ศ. ดร. ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ ส่งบทความนี้มาให้ ผมจึงขออนุญาตเอามาเผยแพร่ต่อ เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการวิจัยเชิงวิชาการของประเทศไทย
การประเมินคุณภาพการวิจัยเชิงวิชาการ ระดับสาขาวิชา
ตอนที่ ๑ กรอบของการประเมิน
ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ * และ สวัสดิ์ ตันตระรัตน์*
บทคัดย่อ
การวิจัยเป็นหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษา เช่นเดียวกับการเรียนการสอน. การประเมินคุณภาพการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาจึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ยอมรับกันทั้งผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน. การประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสถาบันอุดมศึกษา ได้ทำกันมาแล้วทั้งระดับโลก, ภูมิภาค และ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย. ส่วนการประเมินคุณภาพการวิจัย ระดับคณะในประเทศ ก็ได้ทำกันแล้ว โดย สำนักงานมาตรฐานและประเมินผลการศึกษา, สมศ. และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, สกว. จุดอ่อนของการประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสถาบันและระดับคณะวิชา คือ ผลการประเมินเป็นคุณภาพที่ผิวเผิน เนื่องจากทุกสถาบันมีทั้งสาขาวิชาที่มีคุณภาพการวิจัยสูงและต่ำ. การประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสาขาวิชาในสหราชอาณาจักร ได้ถูกนำมาเป็นกลไกในการจัดสรรงบประมาณวิจัยของรัฐบาล ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาทั้งประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙. การประเมินครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ครอบคลุมสาขาวิชา ที่แตกต่างกัน ๖๘ สาขา ในสถาบันอุดมศึกษา ๑๕๙ แห่ง.
จากประสบการณ์ในการประเมินคุณภาพการวิจัยเชิงวิชาการ ระดับคณะวิชาในประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๘ สกว.จึงได้ประสานงานการประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสาขาวิชาครั้งนี้. ปรากฏว่า มีสาขาวิชามากกว่า ๔๐๐ สาขา จากสถาบันอุดมศึกษา ๓๖ แห่งในประเทศ สมัครเข้ารับการประเมิน. ตัวชี้วัดประกอบด้วย ดัชนีผลลัพธ์ ๒ ตัว และผลกระทบ ๒ ตัว. ผลการประเมินคุณภาพการวิจัยครั้งนี้ได้แสดงว่า ประเทศไทยมีสาขาวิชาที่มีคุณภาพการวิจัยระดับนานาชาติ, ระดับภูมิภาค และระดับชาติ ประมาณร้อยละ ๑๐, ๑๘ และ ๒๘ ของจำนวนสาขาวิชาทั้งหมดที่เข้ารับการประเมิน ตามลำดับ. รัฐบาลจึงควรจัดสรรทุนวิจัยให้แก่สาขาวิชาที่ได้คุณภาพเหล่านี้ รวมทั้งสาขาวิชาที่มิได้อยู่ในมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติที่คัดเลือกโดย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา. ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในการจัดสรรงบประมาณวิจัยของรัฐ.
อนึ่ง ยังมีกรณีอื่น ๆ ที่น่าจะนำผลการประเมินนี้ไปใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น การจัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกให้แก่สาขาวิชาที่มีคุณภาพการวิจัยระดับนานาชาติ แทนการให้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ, การสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์อุดมศึกษาของภูมิภาค ในสาขาวิชาที่มีคุณภาพระดับนานาชาติ, การบริหารและจัดการเพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการใช้เงินสนับสนุนการวิจัย ทั้งจากภายในสถาบันอุดมศึกษาและจากหน่วยงานภายนอก.
* สำนักวิทยาศาสตร์, ราชบัณฑิตยสถาน.
๑. การประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสถาบันอุดมศึกษา
การจัดอันดับทางวิชาการของมหาวิทยาลัยของโลก (Academic Ranking of World Universities, ARWU) โดย มหาวิทยาลัย Shanghai Jiao Tong เป็นการประเมินคุณภาพการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาในโลก ที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง. การประเมินดังกล่าวได้ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพการวิจัยถึง ๖ ตัว ทั้งที่เป็นผลลัพธ์และผลกระทบ เช่น จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์และการอ้างอิงในวารสารหลัก. จุดอ่อนที่สำคัญได้แก่ การใช้จำนวนคณาจารย์และศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลโนเบลเป็นตัวชี้วัดด้วย ทำให้มหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยและเก่าแก่ในประเทศที่พัฒนาแล้วได้เปรียบสถาบันอุดมศึกษาในประเทศที่กำลังพัฒนามาก. วารสารที่ใช้ประเมินตัวชี้วัดก็ได้จำกัดเฉพาะวารสารภาษาอังกฤษเท่านั้น เป็นต้น. การประเมินโดย ARWU ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓ ยังไม่เคยมีสถาบันอุดมศึกษาของไทยติดอันดับ ๑-๕๐๐ เลย.
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกโดยหนังสือพิมพ์ไทมส์ของ สหราชอาณาจักร(Times Higher Education Supplement, THES) ได้ประเมินคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาของโลก โดยใช้ตัวชี้วัดคุณภาพ ๖ ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เน้นด้านการเรียนการสอน รวมทั้งความเป็นนานาชาติ ๒ ตัว. ตัวชี้วัดคุณภาพการวิจัยมีเพียงตัวเดียว คือ จำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัย ต่อจำนวนอาจารย์. การประเมินของ THES ได้รับการอ้งอิงอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกัน. สถาบันอุดมศึกษาของไทยหลายแห่ง ติดอันดับในบัญชี ๑-๒๐๐ สถาบันอุดมศึกษาของโลก.
สหภาพยุโรปได้ประเมินคุณภาพผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของสถาบัน อุดมศึกษาในสหภาพยุโรป เมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๔. ตัวชี้วัดมีทั้งที่เป็นผลลัพธ์ คือ ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารที่ใช้ภาษาหลักของยุโรป เช่น ภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และตัวชี้วัดที่เป็นผลกระทบ คือ จำนวนการอ้างอิงในวารสาร. จุดเด่นของการประเมินนี้อยู่ที่การยอมรับวารสารที่พิมพ์เป็นภาษาอื่นด้วย ในขณะที่ ARWU พิจารณาเฉพาะวารสารภาษาอังกฤษเท่านั้น.
สกอ.ได้ประเมินคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อคัดเลือกมหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศไทย โดยอิงการประเมินของ THES และตัวชี้วัดอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มิใช่ตัวชี้วัดด้านคุณภาพการวิจัยโดยตรง. การคัดเลือกได้มหาวิทยาลัยวิจัยระดับชาติ ๙ แห่ง และ สกอ. ได้จัดงบประมาณวิจัยเพิ่มเติมให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ด้วย.
สมศ. เริ่มประเมินคุณภาพหลายด้านของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย รอบแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖. ด้านคุณภาพการวิจัย ได้ใช้ตัวชี้วัดหลายตัวทั้งที่เป็นผลลัพธ์, ผลกระทบ และตัวป้อน เช่น จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่, จำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัย, เงินวิจัยที่คณาจารย์ได้มาจากภายนอก. การประกาศผลการประเมินครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ ปรากฏว่า สถาบันอุดมศึกษา ๙ แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนหนึ่งแห่ง มีคุณภาพการวิจัยดีมาก ซึ่งเป็นระดับคุณภาพสูงสุดของ สมศ. ผลการประเมินสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพการวิจัยสูงสุดของ สมศ. ตรงกับการคัดเลือกมหาวิทยาลัยวิจัยของ สกอ. ๖ แห่ง และไม่ตรง ๓ แห่ง ดังที่แสดงต่อไปนี้.
สถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพการวิจัยระดับสูงสุด
|
สกอ.
|
สมศ.
|
| จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | ม.เกษตรศาสตร์ |
| ม.เกษตร | ม.ขอนแก่น |
| ม.ขอนแก่น | มท.พระจอมเกล้าธนบุรี |
| ม.เชียงใหม่ | มท.มหานคร |
| มท.พระจอมเกล้าธนบุรี | มท.สุรนารี |
| มท.สุรนารี | ม.นเรศวร |
| ม.ธรรมศาสตร์ | ม.สงขลานครินทร์ |
| ม.มหิดล | ม.อุบลราชธานี |
| ม.สงขลานครินทร์ |
เป็นที่ทราบกันดีว่า สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งมีทั้งคณะที่เข้มแข็งและคณะที่อ่อนทางการวิจัย. ผลการประเมินคุณภาพระดับสถาบันจึงค่อนข้างผิวเผิน และไม่เหมาะที่จะใช้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยที่เป็นธรรมจากรัฐ เนื่องจากไม่อาจเปรียบเทียบคุณภาพการวิจัยระดับคณะและสาขาวิชาที่แตกต่างกันในแต่ละสถาบันอุดมศึกษาได้.
๒. การประเมินคุณภาพการวิจัยระดับคณะในประเทศไทย
ในการประเมินคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา โดย สมศ. รอบที่ ๒ สมศ. ได้ประเมินคุณภาพของการวิจัยระดับคณะ ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศด้วย ทำให้เห็นคุณภาพผลงานวิจัยภายในแต่ละสถาบันฯได้ชัดเจนขึ้น.
ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ สกว. ได้ร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนการวิจัย เช่น สกอ., สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, วช., สำนักงานวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, สวทช. จัดทำโครงการนำร่อง เพื่อประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการในระดับคณะ จำนวน ๗๘ คณะ ที่สมัครเข้ามารับการประเมินคุณภาพ จากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ ๒๘ แห่ง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันแล้วว่า เกือบทุกคณะวิชามีทั้งสาขาวิชาที่เข้มแข็งและสาขาวิชาที่อ่อนทางการวิจัย ซึ่งไม่อาจแยกแยะได้ด้วยการประเมินระดับคณะวิชา.
๓. การประเมินคุณภาพผลงานวิจัย ระดับสาขาวิชา ในสหราชอาณาจักร
รัฐบาลของสหราชอาณาจักรได้จัดการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยระดับสาขาวิชา (academic discipline) ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๖ โดยใช้ชื่อ Research Assessment Exercise, RAE เพื่อใช้ในการจัดสรรงบประมาณวิจัยของรัฐ ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาทั้งหมดในสหราชอาณาจักร ในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยดังกล่าว อาจารย์แต่ละคนได้มีสิทธิเสนอผลงานวิจัยที่ตนเลือกว่าดีที่สุด ๔ เรื่อง ส่งให้ผู้ประเมินซึ่งเป็นศาสตราจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและสถาบันอุดมศึกษาได้ร่วมกันคัดเลือก.
การประเมินครั้งที่ ๖ เมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๘ ได้ครอบคลุมสาขาวิชา ๖๗ สาขาที่แตกต่างกัน ในสถาบันอุดมศึกษา ๑๕๙ แห่ง. ผู้ประเมินจำนวนประมาณ ๑,๐๐๐ คน ต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปี และใช้เงินประมาณ ๑๐ ล้านปอนด์ ในการประเมินแบแพิชยพิจารย์ (peer review). รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้นำผลการประเมินครั้งนี้ไปจัดสรรเงินสนับสนุนการวิจัยประมาณปีละ ๑,๕๐๐ ล้านปอนด์ ให้แก่สาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้รับการประเมิน
ในการประเมินนั้น ถึงแม้ RAE ได้ประเมินคุณภาพผลงานวิจัยของคณาจารย์โดยตรง แต่ก็ต้องใช้จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ, เวลา และค่าใช้จ่ายมาก.
