ผมได้รับ อี-เมล์ จาก ดร. รัตนา มากี ดังต่อไปนี้
เรียน ศ.นพ.วิจารณ์ ที่เคารพอย่างสูง
ต่อเนื่องจาก email ฉบับแรกที่ส่งให้กับท่านราว 9 เดือนที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปทำงานเรื่อง TQF กับสถาบันอุดมศึกษาหลายๆ แห่ง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเชิงบวกของคณาจารย์ต่อการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ให้กับเด็กไทยของเราภายใต้กรอบ TQF (หากท่านต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาไปที่ http://gotoknow.org/blog/council/348189 ) เมื่อคณาจารย์เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงของการเรียนการสอนแนวใหม่ ก็พูดกันว่า TQF ไม่ยากอย่างที่คิด และที่สำคัญเป็นสิ่งที่หลายๆ ท่านทำกันมาแล้วเพียงแต่ไม่เคยเอามาจัดเป็นระบบกัน เมื่อเกิดความเข้าใจในลักษณะนี้แล้ว การตอบรับต่อ TQF ก็ดีขึ้น
ปัญหา : จนกระทั่งถึงตอนต้องลงมือทำเอกสาร มคอ. 2 และ 3 กัน ความโกลาหลเกิดขึ้นใหม่อีกรอบ เพราะทุกท่านต้องการ copy/paste ตัวอย่างเอกสาร มคอ.2 และ 3 ที่สกอ.ขึ้นไว้เป็นตัวอย่าง ทั้งๆ ที่ตัวอย่างเป็นของรายวิชาที่ต่างกัน ย่อมมีรายละเอียดของเทคนิคการเรียนการสอนที่ต่างกัน สถาบันก็ต่างกันย่อมต้องมี KPI ในระบบประกันคุณภาพภายในที่ต่างกัน การที่ไปนำ KPI ของสถาบันในตัวอย่างมาใส่ใน มคอ. 2 ของตนเองจะก่อให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้าได้เพราะมคอ. 7 ของเขาจะตอบโจทย์ที่เขาใส่ไว้ใน มคอ. 2 ไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเสี่ยง จึงทำตามตัวอย่างและในหลายๆ ที่คณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรก็อนุมัติผ่านโดยยึดถือตามตัวอย่างที่ สกอ.ประกาศไว้ เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็น่าเศร้าใจที่เนื้อแท้ของ TQF ที่ต้องการให้คณาจารย์สร้างบัณฑิตที่รู้ลึก รู้รอบ เรียนรู้ด้วยตนเองเป็น คิดวิเคราะห์ได้ ประยุกต์ได้ฯลฯ แต่ในขั้นตอนของคณาจารย์ตรงนี้กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คือ copy/paste กันแบบไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ทั้งๆ ที่ในประกาศของ กกอ. กำหนดไว้แล้วว่าเอกสารมคอ. ที่หลักสูตรจัดทำให้ครอบคลุมหัวข้อที่ กกอ. กำหนด แต่คนส่วนใหญ่ “กลัว” ว่าถ้าไม่เหมือนกับในตัวอย่างจะได้ไม่รับการอนุมัติ แล้วต้องทำงานกันเพิ่มอีก ทั้งๆ ที่บางท่านมีความเข้าใจในหลักการของ TQF แล้วก็ตาม ภาพที่ออกมาคือ “ความกลัว” อยู่เหนือ “หลักการ” ... น่าเป็นห่วงมากๆ ตรงนี้ ....
