ถ้าเปรียบร่างกายเหมือนระบบชีวภาพอย่างหนึ่ง การฝึกโยคะ ก็อาจเปรียบได้ดัง การสร้างสภาวะโกลาหล(chaos)ให้เกิดขึ้นในระบบ การมองสภาวะโกลาหลในบางแง่ มักจะทำให้รู้สึกสับสน วุ่นวาย ไร้ระเบียบ ซึ่งคนจำนวนมากไม่ประสงค์จะพานพบ



การทำสิ่งใหม่ๆ อาจหมายถึง การเผชิญกับความเครียด ซึ่งก็คือ ความแปลกแยกออกไปจากสภาวะที่คุ้นเคย

คนอายุ 55 แล้วมาหัดเล่นโยคะ ซึ่งต้องยืด เหยียด งอ โค้ง กระดูกส้นหลัง ข้อสะโพก ข้อไหล่ ข้อเข่า ฯลฯ  ก็ย่อมรู้สึกเจ็บปวด ขัดยอก สั่นสะท้าน อย่างยากจะหลีกเลี่ยง  เพราะท่าของโยคะดังกล่าว เป็นการแปลกแยกออกไปจากท่าทางที่ร่างกายคุ้นเคยมาหลายสิบปี

กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ทั้งหลายที่ถูกจัดระเบียบให้พอเหมาะกับท่าทางที่คุ้นเคย ย่อมไม่สามารถรองรับท่าแปลกแยกของโยคะ  เมื่อไปฝืนเข้า ก็ย่อมเกิดความรู้สึกดังกล่าวเป็นธรรมดา

คนจำพวกหนึ่งเมื่อประสบกับความรู้สึกเช่นนั้น ก็ตีความว่า เป็นภยันตราย ควรหลีกเลี่ยง เลยละทิ้งความเพียร

คนอีกจำพวกตีความว่า นี่คือสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาวะใหม่ที่ดีกว่าเดิม เลยใช้ความเพียรต่อไป

ถ้าเปรียบร่างกายเหมือนระบบชีวภาพอย่างหนึ่ง   การฝึกโยคะ ก็อาจเปรียบได้ดัง การสร้างสภาวะโกลาหล(chaos)ให้เกิดขึ้นในระบบ  การมองสภาวะโกลาหลในบางแง่ มักจะทำให้รู้สึกสับสน วุ่นวาย ไร้ระเบียบ ซึ่งคนจำนวนมากไม่ประสงค์จะพานพบ  หากแสดงด้วยกราฟมิติเดียว ก็จะพบลักษณะที่ดูจะไม่เป็นรูปเป็นร่างเอาเสียเลย

นักฟิสิกส์ที่สนใจศึกษาสภาวะโกลาหล พบว่า เมื่อมองมันในหลายมิติพร้อมกัน สภาวะโกลาหลกลับแสดงระเบียบให้ปรากฎในรูป แบบแผน(pattern)  กล่าวอีกนัยยะ การมองสภาวะโกลาหลใกล้เกินไป มุมมองก็จะแคบเกินกว่าจะเห็นแบบแผนใดๆ  หากถอยห่างออกมา มุมมองก็จะกว้างขึ้นจนสามารถเห็นแบบแผนที่ซ่อนเร้นนั้นได้

มีคำกล่าวว่า สภาวะโกลาหล เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย ในทางโครงสร้าง สิ่งที่มันสร้างและทำลาย ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานที่สุด ที่ดูเรียบง่ายที่สุด ที่เรียกว่า fractal structure  ในทางพฤติกรรม สภาวะโกลาหล สร้างและทำลายพฤติกรรมพื้นฐานที่สุด ที่ดูเรียบง่ายที่สุด

โครงสร้างหรือพฤติกรรมชนิดนี้ หากเกิดขึ้นซ้ำๆๆๆๆๆๆ ก็จะเกิดการสะสมเชิงโครงสร้างจนนำไปสู่โครงสร้างใหญ่ที่คนทั่วไปมองเห็นได้ชัดเจน  ใบเฟิน ที่เราคุ้นเคย เมื่อนำมาแยกย่อย(วิเคราะห์)ในรายละเอียดพบว่า ถึงที่สุดก็คือ fractal structure อันประกอบด้วยเส้นตรงสี่เส้นบรรจบกัน  เมื่อให้คอมพิวเตอร์ต่อเติม fractal structure นี่ไปเรื่อยๆ สักพักบนจอก็จะปรากฎภาพใบเฟินให้เห็นชัดขึ้นทุกที ใหญ่ขึ้นทุกที  และไม่ว่าจะต่อเติมไปอีกเท่าใด แบบแผนที่เป็นใบเฟินก็ไม่เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นอื่น  ปรากฎการณ์นี้จึงถูกเรียกว่า fractal phenomenon  ซึ่งพบเห็นได้ในทุกสรรพสิ่ง เช่น โครงสร้างปอด  หัวใจ ชายฝั่งทะเล ก้อนเมฆ  พายุหมุน ฯลฯ