๔. การประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสาขาวิชา ในประเทศไทย
ในการประเมินคุณภาพการวิจัยระดับคณะวิชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ โดย สกว. ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้มีโครงการนำร่องการประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสาขาวิชา ในคณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์. ผลการประเมินได้ยืนยันว่า แต่ละคณะวิชามีทั้งสาขาวิชาที่เข้มแข็งและสาขาวิชาที่อ่อนในการวิจัย. คณะกรรมการกำกับทิศทางการประเมินคุณภาพการวิจัยเชิงวิชาการ ตามรายชื่อที่แสดงไว้ด้านล่าง จึงได้มีมติให้ประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการระดับสาขาวิชา เฉลี่ย พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๒
รายนามคณะกรรมการกำกับทิศทางการประเมินคุณภาพการวิจัยเชิงวิชาการ
| ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ | ที่ปรึกษา |
| ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย | ที่ปรึกษา |
| ศ.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ | ประธานกรรมการ |
| เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา | กรรมการ |
| ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ | กรรมการ |
| ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร | กรรมการ |
| ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข | กรรมการ |
| ประธานคณะกรรมการบริหาร บัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | กรรมการ |
| ศ.ยอดหทัย เทพธรานนท์ | กรรมการ |
| ศ.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ | กรรมการ |
| ศ.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ | กรรมการ |
| ศ.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร | กรรมการ |
| ศ.สมพล ประคองพันธ์ | กรรมการ |
| ศ.สมบัติ จันทรวงศ์ | กรรมการ |
| ศ.ดวงเดือน พันธุมนาวิน | กรรมการ |
| ศ.นราศรี ไววนิชกุล | กรรมการ |
| ศ.ประสิทธิ์ ฟูตระกูล | กรรมการ |
| ศ.ปรัชญา เวสารัชช์ | กรรมการ |
| ศ.วิชัย บุญแสง | กรรมการ |
| ศ.นักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย | กรรมการ |
| ศ.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ | กรรมการ |
| ผศ.วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน | กรรมการและเลขานุการ |
ดัชนีชี้วัด ๔ ตัว ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพการวิจัย ได้แก่ จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เทียบเท่านานาชาติ ต่อสาขาวิชา, จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เทียบเท่านานาชาติ ต่ออาจารย์, ดัชนีผลกระทบ ต่อสาขาวิชา และ ดัชนีผลกระทบ ต่ออาจารย์.
๕. กลุ่มสาขาวิชา
การจัดกลุ่มสาขาวิชา (Groups of academic disciplines) เพื่อประเมินคุณภาพผลงานวิจัย ได้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของ อนุกรรมการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ สกอ. การแบ่งสาขาวิชาต่าง ๆภายในกลุ่มสาขาวิชาแต่ละกลุ่ม ให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการกำกับทิศทางการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเฉพาะกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยศาสตราจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทาง. กลุ่มสาขาวิชาต่าง ๆที่ อนุกรรมการวิจัยฯ แนะนำ มี ๖กลุ่ม ประกอบด้วย
๑. กลุ่มสาขาวิชา วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural sciences)
๒. กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร(Agricultural science & technology)
๓. กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health sciences)
๔. กลุ่มสาขาวิชาแพทยศาสตร์ (Medicine)
