การสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างงาน(ในที่นี้คือบริการสุขภาพ) เป็นพันธกิจ(สิ่งที่ต้องปฎิบ้ติ) ของมหาวิทยาลัย แต่น่าเสียดาย ที่ลักษณะด้อยทางสังคมนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ ทำให้การบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยไทยไม่เป็นใจกับการพัฒนามหาวิทยาลัยให้ตอบสนองพันธกิจทั้งสาม

เป็นที่ยอมรับกันพอสมควรว่า คนไทยเก่งบริการ หมอไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นในกรณีนี้ ทำให้เมืองไทยได้ต้อนรับคนไข้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากทั่วทิศ ว่ากันว่า ประเทศเพื่อนบ้านล้วนอิจฉาเสน่ห์การแพทย์ไทยและพยายามเลียนแบบแต่ยังไม่สำเร็จ 

ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยไม่เก่งคิดเก่งเขียน อันเป็นลักษณะด้อยทางสังคม ทำให้คนไทยที่อยากกินอาหารสมองดีๆ ต้องพึ่งต่างชาติมากกว่า

แต่ในมืดมีสว่าง ในสว่างก็มีมืด  

ผมจึงได้เห็นหมอไทยกลุ่มเล็กๆ(กว่า๑๐๐ชีวิต มีทั้งแพทย์ ท้นตแพทย์ นักโภชนาการ เทคนิคการแพทย์ ....นี่แหละคำว่าหมอในความหมายที่ผมกำลังพูดถึง) พากเพียรสร้างความรู้ด้วยการค้นคว้าวิจัยหาคำตอบให้กับสุขภาพสำหรับคนไทยโดยเฉพาะต่อเนื่องกันมากว่า ๑๐ปี

คนกลุ่มนี้เป็นหน่ออ่อนที่งอกเงยมาจาก การริเริ่มของศ.นพ.ธาดา ยิบอินซอย หทัยแพทย์ ผู้อุทิศตนให้กับการสร้างคน สร้างความรู้แก่วงการสุขภาพไทยเสมอมา 

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ผู้นำของหมอกลุ่มนี้ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์อันเป็นจุดกำเนิดของกระบวนการวิจัย วันนั้น อ.ธาดา พาผู้มีจิตศรัทธาท่านหนึ่ง นามว่า ประมาณ ชันซื่อ มาบริจาคทุนวิจัยหนึ่งล้านบาทให้แก่อ.ปิยะมิตร การบริจาคนี้เป็นเรื่องหายากมากในสังคมไทยซึ่งมีลักษณะด้อยทางสังคมดังกล่าว

จากวันนั้นถึงวันนี้ การวิจัยภายใต้ชื่อติดปากว่า "โครงการรามา_อีแกท" ก็ถือกำเนิดและสืบสานเรื่อยมา จนมีผลงานใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น 

การค้นพบสมการทำนายความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดสำหรับคนไทย ซึ่งแม่นยำกว่าสมการของฝรั่ง(Framingham heart score) กว่า๒๐๐เปอร์เซนต์

การค้นพบสมการทำนายความเสี่ยงโรคเบาหวานสำหรับคนไทย

ที่น่าสนใจคือ คนที่ไม่ใช่หมอก็สามารถใช้สมการสองชนิดนี้ได้ เพียงแต่รู้ตัวเลขไม่กี่ชนิด เช่น ความดันเลือด ไขมันในเลือด อายุ เพศ การสูบบุหรี่  นำ้หนักตัว ส่วนสูง  

ยิ่งน่าสนใจต่อไปว่า ถ้าอาสาสมัครสาธารณสุข หรือนักเรียนมัธยม/ประถมปลายรู้จักสมการที่ว่านี้ จะช่วยให้อำนาจการทำนายโรคนี้กระจายไปสู่ครอบครัวและชุมชนได้กว้างขวางสักเพียงใด และจะชักนำวิถีชีวิตปลอดโรคสองชนิดนี้ที่กำลังระบาดใหญ่ในสังคมไทยได้สักแค่ไหน

โครงการรามา_อีแกท เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยการติดตามวิถีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางกายของคนงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหลายรุ่น รุ่นละหลายพันคนต่อเนื่องกันมามากกว่า ๒๐ปี คล้ายคลึงกับโครงการวิจัยในเมืองฟลามิงก์แฮมในสหรัฐอเมริกาที่โด่งดังไปทั่วโลกมานานกว่า ๓๐ปี สร้างความรู้ที่ทรงอิทธิพลต่อการพัฒนาบริการป้องกันและรักษาโรคหัวใจหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคไขข้อ ฯลฯ ต่อการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคต่างๆเหล่านั้น

การสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างงาน(ในที่นี้คือบริการสุขภาพ) เป็นพันธกิจ(สิ่งที่ต้องปฎิบ้ติ) ของมหาวิทยาลัย แต่น่าเสียดาย ที่ลักษณะด้อยทางสังคมนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ ทำให้การบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยไทยไม่เป็นใจกับการพัฒนามหาวิทยาลัยให้ตอบสนองพันธกิจทั้งสาม

ศ.นพ.ธาดา ยิบอินซอย และศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา เป็นตัวอย่างของคนไทยที่ไม่ก้มหัวให้กับอุปสรรคใหญ่นั้น จึงพากเพียรทำต้วเหมือนปลาเป็นว่ายทวนกระแสอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย