คนเราเปลี่ยนได้จริงๆหรือ?
เดี๋ยวนี้การทำงานอย่างหนักเอาเป็นเอาตายกำลังจะเริ่มตก trend มีคนงานวิจัยไปสัมภาษณ์ผู้คนว่าก่อนตายเสียดาย (เสียใจ) อะไรมากที่สุด คำตอบยอดนิยมคือ น่่าจะใช้เวลากับความสัมพันธ์ดีๆมากกว่านี้ ไม่น่าไปมุ่งทำงานมากเท่าที่ได้ทำเลยเพราะขาดอะไรดีๆ คิดถึงเพื่อนเก่าๆคนเก่าๆ แสดงให้เห็นชัดว่าชีวิตที่ลุยตะบี้ตะบันขาดการหน่วงช้าและหยุดมองวิวรอบๆด้านนั้น นำมาซึ่งความรัดทดเสียดายในภายหลัง
ก็เลยมีการออก "ปลีกวิเวก" กัน แล้วแต่จริต มีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่คล้ายๆกันก็คือ "เปลี่ยนที่ เปลี่ยนกิจวัตร เปลี่ยนการสื่อสาร" โดยเน้นไปที่ที่สงบขึ้น ทำอะไรช้าลง คิดช้าลง คิดละเอียด เพ่ิมความรัก เพ่ิมความเห็นอกเห็นใจ และมองชีวิตอย่างใคร่ครวญ แล้วแต่ใครจะชอบเทคนิกไหน หลายๆคนก็ติดใจไปตามๆกัน พอปลีกได้สักพัก ก็บอกว่า "เอาล่ะ พอแล้ว มา recharge battery พร้อมที่จะไปลุยเหมือนเดิมแล้ว อีกไม่นานก็ย้อนกลับมาปลีกวิเวกใหม่
ซึ่งความจริงยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธีต่างๆเป็นแค่อุบายเท่านั้น สิ่งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงหลักๆมันอยู่ในศีรษะ (หรือบ้างว่า "อยู่ในหัวใจ") ของเราเองทั้งนั้น เวลาไปปลีกวิเวกก็ศีรษะนี้ เวลากลุ้มใจมีไมเกรนก็ศีรษะนี้แหละ ไม่ใช่หัวคนอื่น ไม่ใช่หัวใจคนอื่นเลยที่กำลังเต้นระรัว ผางๆ ร้อนรุ่มอยู่ตอนนี้
คำถามยอดฮิตใน workshop ที่เคยทำมา แม้ว่าจะไม่ใช่ workshop ปลีกวิเวกก็ตาม แต่กระบวนการหลักๆเราเน้นเรื่องจิตที่ช้าลง ละเอียดขึ้น มีสติ มีการรับรู้ที่ละเอียดขึ้น ผู้มาเข้าร่วมหลายๆท่านเกิดการติดใจที่เรารับรู้อะไรได้เยอะ ได้ดี บางคนที่กล้าลงไปวิเคราะห์ตนเอง ยอมบาดเจ็บ ก็ได้ค้นหา primary causes ของความเจ็บป่วยของตนเองได้เยอะ แต่ก็ยังถามเหมือนเดิมว่า "นี่กลับไป ก็คงจะเหมือนเดิมนะคะ" หรือ "ไม่มีเสียง ไม่มีภาพ ไม่มีรูปอาจารย์แล้ว จะทำต่อได้ยังไงกัน" กายภาวนา จิตภาวนา เวทนาภาวนา และธัมมะภาวนาคงจะได้ทำเฉพาะใน workshop นี้เท่านั้น
จริงๆหรือ?