๕. กลุ่มสาขาวิชา วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)
๖. กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีสหวิทยาการ (Multi-disciplinary technology)
๖. สรุปผลการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยในภาพรวม
สาขาวิชาที่สมัครเข้ามารับการประเมินมีจำนวนมากถึง ๔๐๕ สาขาวิชา จาก สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐ ๒๙ แห่ง เอกชน ๖ แห่ง และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ( AIT). ผลการประเมินปรากฏว่า ร้อยละประมาณ ๑๐, ๑๘ และ ๒๘ ของจำนวนสาขาวิชาทั้งหมด มีคุณภาพการวิจัยเทียบเท่าระดับ นานาชาติ (๕), ระดับภูมิภาค (๔) และระดับชาติ (๓) ตามลำดับ
๖.๑ คุณภาพผลงานวิจัยระดับนานาชาติ
จำนวนสาขาวิชาทั้งหมดที่มีคุณภาพผลงานวิจัย ระดับนานาชาติ(๕) ในกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ และสถาบันที่มีจำนวนสาขาวิชาสูงสุด ในกลุ่มสาขาวิชาแต่ละกลุ่ม ประกอบด้วย
๑. กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural sciences)
จำนวนคุณภาพระดับ ๕ ทั้งหมด : ๑๐ สาขาวิชา
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนคุณภาพระดับ ๕ มากที่สุด : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (๓ สาขา ) และ มหาวิทยาลัยมหิดล (๓ สาขา )
๒. กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการเกษตร (Agricultural science & technology)
จำนวนคุณภาพระดับ ๕ ทั้งหมด: ๕ สาขาวิชา
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนคุณภาพระดับ ๕ มากที่สุด: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (๒ สาขา)
๓. กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health sciences) จำนวนคุณภาพระดับ ๕ ทั้งหมด: ๕ สาขาวิชา
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนคุณภาพระดับ ๕ มากที่สุด: มหาวิทยาลัยมหิดล (๓ สาขา)
๔. กลุ่มสาขาวิชาแพทยศาสตร์ (Medicine)
จำนวนคุณภาพระดับ ๕ ทั้งหมด: ๕ สาขาวิชา
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนคุณภาพระดับ ๕ มากที่สุด : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (๒ สาขา) และ มหาวิทยาลัยมหิดล (๒ สาขา)
๕. กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)
จำนวนคุณภาพระดับ ๕ ทั้งหมด : ๘ สาขาวิชา
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนคุณภาพระดับ ๕ มากที่สุด : สถาบันเทคโนโลยี นานาชาติสิรินธร, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (๓ สาขา)
๖. กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีสหวิทยาการ (Multi-disciplinary technology)
จำนวนคุณภาพระดับ ๕ ทั้งหมด : ๘ สาขาวิชา
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนคุณภาพระดับ ๕ มากที่สุด : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี (๓ สาขา)
ตารางต่อไปนี้ได้เปรียบเทียบจำนวนสาขาวิชาที่มีผลงานวิจัยเชิงวิชาการในระดับนานาชาติ และระดับภูมิภาค ในสถาบันอุดมศึกษาที่คัดเลือกโดย สมศ. และ สกอ. ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
|
สถาบัน/ระดับคุณภาพ
|
นานาชาติ (ระดับ ๕)
|
ภูมิภาค (ระดับ ๔)
|
| จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | ๙ | ๑๕ |
| ม.เกษตรศาสตร์ | ๓ | ๖ |
| ม.ขอนแก่น | ๒ | ๑๓ |
| ม.เชียงใหม่ | - | ๕ |
| มท.พระจอมเกล้าธนบุรี | ๖ | ๑๐ |
| มท.สุรนารี | ๒ | ๔ |
| ม.ธรรมศาสตร์ | ๔ | ๒ |
| ม.นเรศวร | ๑ | ๒ |
| ม.มหิดล | ๑๐ | ๕ |
| ม.สงขลนครินทร์ | ๔ | ๑๐ |
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครที่ได้รับการคัดเลือกโดย สมศ. ตามที่กล่าวมาแล้ว มิได้สมัครเข้ามารับการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการ. ผลการประเมินตามที่ปรากฏในตารางข้างบน ทำให้เปรียบเทียบคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการของทั้งสิบสถาบันได้ชัดเจนขึ้น.
