เมื่อปี 2546 ในสหรัฐอเมริกา สถิติตึกถล่มและความผิดพลาดในการสร้างตึก เฉลี่ยปีละ ต่ำกว่า ร้อยละ 0.00002 ทั้งๆที่ในปีหนึ่งๆ มีการสร้างตึกใหม่ 7หมื่นหลัง บ้านใหม่นับล้านหลัง
เชื่อว่าน่าจะต่ำกว่าของประเทศไทยเป็นแน่เมื่อคำนึงถึงจำนวนตึกใหม่ที่สร้างในแต่ละปี และ ประสบการณ์ใกล้ตัวเกี่ยวกับ ข่าวคนงานก่อสร้างเสียชีวิตระหว่างสร้างตึกโรงภาพยนตร์เอสพลานาด ที่ถ.รัตนาธิเบศร์ เมื่อปีที่แล้ว
ระหว่างที่คอยหวังว่า ผลการสืบสวนจะออกมาและนำไปสู่การป้องกันโศกนาฎกรรมเช่นนี้ เผอิญได้อ่านหนังสือ เล่มหนึ่ง ที่พูดถึง วิธีง่ายๆแต่ทรงพลังในการทำงานยากให้สำเร็จ ชื่อ Checklist Manifesto แต่ง Atul Gawande ศัลยแพทย์ทางสมองที่รพ.สังกัดมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด
มีอยู่ตอนหนึ่ง เขาเล่าว่า ได้ติดตามวิศวกรที่กำลังคุมงานสร้างตึกใหม่ให้รพ. ไปดูการทำงานสร้างตึกระฟ้าแห่งหนึ่งสูง 32 ชั้น พื้นที่ 7 แสนตารางฟุต ภาพที่โดดเด่นจนเตะตา คุณหมอAtul คือ การทำงานเป็นทีม ที่ประกอบด้วย การปรึกษาหารือเพื่อวางแผนการทำงาน แล้วถ่ายทอดแผนเป็นรายการประจำวัน(checklist)ที่แต่ละส่วนงานย่อยๆต้องปฎิบัติ ต้องรายงาน ต้องสื่อสาร ต้องตรวจสอบก่อนและหลังลงมือ รวมทั้งผู้คุมงาน ว่าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง แล้วรายงานใคร
ก่อนจะนำไปใช้ แผนการทำงานจะถูกส่งให้ผู้ว่าจ้าง สถาปนิก ผู้รับเหมาและผู้เชี่ยวชาญอิสระจากทีมวิศวกรคุมงานตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม แล้วลงนามเห็นชอบร่วมกัน
วิศวกรคุมงาน จะคอยตรวจสอบว่า ผู้ก่อสร้างตึกลงนามรับรองแผนงานและรายการที่ต้องปฎิบัติเพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างจะเป็นไปตามแผนทุกประการ (การลงนามนี้มีผลทางกฎหมาย)
เช่นเดียวกับการดูแลคนไข้ การสร้างตึกแต่ละหลังล้วนมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างออกไปจากตึกอื่นๆ บทเรียน ประสบการณ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต ก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลเสมอไปกับตึกหลังใหม่ แผนการทำงานจึงต้องมีช่องโหว่อยู่ดี วิธีปิดช่องโหว่นี้ ก็คือ การกระตุ้นให้คนทำงานที่อยู่ตรงหน้างานแต่ละส่วน แต่ละวัน คอยมองหา”สิ่งที่ไม่คาดหมายมาก่อน” พร้อมกับวางกฎกติกา ว่าให้หารือกับใครตรงหน้างานเพื่อตัดสินใจเป็นทีม และถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องขอความเห็นเพิ่มเติมจะติดต่อใคร ผ่านช่องทางใด ก่อนที่จะลงมือปฎิบัติในขั้นตอนถัดไปจากที่ได้รับมอบหมาย
วิธีทำงานอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่า ยืนอยู่บนความเชื่อว่า “หลายหัว ดีกว่า หัวเดียว” ซึ่งมาจากบทเรียนที่สรุปชัดว่า ความเสียหายใหญ่หลวงเกิดจากความล้มเหลวในการสื่อสารกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากที่สุด
ในวงการแพทย์ ปรากฏรายงานวิจัยในวารสารชั้นนำว่า เมื่อพยาบาลคอยตรวจสอบขั้นตอนปฎิบัติของแพทย์ที่กำลังใส่สายสวนเข้าหลอดเลือดให้คนไข้ในห้องไอซียู โดยอาศัยแบบรายการ(checklist)ที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นชอบ แล้วเตือนแพทย์เมื่อมีการข้ามขั้นตอนหรือปฎิบัติคลาดเคลื่อนในแต่ละขั้นตอน สามารถลดการติดเชื้อในกระแสเลือดจากสายสวนได้ครึ่งหนึ่งจนถึงไม่เหลือเลย ภายใน 3 เดือน และเป็นเช่นนั้นต่อไปนานกว่าปีครึ่ง
ในโลกทุกวันนี้ ความสลับซับซ้อนของชีวิต ทำให้เกิดการแตกแขนงวิชาชีพ วิชาการ แผนก ฝ่ายย่อยในองค์กร ในสังคม ซึ่งด้านหนึ่งก็เพื่อให้เกิดความรู้ลึก รู้จริงเพียงพอในแต่ละเรื่องเฉพาะ และหวังว่า การกระทำร่วมกันในกิจการงานใดๆที่ประกอบด้วยหลายฝ่าย หลายสาขาอาชีพ จะทำให้เราแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น
ในส่วนหนึ่งก็เป็นความจริง แต่ในด้านตรงข้าม การแตกแยกย่อยเป็นเฉพาะทางเหล่านั้นได้สร้างปราการขวางกั้น การสื่อสาร ระหว่างกัน ได้บ้่นทอนมิตรไมตรี จนอาจนำไปสู่การไม่ร่วมมือ หรือแม้กระทั่งทำร้ายกัน ผลสุดท้าย การงานก็ล้มเหลว ซ้ำแล้วซ้ำอีก
แบบรายการ(checklist) แม้ไม่ใช่สูตรสำเร็จของการแก้ปัญหาทั้งปวง แต่ก็มีความจริงรองรับว่า เป็นเครื่องมือ ราคาถูกแต่ทรงพลัง ถ้าใช้ให้เหมาะสม เพราะทำให้ความเฉพาะทางหลวมรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นเอง