ความทรงจำของผมสว่างวาบว่าเคยเห็นลุงจับไมค์ทำหน้าที่มัคนายกวันทำบุญอยู่หลายครั้ง
ย้อนรอยวัดกาญจนบุรีเก่า-3
โสภณ เปียสนิท
ระหว่างมองลุงนั่งลงอย่างช้าๆ ความทรงจำของผมสว่างวาบว่าเคยเห็นลุงจับไมค์ทำหน้าที่มัคนายกวันทำบุญอยู่หลายครั้ง “ลุงทำหน้าที่มัคนายกอยู่ที่วัดนี้กี่ปีแล้วครับ” ลุงยิ้มเบิกบานเห็นฟันเรียงรายสวยงามเกินวัย คาดว่าเป็นฟันชุดที่3 “โน่น ตั้งแต่ผมสึกจากพระนั่นแหละ” “อ้าวลุงเคยบวชเรียนที่นี่หรือครับ” ลุงทำให้ผมฉงนบ้างเหมือนกัน “ไม่เพียงบวชเรียนหรอก” ลุงว่าแล้วหยุดเหมือนแกล้งให้ผมถาม “อ้าว ทำไมหรือ” ด้วยความอยากรู้เลยเข้าทางของลุง “ลุงเป็นอดีตเจ้าอาวาสองค์” คราวนี้ผมฉงนหนักขึ้นกว่าเดิม “อ้าว...แล้วทำไมสึก” ลุงทำหน้ายิ้มๆ ไม่ตอบตามตรง “คนเรากิเลสยังไม่สิ้นมันก็ดิ้นสู่โลก” เป็นอันว่าได้คำตอบ “คนถามเรื่องนี้กันมาก” ลุงกล่าต่อใบหน้ายิ้มแย้ม
ชีวิตของคนเป็นไปตามแรงแห่งโลก “แล้วลุงตอบแบบนี้ทุกครั้งหรือ” ลุงยิ้มกว้าง “สำหรับเพื่อนๆ ก็ว่าให้มันขำๆ หน่อย” ผมสงสัย “อย่างไรลุง” ลุงนิ่งคิดก่อนตอบด้วยคำกวี “สึกออกมาทำไมหากใครถาม” “แล้วไงลุง” “ผ้าเหลืองงามเคยได้รับไออุ่น” “แหมลุงว่าเป็นลิเกเลยนะ “ตอบค่อยๆ สึกออกมาสืบสกุล” “อ๋อ...รักผู้หญิงนี่เอง” ผมสรุปเรื่อง “เพื่อแทนคุณความดีของสีกา” “นั่นไง ผมว่าแล้ว” “คนเรามันต้องยอมรับความจริงเว้ย” ลุงพูดท่าทีเป็นกันเองมากขึ้น “อย่างไรครับลุง” ผมสงสัยว่าลุงจะพูดอะไรต่อ “เป็นพระมันต้องละกิเลส ถ้าแพ้กิเลสก็สึกออกมา อย่าฝืนอยู่ จะเป็นบาป” ลุงว่าตามความเชื่อของตน “พูดอย่างนี้ไม่กลัวเสียหายหรือ” “ไปกลัวทำไม บวชได้ก็สึกได้ ยามบวชต้องทำตัวให้เป็นพระ หากทำตัวให้เป็นพระไม่ได้ก็สึกเสีย” ผมเห็นจริงตามที่ลุงว่ามา
ผมเปลี่ยนเรื่องถาม “สมัยโน้นเป็นอย่างไรบ้างครับ” “สมัยไหนเล่า” ลุงถามกลับ “ก็สมัยลุงเป็นเจ้าอาวาส” “อ๋อ...เท่าที่จำได้ วัดเราเป็นวัดเล็กๆ มีกุฏิ 4 หลังเท่านั้น พระเณรไม่กี่องค์” “ศาลาไม่มีหรือ” “ไม่มี ญาติโยมมาทำบุญกันลานร่มไม้ ฝนตกก็ลำบาก ฉันจึงช่วยกันสร้างศาลาหลังนั้น” ลุงชี้มือไปที่ศาลาหลังขนาดกว้าง 5 วา ยาว 8 วา จุคนได้กว่า 200-300 คน ผมมองด้วยความพินิจพิจารณา “ลุงได้บุญมากเลยนะ
การจัดเตรียมต้อนรับคณะกฐินจากแดนไกล เป็นเรื่องของส่วนรวมทั้งหมู่บ้านต้องแบ่งหน้าที่มาช่วยกัน และนำผลไม้มาถวายวัดด้วย ดังที่เห็น....
และนี่ก็เป็นเพิ่มเติมอีกมุมหนึ่ง
ภาพการจัดกองกฐิน และพุ่มเงิน
หลวงพ่อเจ้าอาวาส ดำรงตำแหน่งพระราชาคณะชั้นราช และรักษาการเจ้าคณะจังหวัด ดูแลสสังฆมณฑลในจังหวัดกาญจนบุรี และพระอาจารย์โจ พระเลขานุการ
น้อยคนจะรู้ที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์
น้อยคนที่จะบันทึกไว้ให้แผ่นดิน
ขอบคุณครับที่ได้อ่านเรื่องราวดี ๆ
กว่าได้อะไรสักอย่าง มีที่มาที่ไปจริง ๆ นะครับ
และเป็นเคล็บลับ ณ เวลานั้น
และสามารถนำมาประยุกต์ ณ เวลานี้...
ศาลาแห่งความภาคภูมิใจของลุง มีผลให้รุ่นลูกหลานใ้ช้งานได้นานเกินกว่า 50 ปีแล้ว และจักคงอยู่ต่อไปอีกนาน
จริงอย่างที่ว่ามาครับ ตอนนี้ผมกลับมาข้อมูลว่า เจ้าพ่อเขาชนไก่ที่เมืองกาญจน์ เป็นใคร ใครเริ่มสร้างศาลไว้ให้ท่าน แต่ไม่มีใครทราบเสียแล้ว
เขาว่า "ผมมาถามช้าไป" คนตอบถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว
นำพุทธศิลป์ฝีมือนักเรียน ปี ๕๑ มาแลกเปลี่ยนกับสาระดี ๆ ค่ะ
ที่มา http://www2.st.ac.th/article/show_news.php?article_id=150