จริงอยู่ ที่ workshop เราได้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการดูแลตนเอง แต่นั่นเพราะเรามี "เวลาน้อย" ต่างหาก ที่จะได้มาอยู่ด้วยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ เราสามารถค่อยๆทำ ค่อยๆรับรู้ได้ ในกิตวัตรประจำวันของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นล้างจาน ถูบ้าน กวาดพื้น เดินจงกรม หรือนอนภาวนา (ที่เรียกเท่ห์ๆว่า "bodyscan" นั่นแหละ) เราไม่เคยบอกเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ จะต้องมาทำในห้องปูผ้าขาว มีหมอนขวานพับได้ไว้อิง แต่ energy ของสิ่งแวดล้่อมภายในและภายนอกต่างหากคือสิ่งสำคัญ
สิ่งสำคัญที่ว่า "การเปลี่ยนแปลงภายใน" นั้นอาจจะเป็นปัญหา เพราะเราสังเกตไม่ออก มองไม่เห็นชัดเจน มันเป็นความรู้สึก และบางทีก็ออกไปด้านความคิด ทัศนคติ เหมือนดอกไม้ ต้นไม้ที่เคยเห็นเดิมๆแต่กลับไม่เหมือนเดิม คนไข้ที่เคยน่ารำคาญ จู้จี้ กลับน่ารัก น่าเห็นใจ ผู้ร่วมงานที่เคยขี้เกียจ ไม่ใส่ใจ กลับยิ้มให้เรา ทำโน่นทำนี่เยอะเหมือนกันนะ ฯลฯ
สิ่งที่ยากในการเปลี่ยนบางทีก็ไม่ใช่เรื่องเปลี่ยนแล้วจะดีอย่างไร แต่กลับเป็นเรื่องทำไมถึงไม่เปลี่ยนมากกว่า
เดี๋ยวนี้เป็นยุคแห่งความแปลก แหวกแนว ความดี ธรรมะ เป็นคำแสลงหัวใจ ปรองดองพ้องกับไม่จริงใจ สมานฉันท์แปลว่าเสียบข้างหลังดีกว่า เรียกว่าเป็นยุคแห่ง "วาทกรรม (discourse)" ตกลงเราจะแปลกหรือไม่แปลกดี แปลกธรรมดาดี หรือแปลกไปเลยดี ค่านิยมเหล่านี้จะมีผลต่่อการ "จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน" ทั้งสิ้น
ย้อนกลับมาที่ทฤษฎีเรื่องชีวิต ของฮัมเบอร์โต มาตุรานา และฟรานซิสโก วาเรลา เรื่อง autopoiesis (auto = self, poiesis = make, happen การให้กำเนิดตนเอง หรือการถือกำเนิดด้วยตนเอง มีผู้แปลว่่่า "อัตโนปสิทธิ" ผมเคยแปลว่า "อัตตกำเนิด" แล้วแต่ชอบก็แล้วกัน) ความหมายของชีวิตนั้นอยู่ที่ function ไม่ได้อยู่ที่องค์ประกอบ มีแต่องค์ประกอบไม่มี function ก็ไม่มีชีวิต ดังนั้นป่วยการที่เราจะเรียนรู้เรื่องชีวิตโดยการเรียนแต่องค์ประกอบ (แต่เราก็เรียนแบบนี้ในโรงเรียนแพทย์มานานแล้ว) โดยไม่ได้พูดเรื่อง cognition (การรับรู้ มีคนแปลว่า "พุทธภาวะ") คือการมีการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมภายในกับภายนอกเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้ "การเปลี่ยนแปลง" นั้นก็จะต้องผูกพันกับ cognition ที่ว่านี้ด้วย
ว่าเรามี "สติ หรือ การรับรู้" มากน้อยและอย่างไร
หากการรับรู้นั้นๆยังไม่เกิด พฤติกรรมที่ถูกปรับ ก็เป็นเพียงผลปลายที่ไม่มีทิศทางกำกับ เด็กทำดีเพราะถ้าไม่ทำจะถูกทำโทษ ถูกตำหนิ ไม่ใช่ทำเพราะมันดี พูดจาไพเราะเพราะมีคนชม ไม่ใช่เพราะทำให้คนอื่นมีความสุข จะเห็นว่าพฤติกรรมสุดท้ายเหมือนกันที่มีแรงผลักดัน แรงบันดาลใจไม่เหมือนกันนั้น สามารถ "ต่างกัน" ได้เยอะ
คนที่ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าไปเน้นที่ "พฤติกรรมเปลี่ยน" โดยไม่ใส่ใจว่าทำไมถึงควรจะเปลี่ยน หรือเปลี่ยนเพราะอะไร ในที่สุด behavior engineer ก็จะไปเน้นที่ output ปลายอย่างเดียว เพราะเรามัวแต่ไปวัดกันตรงนั้น ง่ายดี ชัดดี
ในวงการศึกษาของเรา ทำกันแบบไหนเอ่ย?
