เอามา ลปรร. กันนะครับ ว่าผมมีวิธีตักตวงความรู้จากการไปร่วมประชุมต่างประเทศอย่างไร   ผมเป็นคนด้อยโอกาสในเรื่องไปประชุมต่างประเทศ   คือมีโอกาสไปไม่บ่อยนัก ได้โอกาสทีไรก็ต้องหาทางตักตวงให้เต็มที่

        เวลานี้การตักตวงความรู้ทำได้สะดวกขึ้นมาก จากการค้นคว้าทาง อินเทอร์เน็ต   และการเข้า อินเทอร์เน็ต ก็ทำได้สะดวก   อย่างขณะที่พิมพ์บันทึกนี้ผมอยู่ที่ห้องหมายเลข ๑๕๒๓ ของโรงแรม Marina Mandarin ประเทศสิงคโปร์   ห้องผมได้รับบริการพิเศษให้ใช้ อินเทอร์เน็ตทาง wifi ฟรีวันละ ๖ ชั่วโมงซึ่งเหลือเฟือ   หรือลงไปใช้ wifi ที่ ล็อบบี้ ได้ฟรีทุกคน

          ผมมาประชุม 6th QS-APPLE ช่วงวันที่ ๑๗ – ๑๙ พ.ย. ๕๓  แต่เรามาล่วงหน้าเพราะวันที่ ๑๖ บางคนมีภารกิจดูงาน บางคนเข้า pre-conference workshop   ตกกลางคืนผมก็ศึกษาเอกสารการประชุม QS-APPLE ที่ ศ. ดร. มรว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ กรุณามอบให้ล่วงหน้า 

          เรื่องสำคัญมักอยู่ที่ plenary session ผมตรงรี่เข้าใส่ตรงนั้น   ก็ได้เรียนรู้เรื่อง AHELO และ IMHE ของ OECD  จึงเข้าไปค้นทาง อินเทอร์เน็ตเพื่อหาความรู้เพิ่มขึ้น   และเขียนบันทึกเรื่องทั้งสองลง บล็อก council เพื่อเผื่อแผ่แก่ผู้สนใจ  จากการค้นและเขียนนี้ ผมได้เรียนรู้ว่าประเทศร่ำรวยเขารวมตัวกันคิดหาวิธีใช้อุดมศึกษาเพื่อการขับเคลื่อนความเจริญของกลุ่มประเทศของเขาอย่างไร  

          จุดสำคัญอยู่ตรงการเรียนรู้ “ระหว่างบรรทัด”   คือเดาหรือจินตนาการต่อว่าเรื่องนั้นๆ ได้รับการค้นคิดขึ้นมาเพื่ออะไร ในเรื่องที่เป็นภาพใหญ่ของประเทศหรือของมนุษยชาติ  ในเรื่องนี้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดเกี่ยวกับการอุดมศึกษามาก  และจะได้เอาไปครุ่นคิดต่อว่าจะหาทางขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยด้วยหลักการทำนองเดียวกันอย่างไร  

          ผมตีความว่า OECD เน้นทำงานสร้างความรู้ให้เห็นภาพใหญ่ ภาพเคลื่อนไหว ของการอุดมศึกษาของประเทศสมาชิก และของโลกในภาพรวม   เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกหาลู่ทางปรับปรุงการอุดมศึกษาของตน   เพื่อให้การอุดมศึกษาทำหน้าที่เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนสังคมไปในอนาคต  สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างมีดุลยภาพ

          ที่จริง หากทางการไทยเข้าไปศึกษาจากรายงานต่างๆ ของ OECD เราก็จะสามารถเอามาคิดพัฒนาระบบของเราได้มากมาย   ย้ำคำว่า “พัฒนาระบบ”

 

 

เรียนรู้จากใบปลิว


          เอกสารจาก QS ที่แจกในการประชุม และคำกล่าวเปิดงานของ Managing Director ของ QS ก็ช่วยเปิดสมองผมมาก  ช่วยให้ได้เห็นวิธีทำมาหากินแนวทางใหม่ๆ กับกระบวนการโลกาภิวัตน์   ที่ทักษะด้านแสวงหาความร่วมมือกับหลากหลายภาคี น่าจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ในการทำงานแบบมีนวัตกรรม  ผมชื่นชมความสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจขับเคลื่อนนวัตกรรมอุดมศึกษาของเขา   ที่มี “ผลิตภัณฑ์” ใหม่ๆ ออกมาไม่ขาด

