงแรงช่วยพ่อพร้อมกับเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปพร้อม ๆ กัน แม่เป็นแม่บ้านที่ขยันขันแข็ง มีเวลาว่างก็ทำขนม อาหารหวานคาวไปขายเพิ่มรายได้ ลูกชายคนโตก็ต้องช่วยทุกอย่างตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบ ปรุง และนำไปขาย เรื่องการทำอาหาร การคิดคำนวณต้นทุนกำไร ครูจึงได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก

เก่งยังไง? มีอะไรดี?

      นี่เป็นคำถามที่สุดยอดมาก ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่าทุกคนมีความเก่ง เชี่ยวชาญ ความดีอยู่ในตัวเองทุกคน มากน้อยแตกต่าง และมีโอกาสได้นำเสนอสิ่งนั้นต่อสังคมหรือไม่อย่างไร

คำถามที่ว่าครูอินสอนเก่งอย่างไร มีอะไรดีหรือ จึงนำมาเขียนบันทึกไว้... ตอบได้อย่างแรกคือ “ความประทับใจ” ... คนเก่ง ๆ ดัง ๆ กว่าครูอินสอนน่ะมีอยู่มากมายเลย (ขอบอก)

      “คนเก่ง” จำนวนมากที่เก่งอยู่กับตัว บางคนไม่ยอมถ่ายทอด ไม่ยอมเผยแพร่ บางคนใจดีหน่อย หากอยากเรียนมาฝากตัวเป็นศิษย์ก็ถ่ายทอดให้ แต่ครูอินสอนนี้...จะเรียกว่าอย่างไรดีนะ...เอาเป็นว่าเขา...

- ลาออกจากการเป็นข้าราชการครู อาจารย์ 2 ระดับ 7 มาสอนเกษตรอินทรีย์ให้ชาวบ้าน

- เปิดบ้านเป็นศูนย์สาธิตเกษตรกรรมอินทรีย์ (ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์)

- เปิดศูนย์เกษตรธรรมชาติแม่ออน เป็นศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ 8 ไร่ ทำทุกอย่างให้ดูเป็นตัวอย่าง ทั้งปลูกข้าว ปลูกลิ้นจี่ ลำไย ฝรั่ง กล้วย เลี้ยงหมู กบ ปลา เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จุลินทรีย์ ทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพ การทำนมเปรี้ยวดื่มเอง โดยปราศจากสารเคมีที่ทำลายสุขภาพและทำลายสิ่งแวดล้อม

- เป็นครู / วิทยากรให้กับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนไปทั่ว เงินค่าวิทยากรก็ไม่รับ ยกให้เป็นค่าอาหารผู้เข้าอบรมวิชาชีพ ค่าวัสดุอุปกรณ์หากยังเบิกไม่ได้ ไม่ทันก็ใช้ของครูไปก่อนไม่ว่ากัน แถมขับรถไปสอนให้ไกล 40-50 กิโลเมตร ก็ไปไม่เคยเกี่ยงงอน ปฏิเสธใครเลยสักราย

     โดยรวมแล้วองค์ความรู้ของครูอินสอนก็คือการใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้กับการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ใช้กับของใช้ทุกประเภท

หลายคนอาจตั้งคำถามต่อว่า... แล้วทำไปเพื่ออะไร?

     คำถามนี้นอกจากคิดในใจแล้ว ยังมีโอกาสได้ถามครูตรง ๆ อีกด้วยว่า... ครูทำไปทำไมคะ เหนื่อยก็เหนื่อย เงินก็ไม่ได้ สู้เอาเวลามาพักผ่อน สร้างงานสร้างอาชีพของตัวเองดีกว่า เพราะทุกวันนี้ "ป้าพร" ภรรยาของครูก็ต้องเหนื่อย วุ่นอยู่ในสวนเวลาที่ครูไม่อยู่ เวลาที่ครูตะลอนปสอนที่โน่นที่นี่...ทุกวัน ๆ ครูตอบง่าย ๆ ว่า....

“...ผมคิดว่าผมโชคดีที่เป็นข้าราชการ เกษียณแล้วหลวงก็ยังเลี้ยง ไม่ทำงานก็ยังได้เงินเดือนทุกเดือน คนที่บ้านเรายังลำบากอีกมาก ผมเห็นว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็สอนก็ให้ความรู้ที่ตัวเองมี ให้ไปแล้วเขาดีขึ้นผมก็มีความสุขด้วย ... ไม่มีอะไรมาก...”

ฟังคำตอบแล้ว...อึ้งไปพักใหญ่...

      คุยกับนักวิชาการผู้ทรงภูมิปัญญา ครูบาอาจารย์มาก็มากแล้ว ที่จะตอบตรง ๆ ซื่อ ๆ จริงจังจริงใจอย่างนี้...หาได้ยาก แล้วยังทำให้ตระหนักด้วยว่าเรานี่...หยาบคายมาก !!!

      เราถาม ด้วยมาตรฐานความคิด ความเชื่อ ความเคยชินของเรา ด้วยถูกหล่อหลอมและอยู่ในสังคม ทุนนิยม/บริโภคนิยม/วัตถุนิยม มันทำให้เราตั้งคำถามซึ่งน่าเกลียดที่สุด ดังที่อาจารย์หมอประเวศ วะสี ท่านกล่าวไว้ นั่นคือ การถามว่า “ทำแล้วเราได้อะไร?”

 

       จบบันทึกนี้ไว้ตรงนี้ก่อนดีกว่าค่ะ ขอใช้เวลาไปทบทวนตัวเองก่อน หากมีเวลาพอจะมาบอกกล่าวเล่าเรื่องของ "ครูในดวงใจ" ท่านนี้อีกค่ะ