๖.๒ ดัชนีทีอาร์เอฟรวม
ดัชนีคุณภาพผลงานวิจัยทั้ง ๔ ตัวรวมกัน เรียกว่า ดัชนีทีอาร์เอฟ (TRF index). เมื่อนำดัชนี ทีอาร์เอฟทุกระดับคุณภาพผลงานวิจัยในกลุ่มสาขาวิชาเดียวกันมารวมกัน เรียกว่า ดัชนีทีอาร์เอฟรวม(Total TRF index) ซึ่งแสดงคุณภาพผลงานวิจัยรวมของกลุ่มสาขาวิชานั้น
ตารางต่อไปนี้ได้แสดง ค่าสูงสุดของดัชนีทีอาร์เอฟรวม ของแต่ละกลุ่มสาขาวิชา และสถาบันอุดมศึกษาที่สังกัด
|
กลุ่มสาขาวิชา
|
ดัชนีทีอาร์เอฟรวม
|
สถาบันอุดมศึกษา
|
| วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ | ๔๓.๘ | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| วิทยาศาสตร์และเทคโนโลการเกษตร | ๒๔.๖ | มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
| วิทยาศาสตร์สุขภาพ | ๔๗.๗ | มหาวิทยาลัยมหิดล |
| วิศวกรรมศาสสตร์ | ๓๙.๓ | มท.พระจอมเกล้าธนบุรี |
| แพทยศาสตร์ | ๓๓.๓ | มหาวิทยาลัยมหิดล |
|
เทคโนโลยีสหวิทยาการ |
๔๖.๘ | มท.พระจอมเกล้าธนบุรี |
ค่าดัชนีทีอาร์เอฟรวมขึ้นอยู่กับผลประเมินของสาขาวิชา และจำนวนสาขาวิชาในกลุ่มเดียวกันที่เข้าร่วมการประเมิน. ดัชนีทีอาร์เอฟรวมที่มีค่าสูง อาจจะเป็นผลจากคุณภาพของสาขาวิชา หรือการที่มีสาขาวิชาในกลุ่มเดียวกันเข้ารับการประเมินจำนวนมาก หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน.
สถาบันอุดมศึกษาที่มีดัชนีทีอาร์เอฟรวมในกลุ่มสาขาวิชาหนึ่งสูงกว่า ได้แสดงว่าสถาบันนั้นมีคุณภาพผลงานวิจัยรวมสูงกว่า แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า จะมีคุณภาพผลงานวิจัยเฉพาะเชิงวิชาการดีกว่า. การเปรียบเทียบคุณภาพผลงานวิจัยเฉพาะเชิงวิชาการ จะต้องดูระดับของผลการประเมินของแต่ละสาขาวิชา.
๗. ข้อเสนอแนะ การใช้ประโยชน์จากผลการประเมิน
๗.๑ ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก
รัฐควรจัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกให้แก่สาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีคุณภาพการวิจัยสูงระดับนานาชาติ(๕) จำนวน ๔๑ สาขาวิชา หรือประมาณร้อยละ ๑๐ ของสาขาวิชาทั้งหมดที่ได้ประเมิน แทนการให้ทุนศึกษาต่อในต่างประเทศ เช่นในยุโรป, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย ซึ่งทำให้รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายต่อทุนสูงกว่าประมาณ ๓-๕ เท่า.
๗.๒ การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยที่เป็นธรรม
ผลการประเมินฯ ได้แสดงว่า ในมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติทั้ง ๙ แห่ง ที่ สกอ. เลือกให้ได้รับงบประมาณวิจัยเพิ่มขึ้น หลายสาขาวิชามีคุณภาพการวิจัยต่ำกว่าคุณภาพระดับชาติ (๓) แต่สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่ง ที่ สกอ. มิได้เลือก กลับมีคุณภาพการวิจัยทั้งระดับชาติ (๓) และระดับภูมิภาค (๔) ซึ่งสูงกว่าระดับชาติ. สกอ. และหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยอื่นๆ เช่น วช., สวทช. จึงควรจัดสรรงบประมาณวิจัยเพิ่มเติมให้สถาบันเหล่านี้ด้วย
๗.๓ การเลือกสาขาวิชาเพื่อศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา
สาขาวิชาต่าง ๆ ประมาณร้อยละ ๕๖ ของสาขาวิชาทั้งหมดที่ได้ประเมิน มีคุณภาพผลงานวิจัย ระดับชาติ(๓) ขึ้นไป จึงน่าจะมีความพร้อมในการจัดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศ ในจำนวนสาขาวิชาเหล่านี้ ประมาณร้อยละ ๒๘ มีคุณภาพผลงานวิจัย ระดับภูมิภาค(๔) และระดับนานาชาติ(๕) จึงน่าจะมีความพร้อมในการจัดหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสำหรับภูมิภาค
๗.๔ การปรับปรุงคุณภาพงานวิจัย ของสถาบันอุดมศึกษา
ผลการประเมินคุณภาพงานวิจัยของสาขาวิชาต่าง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง เป็นข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพการวิจัยของสถาบันให้ดีขึ้น เช่น ในกรณีของมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติที่จัดโดย สกอ. ผู้บริหารควรกระตุ้นสาขาวิชาที่มีคุณภาพผลงานวิจัยระดับท้องถิ่น (๒) และควรพิจารณายุบรวมสาขาวิชา ที่มีคุณภาพผลงานวิจัยระดับต่ำสุด (๑). แต่ถ้าพันธะกิจของสถาบันการศึกษาคือการวิจัยระดับท้องถิ่น คุณภาพผลงานวิจัยระดับ ๒ ก็น่าจะยอมรับกันได้
บรรณานุกรม
คณะกรรมการกำกับทิศทางการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการ, “การประเมินคุณภาพผลงานวิจัย ระดับคณะ ในสถาบันอุดมศึกษา”, สกว., พ.ศ. ๒๕๔๙
