ทางโน้นมีกระเหรี่ยงมาช่วยหลายคน ช้างอีก 5 เชือก....

ย้อนรอยวัดกาญจนบุรีเก่า-4

โสภณ เปียสนิท

...........................

                              ผมเห็นภาพการตัดโค่นไม้ใหญ่ เห็นการเกลาต้นเสา เห็นการชักลากไม้สู่ท่าน้ำ “มีคนอื่นช่วยด้วยไหม มันน้อยไปนะ” “ทางโน้น มีกระเหรี่ยงมาช่วยหลายคน ช้างอีก 5 เชือก” ภาพแห่งการทำงานเริ่มชัดขึ้น ว่าลุงทำงานใหญ่สำเร็จอย่างไร “ใช้ช้างลากไม้หรือ” “ใช้ มารวมกันไว้ที่ท่าน้ำ” “น่าจะใช้เวลามากนะลุงทั้งตัดทั้งลากไม้” “ใช้เวลาคัดเลือก ตัด ชักลาก รวบรวม 3 ปีกว่า” “โห...ลุง นานนะ” “นานพอควร” “ตัดไม้ไม่กลัวนางไม้หรือ” “ไม่ค่อยกลัว แต่ว่า ผมขอเขา บอกทุกต้นว่า จะเอาไปทำศาลาวัด ให้ไปอยู่ด้วยกัน” “ไม่มีมาให้เห็นบ้างหรือ” “ไม่มีเลย”

 

                           ฟังลุงไปนึกภาพตามไปด้วย “เอาไม้มาถึงวัดได้อย่างไร” “ล่องมาตามน้ำแควใหญ่นี่แหละ” “ทำอย่างไรครับลุง” “ตัดไม้ไผ่ยาว 7-8 วามัดรวมกัน 30 ลำเป็นลูกบวบ รวมกันหลายลูกบวบกลายเป็นแพ ต่อกัน มัดท่องซุงไว้ใต้แพ” “แล้วล่องลอยมาเรื่อย” “ไม่ใช่ ล่องเฉยๆ ใช้เวลา 3 วัน แต่เราจ้างเรือยนต์ลากมาด้วย ใช้เวลาแค่ 1 วัน”

 

                           นึกไม่ถึงว่าลุงร่างเล็กคนนี้เป็นผู้นำในการสร้างศาลาหลังใหญ่งดงามขนาดนี้ “แล้วใครเป็นช่างใหญ่ครับ” “ฉันเอง วางแผนเองทั้งหมด” “มีลูกมือมากไหม” “ไม่มาก ฝ่ายช่าง 3-4 คน  ชาวบ้านอีกมาก” “ใช้ทุนจากไหน” “เรี่ยไรทั่วไป” “ใช้ทุนมากหรือเปล่าครับ” “350,000 บาท สมัยโน้นถือว่ามาก” “ค่าจ้างช่างแพงไหมครับ” “ไม่แพง นายช่างวันละ20 บาท ลูกน้องช่างวันละ 15 บาท” “ทำจริงๆ คงนานนะลุง” “แค่ปีเดียว 2507-2508” ผมมองศาลาไม้หลังงามนิ่งนาน ถ้าไม่มีลุงผู้นี้ชาวบ้านคงไม่มีศาลาหลังนี้ประกอบบุญกุศลจนถึงวันนี้

 

                           “อย่างนี้ลุงได้บุญมากเลยนะครับ” ผมอนุโมทนาบุญ สีหน้าลุงมีรอยยิ้มเปี่ยมสุขปลื้มใจในผลบุญแห่งตนที่ประกอบไว้ “น่าจะจริงอย่างเอ็งว่า คิดขึ้นมาครั้งใดข้าปลื้มใจทุกที” สังเกตขอบตาของลุงมีน้ำตาแห่งความปีติเอ่อท้น “ศาลาหลังนี้ใช้ประโยชน์มา45 ปีแล้วนะครับ” “จริงอย่างว่า และคงอยู่ต่อไปอีกนาน” “ลุงได้บุญต่อไปอีกเกิน 100 ปีแน่” ลุงไม่ตอบแต่ยกมือขึ้นพนมกล่าวสาธุเบาๆ