คนส่วนใหญ่ตอนนี้ยังมองไม่ทะลุทุกขั้นตอน ยังมองไม่เห็นว่าการ copy/paste ตัวอย่างมคอ.ต่างๆ จะก่อให้เกิดอุปสรรค ปัญหาในวันข้างหน้าได้ การเอา KPI ของสถาบันอื่นมาใส่ใน มคอ. 2 ของตัวเองจะทำให้การบริหารหลักสูตรของตัวเองไม่สามารถตอบโจทย์ (KPI) ของสถาบันตัวเองได้ การเอาวิธีการสอน การประเมิน กลไกสัดส่วนการประเมินของรายวิชาที่เป็นตัวอย่างมาใส่ในรายวิชาของตนเองจะทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ (การพัฒนาบัณฑิต)ของตัวเองได้ ตอนนี้เขาไม่พร้อมที่จะมองไปจนถึงบั้นปลายของกระบวนการ TQF เขาเพียงแต่อยากทำงานเอกสารให้เสร็จๆ ไป
ขณะนี้มีคณาจารย์กลุ่มใหญ่จากจุฬาฯ และ มหิดล ที่พร้อมจะสอนภายใต้กรอบ TQF ด้วยความเข้าใจในหลักการ จะเริ่มสอนแบบ student-centered, collaborative learning มากขึ้น เริ่มประเมินด้วยวิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากการสอบด้วยกระดาษ เช่นใช้ rubric, portfolios, student reflection แต่เขาติดตรง format ตามเอกสารตัวอย่าง ดังที่ได้เรียนให้ท่านทราบ วิธีการที่เขาเห็นว่าจะทำให้หลักสูตรเขาไปถึงเป้าหมายได้แต่ในรายละเอียดจะมี format ที่ต้องต่างไปจากตัวอย่าง ขณะนี้เขากังวลว่าถ้าสร้างเอกสาร มคอ. 3 ตามตามความเข้าใจของเขา ทั้งๆ ที่มีหัวข้อตามประกาศของ กกอ. แต่ format ไม่เหมือนในเอกสารตัวอย่าง เขาจะต้องทำใหม่อีกรอบ
ทางออก: เพื่อเป็นการช่วยให้คณาจารย์ในระดับปฏิบัติไม่หลงทาง และมีอิสระในการคิด การสร้าง มคอ. ที่เอาไปใช้พัฒนาผู้เรียนได้จริง ซึ่งย่อมต้องมีความแตกต่างในรายละเอียดไปจากเอกสารตัวอย่าง(แต่หัวข้อเหมือนกัน) ดิฉันเห็นทางออกทางหนึ่งที่ท่านสามารถช่วยตรงนี้ได้ คือ ขอให้ผู้มีอำนาจกรุณาใส่ข้อความในตัวอย่างว่า นี่คือตัวอย่าง รายละเอียดอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ และกรุณาแจ้งไปยังสถาบันต่างๆ ให้ทราบตามนี้ด้วย ก็จะถือว่าเป็นการสื่อสารที่ส่งผลทางบวกให้กับ TQF ตรงตามทักษะที่ 5 เรื่องการสื่อสาร ที่สกอ.กำหนดให้มหาวิทยาลัยพัฒนาในตัวผู้เรียน เพียงแค่นี้ความโกลาหลก็จะลดลงไปได้ในระดับที่คณาจารย์สามารถทำงานเรื่อง TQF ด้วยความสนุกและท้าท้ายมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ขอแสดงความนับถือ
รัตนา มากี
ปล. ดิฉันได้เข้าพบกับรองเลขาธิการ สกอ. นพ. กำจร ตติยกวี ในเรื่องนี้แล้ว และเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องขอความกรุณาจากท่านในเรื่องนี้อีกครั้ง
ข้อความใน อี-เมล์ นี้แจ่มชัดแล้ว ว่าหากจะใช้ TQF เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพของการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยของท่าน ต้องสวมวิญญาณมั่นใจตนเอง ออกแบบ มคอ. ๒ และ ๓ เอง ให้ตรงกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยของตน ไม่ใช่คัดลอกตามตัวอย่าง ผมสนับสนุนข้อคิดเห็นของอาจารย์ ดร. รัตนาเต็มที่
และขอขอบพระคุณ ดร. รัตน มากี เป็นอย่างสูง ที่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพอุดมศึกษาไทยผ่าน TQF ถือเป็นการทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างมีคุณค่าสูงยิ่ง
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ธ.ค. ๕๓