เช่นเดียวกัน พฤติกรรมพื้นฐานที่สุดของสังคมเมื่อเกิดซ้ำๆๆๆๆๆ ในที่สุดก็กลายเป็นแบบแผนวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสังคมหนึ่งๆ  มีคนกล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมซุบซิบนินทา  นั่นคือ การซุบซิบนินทาเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย ทุกๆวัน ในห้องน้ำ บนโต๊ะกินข้าว บนคอร์ดแบดมินตัน ในห้องเรียน การซุบซิบนินทาก็จะเกิดขึ้นทั่วไปหมด  มันเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่เป็นไปเอง ไม่ต้องมีใครมาบังคับ จริงมั๊ยเอ่ย

ในอีกแง่หนึ่ง ก็มีคำพูดว่า การอ่านเขียน ไม่ใช่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย เมื่อมองไปรอบกายจึงไม่ค่อยได้เห็นพฤติกรรมอ่านเขียนปรากฎอย่างดาษดื่น ในสังคมเช่นนี้การส่งเสริมการอ่านเขียน เป็นการทวนกระแสหลัก หรือความคุ้นเคยของสังคมไทย  ผมเคยได้ยิน คำพูดจากศาสตราจารย์ท่านหนึ่งว่า แม้แต่ท่านเอง การเขียนหนังสือ ยังเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบาก

Gotoknow.org เป็นการริเริ่มทวนกระแสที่น่าสนใจในสังคมไทย  มันเป็นเครื่องมือบนโลกไซเบอร์ที่นับวันคนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากขึ้นทุกที  ในความรู้สึกของผู้เขียน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าใหม่ของคนเขียนบล๊อกบน Gotoknow.org ความพยายามที่จะเขียนให้เป็นกิจวัตร(ตั้งใจว่าในระยะแรกจะเขียนสัปดาห์ละ 1 เรื่อง) เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ยังนับเป็นความท้าทายที่แปลกแยกไปจากความคุ้นเคย(เดิมเขียน เดือนละ 1 เรื่อง เท่านั้น)

อย่างไรก็ตาม สัญญาณป้อนกลับที่คอยกระตุ้นให้ใช้ความเพียรต่อไปคือ การได้เห็นตัวเลขจำนวนครั้งการอ่าน ที่ค่อยๆสะสม และแปลกใจนิดหน่อย คือ พอนำข้อเขียนใส่บล๊อก ไม่กี่ชั่วโมง ก็มีการอ่านเกิดขึ้นแล้ว  สำหรับผู้เขียนนี่คือ เสน่ห์ยวนใจของ Gotoknow.org ซึ่งเข้าใจว่าก็คล้ายกับ facebook twitter และเครือข่ายสังคมบนโลกไซเบอร์อื่นๆ

ดูเหมือนว่า แต่ละบล๊อก อาจเปรียบได้ดัง fractal behavior และหน้าต่างสารบัญบล็อกพร้อมด้วยตัวเลขจำนวนครั้งการอ่านและความเห็นแลกเปลี่ยน คือ แบบแผนใหม่ที่ค่อยๆคลี่ตัวออกมา(new emerging pattern)  การหาความหมายกับแบบแผนนี่เองคือ แรงดึงดูดให้เกิดการเขียนบล๊อกซ้ำๆๆๆๆๆ

หลังจากฝึกโยคะทุกวัน ติดต่อกันมา 3 เดือน สัญญาณเปลี่ยนผ่าน ทำให้ผู้เขียนเริ่มรู้สึกสัมผัส คุณสมบัติใหม่ได้บ้าง เช่น การเป็นอิสระจากยาแก้ปวด แก้อักเสบ จากการบีบนวด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยภายนอก  นี่คือสัญญาณใหม่แห่งการพึ่งตนเอง ท่ามกลางกระแสสังคมที่พัดพาให้คนทั่วโลกปลิวสะพัดไปสู่สภาวะโรคเรื้อรัง มากขึ้นๆๆๆๆๆทุกทีๆๆๆๆ

 

แทนที่จะนั่งรอนโยบายสาธารณะ เพื่อหันเหกระแสสังคมให้ไปในทางปลดปล่อยผู้คนจากภัยคุกคามของโรคเรื้อรัง การเริ่มต้นที่ตนเอง ด้วยการสร้างพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิติประจำวัน เสียใหม่แล้วค่อยๆสะสมเติมเต็มทีละเล็กทีละน้อย ก็อาจเป็นอีกวิถีแห่งการสร้างแบบแผนทางวัฒนธรรมใหม่ ที่สามารถต้านทานหรืออาจถึงขั้นพลิกกระแสหลักของสังคมในที่สุด