ความมหัศจรรย์ของการก้าวกระโดดเช่นนี้ เป็นเสน่ห์เย้ายวนให้ผู้คนหลงในอำนาจของเทคโนโลยีการแพทย์ นี่คือ กับดักทางความคิดที่มาจากความสำเร็จ

การพัฒนาใดๆ อาจเป็นไปได้ในลักษณะ ก้าวกระโดด(disruptive)  หรือ ค่อยเป็นค่อยไป(incremental)

ในทางทฤษฎี การก้าวกระโดดมักเกิดขึ้นในกรณีที่มี paradigm shift หมายถึง การแหวกออกไปจากแนวคิดกระแสหลัก

ในยุคหนึ่งเรือใบเป็นโครงสร้างหลักในการเดินเรือทั่วโลก การพัฒนาภายใต้แนวคิดนี้ คือการเพิ่มเสากระโดงเรือ หรือการดัดแปลง รูปแบบของใบเรือบนเสากระโดง เพื่อให้เรือแล่นเร็วขึ้น และหรือมีระวางบรรทุกเพิ่มขึ้น(แน่นอนย่อมต้องเพิ่มขนาดลำเรือด้วย)

ตอนปลายของยุคเรือใบ  เรือกลไฟได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งในระยะแรกยังไม่เป็นที่นิยมเพราะ แล่นได้ช้า  ผู้พัฒนาเรือกลไฟจึงมุ่งตอบสนองต่อตลาดเล็กๆที่ ธุรกิจเรือใบทิ้งช่องใหว่เอาไว้ นั่นคือ การเดินเรือในแม่น้ำ  ปัจจุบันใครที่เคยไปเมืองนิวออร์ลีน ก็จะยังได้มีโอกาสได้นั่งเรือกลไฟยุคแรกนี้ ซึ่งจะเห็นว่าใบจักรมีลักษณะคล้ายกังหันวิดน้ำติดอยู่ท้ายเรือ  เขาเอาไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่อยากชมวิวสองฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้

ครั้นเวลาผ่านไป การแข่งขันระหว่างธุรกิจเดินเรือในมหาสมุทรเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรือกลไฟได้พัฒนารูปแบบใบพัดและเครื่องยนต์จนสามารถเพิ่มความเร็วและกำลังขับได้มากขึ้นทุกที จนในที่สุด ก็ชนะเรือใบที่ไม่อาจเพิ่มเสากระโดงและขนาดเรือให้พ้นขีดจำกัดของเทคโนโลยีชนิดนี้ไปได้อีกแล้ว  มีบันทึกว่า เรือใบสินค้าขนาดใหญ่ที่สุด มีเสากระโดงถึง 12 เสา ล่มลง ซ้ำแล้วซ้ำอีก แถวปลายแหลมกู๊ดโฮป ตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งมีคลื่นลงแรงมาก

เรือกลไฟ จึงเป็นสัญญลักษณ์ของการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในเรื่องเทคโนโลยีการเดินเรือและธุรกิจการเดินเรือ

ในแวดวงของบริการการแพทย์(จะเรียก บริการสุขภาพ บริการสาธารณสุข ก็ได้) การพัฒนาแบบก้าวกระโดด เกิดขึ้นเป็นระยะในประวัติศาสตร์การพัฒนากว่าสองร้อยปีที่ผ่านมา

วัคซีน โออาร์เอส ปฎิชีวนะ ซีทีสแกน เป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในด้านผลิตภัณฑ์การแพทย์ ดังที่ทราบกันดี

ความมหัศจรรย์ของการก้าวกระโดดเช่นนี้ เป็นเสน่ห์เย้ายวนให้ผู้คนหลงในอำนาจของเทคโนโลยีการแพทย์  นี่คือ กับดักทางความคิดที่มาจากความสำเร็จ  ทำให้มองไม่เห็นมิติอื่นของการพัฒนา ซึ่งสามารถก้าวกระโดดได้เช่นกัน  ทำให้ระบบคุณค่า(value system)บิดเบี้ยวและส่งผลต่อการกระจายทรัพยากรอันจำกัดอย่างไม่เหมาะสม 

ในด้านหนึ่ง ธุรกิจยาโตวันโตคืน จนสามารถขยายกิจการแบบข้ามชาติได้ แสดงให้เห็นความสำเร็จในการคิดค้นยาใหม่ๆ

ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจยาข้ามชาติได้พยายามใช้อิทธิพลอันได้จากการสะสมความร่ำรวยเข้าไปแทรกแซงนโยบายสาธารณสุขในประเทศต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน   นี่ก็คือ กระบวนการแทรกแซงการกระจายทรัพยากรอันจำกัดอย่างไม่เหมาะสม  นั่นเอง

ทำไม ยาเบาหวานชื่อ อแวนเดีย  ที่มีผลข้างเคียงต่อหัวใจและหลอดเลือด(นั่นคือ ทำให้คนไข้ถึงตายได้)  จึงสามารถทำยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำต่อเนื่องกันหลายปี( ระหว่างปี 2002 ถึง 2006 มูลค่าการตลาดของยาอแวนเดียเพิ่มขึ้นจากปีละ 1.2 พันล้านดอลล่าร์ เป็น 2.1 พันล้านดอลล่าร์ เทียบเท่ากับ ¼ ถึง ½ ของรายจ่ายงบประมาณด้าน หลักประกันสุขภาพของประเทศไทยในแต่ละปี) 

ในสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้บริโภคและแพทย์เริ่มตระหนักว่า ยาอแวนเดีย เพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงนี้( ตัวเลขที่รายงานอยู่ระหว่างร้อยละ 43-46) ยอดขาย อแวนเดียจึงเริ่มหล่นอย่างฮวบฮาบ ตั้งแต่ปี 2007 จนเหลือ 521.7 ล้านดอลล่าร์ในปี 2009  แต่ อย.สหรัฐก็ยังไม่ยอมถอนยานี้ออกจากตลาดตราบจนปัจจุบัน

บทความในนิตยสารไทม์ วิเคราะห์ว่า พฤติกรรมปกป้องธุรกิจยาของอย.สหรัฐ ส่วนหนึ่งมาจาก การที่อย.สหรัฐต้องพึ่งพารายได้จากการขึ้นทะเบียนยา นั่นเอง