ขอบคุณมากๆ ค่ะ อ.หมอสกล..... :)
You're welcome. :) ว่าแต่จะไม่บอกหรือครับว่าเรื่องอะไร!!
อาจารย์คะ
ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่ไม่ได้บอกว่าขอบคุณเรื่องอะไร :)
จริงๆ แล้ว อ่านบันทึกนี้ของอาจารย์แล้วก็โดนใจ ทำให้ได้คิดว่าบางทีตัวเองก็เป็นอย่างในบันทึกอาจารย์ คือบางทีก็ดำเนินชีวิตแบบหยาบเกินไป ไม่ละเอียดกับการรับรู้ค่ะ แต่พอมาอ่านบันทึกนี้แล้วต้องขอบคุณอาจารย์ค่ะ เพราะว่าได้สติและได้ทบทวนตัวเองว่าเราก็เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง ได้เห็นพัฒนาการของตัวเองที่มีแบบพัฒนาขึ้นบ้างในบางครั้ง ที่จะเปิดใจให้รับรู้และละเอียดกับการดำเนินชีวิตมากขึ้น
ต้องขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะคะ :)
หนูไม่รู้ว่าตัวเองเปลื่ยนแปลงอะไรไปบ้างแต่รู้ว่าได้มีเวลาบอกตัวเองว่าไม่ต้องรีบร้อน และก็ ช้าลงบ้าง ไม่คิดวุ่นวายทีละหลายเรื่อง
สุดท้ายคิดถึงพระคุณอาจารย์เสมอค่ะ
ชัดครับ
บางเรื่องในชีวิตที่หนูเองก็รู้ว่ามันไม่ดีแต่ก็ยังทำก็หลายเรื่องสิ่งที่เคยถามตัวเองซ้ำๆเสมอว่า เออ ทำไมเราถึงไม่เปลี่ยน
หรือโยนมันทิ้งไปซะที แต่ตอนนี้เท่าที่ทบทวนดูเรื่องเหล่านั้นมันลดจำนวนลงบ้าง เช็ดกระจกตัวเองทุกวัน
หนูคงต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนมันไปค่ะ ยังจดจำคำที่อาจารย์สอนอยู่เสมอ
การเปลี่ยนแปลงหลายๆเรื่องต้องใช้ความกล้าเยอะ (หรือขจัดความกลัว... ซึ่งไม่ง่าย) เนื่องจากมักจะไปร่วมกับการเดินออกนอก safe zone เก่า ที่คุ้นชินเก่าของเราครับ ดังนั้นที่หายไปก่อนมักจะเริ่มจากเล็กๆน้อยๆ พื้นที่ไข่แดงของเราก็ขยับกว้างออก เดินไปเดินมาได้คล่องตัวมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ทุกก้าวรวมๆกันก็จะกลายเป็นวงใหญ่ เมื่อเรามองย้อนหลังมาดูอีกครั้งหนึ่ง ก็คงจะต้อง "ตบไหล่ตัวเอง" แล้วบอกว่า "ทำได้ไม่เลวเลยนิ"
...สวัสดีค่ะท่านอาจารย์..ขอคารวะมา ณ ที่นี้..อ่านข้อความของท่านเสร็จ...เลยร้องเพลงเบาๆให้กับตัวเอง.."ทบทวน"..จะอยู่กับความว่างเปล่า...(ตรงนี้เป็นที่ปลีกวิเวก..ของ.หัว..ตัวเอง..เจ้าค่ะ)...ขอให้ท่านมีความสุบ สงบ ตลอดไปไม่ว่าจะปีใหม่ปีเก่า..ยายธี
สวัสดีปีใหม่ครับยายธี