ใจเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากความโลภ โกรธ หลง สิ่งที่เราดีใจ เสียใจ ชอบ ไม่ชอบ โกรธ เกลียด สงบ ฟุ้งซ่าน วิตกกังวลในเรื่องอดีต อนาคต อันนี้เป็นอารมณ์ เป็นอุปาทาน ใจนี้เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ปราศจากเมฆหมอก สว่างไสว แต่เมฆหมอกมาผ่านไปทำให้มืดมัว พระพุทธเจ้าจึงสอนเราทำใจสบาย คือหายใจเข้าออกสบาย เราไม่มีหน้าที่ให้สงบหรือไม่สงบ เรามีหน้าที่หายใจเข้าออกสบาย เราไม่มีหน้าที่ที่เราจะไปจัด ไปทำ ไปห้ามเกิดแก่เจ็บตาย นินทา สรรเสริญ เรามีหน้าที่หายใจเข้าออกสบายอย่างเดียว หายใจเข้าออกสบายเข้าไว้ ทุก ๆ อิริยาบถ อย่าไปวุ่นวายอะไร ปกติตาก้าวก่ายหู หูฟังเสียงวุ่นวายไปหมด
สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ให้รู้จักความปรุงแต่ง เหมือนกับเขาปลูกบ้าน เขาหาเสา เหล็ก ไม้มาปลูกบ้าน ให้รู้จักว่านี่คือความปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นความยืดความถือ เราต้องฝึกใจของเราให้สงบ เมื่อมันจำเป็นเราจึงค่อยเอาระบบสมอง ระบบปัญญามาปรุงแต่งใช้ การใช้งานคล้ายกับเรานำสิ่งของมาใช้งานเสร็จแล้วเราก็เก็บเข้าที่ไว้ ไม่อย่างนั้นจิตใจของเราไม่มีกำลัง พระพุทธเจ้าถึงให้เราเดินทางสายกลาง ไม่ให้เราปฏิบัติตามความชอบไม่ชอบ ให้เรามีหน้าที่ก็ทำไป เดี๋ยวผลก็ออกมาเอง ทำประโยชน์ต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อส่วนรวม ไม่มีความเห็นแก่ตัว ส่วนมากเรามาบวชเรามานั่งสมาธิ เราก็อยากให้สงบ
พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์บอกว่าเราไม่ต้องการสงบหรือไม่สงบ เรามีหน้าที่ทำก็ทำไป
ตัวอย่าง พระอานนท์เถระเมื่อการทำสังคายนาครั้งแรก พระอานนท์องค์เดียวที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ตลอดทั้งคืนก็ไม่บรรลุธรรม จนวางภาระทอดธุระ ไม่บรรลุก็ช่างมัน ท่านถึงบรรลุธรรมได้เป็นพระอรหันต์
เรามีหน้าที่ทำก็ทำไป ส่วนมากทำน้อยก็อยากได้มาก เห็นแก่ตัว ไม่เคยทำใจให้สงบ แต่ก็อยากสงบ วันหนึ่ง ๆ ใจอยู่ข้างนอกแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ จะมานั่งให้สงบเลยมันเป็นไปไม่ได้ เราต้องค่อย ๆ ทำไปและต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าให้พิจารณาเกศา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ เพื่อให้เกิดความปล่อยวาง ว่าง สุข เอกัคตา เพื่อสัมผัสกับธรรมะ
พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ภาวนาไป พิจารณาไปต้องอาศัยการภาวนา พิจารณาให้มันเกิดปัญญา ให้เห็นความไม่แน่นอน ไม่เที่ยง เปลี่ยนไปทุกลมหายใจ เคยอยู่ด้วยกันก็จากกัน เขาเคยชอบก็ไม่ชอบ เปลี่ยนไปเรื่อย กรรมฐาน ๕ ที่กุลบุตรลูกหลานบวชมาพระอุปัชฌาย์ต้องให้กรรมฐาน ถ้าอุปัชฌาย์ไม่ให้เองก็ต้องมอบหมายให้พระกรรมวาจาจารย์หรือครูบาอาจารย์ให้บอกกรรมฐานทั้ง ๕ ประการมี เกศา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้าเราไม่ซึ้งในพระธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็นึกว่าเป็นเพียงระเบียบประเพณีเฉย ๆ แต่ความจริงแล้วสำคัญมาก
