ความขัดแย้งเกิดจาก ๒ สาเหตุ คือ ๑) เมื่อรถว่างก็ต้องรีบวิ่งหาลูกค้าแย่งกันกับแท็กซี่ว่างคันอื่นๆ จึงต้องพยายามแซงขวาถ้ามีโอกาส ๒) ขณะเดียวกันตาก็ต้องมองมาทางซ้ายริมถนนว่าจะมีคนเรียกใช้บริการหรือไม่

พยายามที่จะเขียนเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ต่อ แต่ช่วงนี้งานเยอะจริงๆ เลยเอาเรื่องสั้นๆ มาแทรกก่อน ให้ชื่อว่า "แท็กซี่ว่าง" เมื่อเรียนรู้ถึงการเปิดใจทำให้ผมได้เห็นอะไรในมุมมองที่ต่างออกไป การขับรถในกรุงเทพผมว่าสอนอะไรเราได้มากมาย หากคิดจะค้นหามัน นอกจากจะแค่ขับไปให้ถึงจุดหมาย หรือบางคนอาจหงุดหงิดกับรถติดแล้วมีรถมาปาดไปปาดมาต่อตาให้รำคาญจิตใจ โดยเฉพาะรถแท็กซี่ ทั้งมีคนนั่งและไม่มีคนนั่ง ผมหยิบยกประเด็น  "แท็กซี่ว่าง" เพราะเมื่อพิจารณาแล้วรู้สึกเห็นใจคนขับอย่างยิ่ง มันคือคามขัดแย้งที่ไม่รู้คนขับรู้ตัวหรือไม่ ความขัดแย้งเกิดจาก ๒ สาเหตุ คือ ๑) เมื่อรถว่างก็ต้องรีบวิ่งหาลูกค้าแย่งกันกับแท็กซี่ว่างคันอื่นๆ จึงต้องพยายามแซงขวาถ้ามีโอกาส ๒) ขณะเดียวกันตาก็ต้องมองมาทางซ้ายริมถนนว่าจะมีคนเรียกใช้บริการหรือไม่ จึงต้องรีบปาดมาทางซ้ายหากเห็นคนยืนอยู่ ซึ่งอาจจะเรียกหรือไม่เรียกก็ได้ ไฟเลี้ยวซ้ายขวาจึงเปิดสลับไปมา ให้คนขับตามหลังรำคาญ และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเมื่อรถที่ตามหลังไม่รู้จักคำว่ายอม

เหตุผลประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับแท็กซี่ยังมีอีก เช่น ค่าเช่าที่อัตราคงที่ไม่ว่าจะรับผู้โดยสารได้หรือไม่ อยากจอดรอรับตามห้างน้อยใหญ่ก็ต้องมีค่าที่ค่าทาง เป็นต้น เลยต้องตระเวนนำ "แท็กซี่ว่าง" ไปบริหารความขัดแย้งเอาบนถนนเอง

รู้อย่างนี้แล้วคนอย่างเราเมื่อเห็น "แท็กซี่ว่าง" มันก็เป็นเช่นนั้นเอง หลบให้บ้าง ยอมให้บ้าง ความสุขก็เกิดครับ การฝึกใจใน KM ทำได้ทุกที่ครับ วันนี้สั้นๆ แค่นี้ครับ