          คือนอกจากการประชุม QS-APPLE แล้ว เขาจะมี QS-MAPLE สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลางและอัฟริกา   อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือหนังสือ Top Universities Guide ที่มาจากการทำ university ranking  จะเห็นว่าในเว็บไซต์ เขาหารายได้จากโฆษณาในเว็บไซต์   และเมื่ออ่านใบปลิวที่เขาแจกในที่ประชุม หากลงโฆษณามหาวิทยาลัยในหนังสือ Top Universities Guide แบบเต็มรูปแบบ ค่าโฆษณา USD 67,000 ลด 25% เหลือ USD 50,000  เขาเสนอการโฆษณาหลากหลายแบบ ในราคาต่างๆ กัน

          ผลิตภัณฑ์ชื่อ Showcase ให้บริการแนะนำมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเซียไปสู่ภูมิภาคอื่นของโลก   ผมเดาว่าเขาจับความต้องการของมหาวิทยาลัยในเอเชีย ที่ต้องการสร้าง visibility เพื่อสร้างลู่ทางความร่วมมือ

          อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือ Top Universities Tour โดยเขาโฆษณาว่า กิจกรรมนี้จะช่วย Delivering quality students to your classrooms   ซึ่งผมมองว่าเป็นการให้บริการเลือกคู่ระหว่าง นศ. เก่งและมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง กับสถาบันอุดมศึกษาคุณภาพสูงนั่นเอง 

          ทัวร์คล้ายๆ กันเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง คือ World Grad School Tour  โดยมีตัวล่อใจคือ นศ. ที่ไปทัวร์จะมีสิทธิ์ขอรับ scholarship ของ QS  และอาจได้รับคัดเลือก 

          คล้ายๆ กัน แต่ต่างสาขาวิชา คือ World Arts Tour  และ World MBA Tour 

          ผลิตภัณฑ์งานที่ปรึกษา Improving Research Profile เพื่อพัฒนา research strategy ผ่านกิจกกรม ๔ กลุ่มคือ Publication Best Practices, R Management & Funding, R Collaboration และ Branding the R Profile   ผมคิดเล่นๆ ว่าโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติน่าจะลองติดต่อดู   ว่าหากจะทำเป็นกลุ่มทั้ง ๙ มหาวิทยาลัย เขาจะคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร และมีวิธีการอย่างไร

          ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ QS Stars ที่เป็นการขยายกว้างให้แก่มหาวิทยาลัยที่อันดับที่ใน ranking ภาพรวมไม่ดีนัก  แต่เมื่อลงรายละเอียดบางด้านก็อาจมีจุดเด่นให้อวดได้   คือเป็นการทำ rating เสริม ranking  

          ใบปลิวที่น่าสนใจมากชื่อ DIAC ย่อมาจาก Dubai International Academic City   เขาอวดว่าเป็นแห่งเดียวในโลก  คล้ายๆ เป็นการสร้างเมืองมหาวิทยาลัยนานาชาติ   ดึงดูดมหาวิทยาลัยและนักศึกษามาอยู่ด้วยกันในพื้นที่ที่ถึงพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้  

 

เรียนรู้ในห้องประชุม

          หัวใจของการประชุมนี้คือ วิธีสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการของมหาวิทยาลัยในยุคโลกาภิวัตน์  โดยที่ “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” มีความหลากหลายมาก   และควรมีความจำเพาะสำหรับแต่ละมหาวิทยาลัย  ซึ่งแปลว่าไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน   และต้องมีความสามารถระบุให้ชัดเจน ไม่ใช่ระบุไว้หลวมๆ หรือกว้างๆ   ระบุแล้วก็ต้องรู้ว่าจะมีวิธีขับเคื่อนสู่เป้าหมายนั้นอย่างไร   จากการประชุมนี้ผมได้เรียนรู้ว่า ต้องทำ benchmarking กับมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศอยู่แล้วตามลักษณะที่เราอยากเป็น

          วิธีฟังการประชุมของผมประกอบด้วยเครื่องมือ “จดบันทึก” ครบครัน  ได้แก่เครื่องบันทึกเสียง   กล้องถ่ายรูปสำหรับถ่ายสไลด์ ppt   และ iPad สำหรับบันทึกข้อความสำคัญ และบันทึกความคิดปิ๊งแว้บที่เกิดขึ้นระหว่างฟังด้วย   โดยวิธีนี้ผมสามารถกลับมาทบทวนตรวจสอบข้อความส่วนที่มีความสำคัญให้ครบถ้วนได้ 

          การประชุม QS นี้มีลักษณะเป็นประชุมแบบ ลปรร. หรือแบบ KM มากกว่าการนำเสนอทางวิชาการ   มีการซักถามทำความเข้าใจบริบทของเรื่องที่นำมาเสนอ   เพราะว่าอุดมศึกษามันผูกพันกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก  

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๓ พ.ย. ๕๓