กรรมฐานนี้เองที่จะทำกุลบุตรลูกหลานให้เป็นพระอริยเจ้าได้ เรามีความโลภ ความโกรธ ความหลงเต็มอยู่ในใจของเรานี้ก็เพราะเรามี สักกายทิฏฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา เมื่อมีตัวเราก็มีของของเรา เพื่อนของเรา แบ่งเป็นพวกเราพวกเขา
ท่านจึงให้พระภิกษุสามเณรหรือผู้ที่จะบำเพ็ญเป็นพระอริยเจ้าให้พิจารณาร่างกายของเรานี้แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน พิจารณาดูให้ชัดเจนว่าเกศา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้มันเกิดจากอะไร
พิจารณาคลี่คลายด้วยความตั้งใจจดจ่อต่อเนื่องเพียรพยายามแยกออกเป็นส่วน ๆ แยกเอาผมออก เอาขนออก เอาหนังออก เอาเนื้อออกให้เห็นเป็นโครงกระดูกชัดเจน พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีกด้วยความตั้งใจ มีสติจดจ่อต่อเนื่องกับงานของเรา
ให้เราทำงานการพิจารณารื้อถอนภพชาติของเรานี้ เหมือนกับที่เราพากเพียรพยายามศึกษาเล่าเรียน เราท่องหนังสือด้วยความตั้งใจหลายครั้ง ทบทวนกลับไปกลับมาจนจำได้ขึ้นใจฉันใด เราก็ต้องพิจารณากายให้ทะลุทะลวงชัดเจนแจ่มแจ้งประจักษ์ในใจของเรา ในร่างกายทุกส่วน อวัยวะทุกชิ้นในร่างกายของเรา ภาวนาพิจารณาจิตใจของเราเข้าสู่ฐานของความสงบ ครูบาอาจารย์ท่านว่าอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้
ที่เรายังมีความรัก โลภ โกรธ หลงอยู่เต็มใจ แสดงว่าเราภาวนาน้อย พิจารณาน้อย ถ้าสมมติว่าเราเรียนหนังสือในโรงเรียน เรายังสอบไม่ผ่าน ยังสอบตกซ้ำชั้นอยู่ มันต้องผ่านครูบาอาจารย์ ท่านว่ามันต้องผ่านเป็นขั้น ๆ ไปตั้งแต่ ป.๑ ป.๒ ป.๓ ไปเรื่อย ผ่านไปตามขั้นตอน ไปคิดเอาเอง คาดเดาเองไม่ได้ มันต้องภาวนาพิจารณา
พระพุทธเจ้าท่านให้กรรมฐานทั้ง ๕ ประการมาต้องมีความหมายที่ลึกซึ้งแน่นอน ใครที่บวชเข้ามาต้องให้เรียนกรรมฐาน ถ้าอุปัชฌาย์ไม่บอกกรรมฐานก็ต้องอาบัติ นี้แสดงว่าต้องสำคัญมาก
จุดที่จะระเบิดถล่มทลายภพชาติมันก็เริ่มจากตัวนี้เอง นั่นคือการพิจารณากายจนชำนิชำนาญ สำหรับผู้ปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นที่สุดกว่างานใด ๆ คืองานของจิตใจที่พิจารณาละสักกายทิฏฐิ
เมื่อครั้งปฏิบัติในพรรษาต้น ๆ อยู่ที่บ้านสวนกล้วย ได้พิจารณากายอยู่ตลอดเวลา ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ทุก ๆ ขณะจิต จนสามารถแยกแยะร่างกายออกเป็นส่วน ๆ จนสลายไปได้ พิจารณาจนจิตใจสงบร่มเย็นมาก จิตใจเข้าสู่ฐานที่ตั้งของจิตเดิมได้อย่างสนิทแนบแน่น ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบ เมื่อได้พิจารณาจนเข้าใจแจ่มแจ้งในกองสังขารนี้แล้ว
จึงได้ให้พวกเราพยายามพิจารณากายให้มาก เจริญให้มาก ทำให้มาก จดจ่อต่อเนื่องไปไม่ขาดระยะ ขาดตอน หรือบางคนพิจารณาเวทนา จิต ธรรม ในส่วนนี้หากเป็นผู้มีอินทรีย์บารมีอ่อนก็กลายเป็นสังขารปรุงแต่ง คิดคาดเดาเอาเองไปได้
จึงให้มาพิจารณากายของเรานี้เป็นอารมณ์ตลอดเวลาเพื่อจิตใจจะได้เข้าในภาวะธรรมตามความเป็นจริง ละสักกายทิฏฐิคือละความยึดถือในตัวตนของตนและคนอื่น ๆ ให้จิตใจเข้าสู่ฐานของความสงบเป็นลำดับไป จนสามารถพังทลายตัวอวิชชาคือความไม่รู้เท่าทันความจริงของสังขารทั้งหลายได้ ให้จิตใจตกกระแสพระนิพพาน เป็นดวงใจที่รู้ตื่นเบิกบาน เป็นพุทโธพุทธะเต็มดวงใจของเรา
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...