คณะกรรมการดำเนินงาน โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ, “เก้า มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติฯ”, สกอ., พ.ศ. ๒๕๕๒
คณะกรรมการพัฒนาการประเมินคุณภาพอุดมศึกษา, “สรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอก รอบสอง (กลุ่มเน้นการผลิตบัณฑิตและวิจัย)”. สมศ., พ.ศ. ๒๕๔๙
คณะอนุกรรมการกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, “การจัดแบ่งสาขาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”, สกอ., พ.ศ. ๒๕๕๑
ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ และ สวัสดิ์ ตันตระรัตน์, “ดัชนีสมรรถนะหลัก สำหรับประเมินคุณภาพการสอนและการวิจัย กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี”, วารสารราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๓๐(๑), พ.ศ. ๒๕๔๘ หน้า ๙๒-๙๖
Academic Rankings of World Universities 2009, “Top 500 world universities”, Shanghai Jiao Tong University.
Directorate General for Science and Research, “European commission ranking”, European Commission, 2004.
Grant, M., “University world rankings are pointless”, The Guardian, Sept. 21, 2010.
Research Assessment 2008, “Main panels chairs”, UK Higher Education Funding.
Travis, J., “UK university research ranked: funding impact to follow”, Science, Vol. 323, Jan. 2009, p.24.
World University Rankings 2009, “Top 200 world universities”, Time Higher Education-QS.
Research Quality Assessment of Academic Disciplines
Part I: Framework for Thai Higher Education Institutes
Prida Wibulswas and Sawasd Tantaratana
Abstract
Research and teaching are two main duties of full-time faculty members in higher education institutes. It is therefore necessary that research performances of faculty members have to be assessed periodically with acceptable and tangible research indicators. Research quality assessment in higher education institutes has been conducted in Asia, Europe, UK, USA, Thailand, etc. for more than a decade.
Research quality assessment of higher education institutes and university rankings are rather superficial and pointless as they cannot differentiate varying research qualities of different academic disciplines in the same institute. Research quality assessment of academic disciplines has been conducted officially in UK since 1986 and results have been used for fair distribution of annual research funding from UK government.
In the year 2005, a pilot project on research quality assessment of 78 volunteered schools in 28 Thai higher education institutes was conducted by main research funding agencies including Thailand Research Fund which also served as its secretariat. With experience from the pilot project, the same research funding agencies conducted research quality assessment of 405 volunteered academic disciplines from 36 higher education institutes in Thailand.
The assessment used four research quality indices, namely, the number of equivalent international journal publications per academic discipline and per faculty member, and the impact factor per discipline and per faculty member. The volunteering disciplines were classified by a Steering Committee, which consisted of reputable professors and academics, into six groups, namely, natural sciences, agricultural science and technology, health sciences, medicine, engineering, and multi-disciplinary technologies.
Results of the assessment indicated that 10%, 18%, and 28% of the academic disciplines achieved international, regional, and national qualities respectively. The results should be used by Thai government agencies for fairer distributions of research funding. Doctoral scholarship recipients should be encouraged to attend the Thai academic disciplines with international quality. Executives of higher education institutes should use the assessment results to improve the efficiencies of both internal and external research funds.