Appreciative Inquiry

วันหนึ่งขณะอบรมชาวบ้าน...เราไปดูงานกัน..บางคนไม่รู้หนังสือ...แต่เป้าหมายหนึ่งของเราคือ...เราจะขายสินค้าให้คนต่างชาติ....

....

มีรายหนึ่งบ่น...ไม่รู้ภาษาัอังกฤษ...จะทำอย่างไร..จะไปคุยกับฝรั่งรู้เรื่องเหรอ...

....

เอาหล่ะ...ได้เรื่อง เริ่มปฏิบัติการ Appreciative Inquiry (AI) ได้...AI มีสมมติฐานว่าในทุกระบบ ทุกคน..มีอะไรที่ work ที่ซ่อนเร้นอยู่เสมอ...แน่หล่ะ...ต้องมีใครสักคน ที่เคยขายของให้ฝรั่งได้.หรือเห็นคนเคยขายของให้ฝรั่งได้...ทั้งที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้...

.....

ผมเลยถามว่ามีใครเคยทำได้ หรือเห็นคนอื่นทำได้บ้าง....ช่วยเล่าหน่อยครับ...

....

เห็นคนงงๆ..ก็เลยขออนุญาตเล่าเรื่องของผมเป็นตัวอย่างก่อนว่า..ผมเคยถาม พี่คนหนึ่ง เธอเรียนมข. แค่ปี 1 ก็ ต้องออกจากการเรียน..ภายหลังมาทำกล้วยไม้ส่งออก...เธอไม่เก่งอังกฤษ แต่ "จับจุด" ได้ว่า...ฝรั่งจะถามอยู่สองเรื่อง...ประวัติความเป็นมาของดอกไม้จริงๆ ในธรรมชาติ...อีกเรื่อง...ถ้าจะซื้อเท่านี้...ต้องบรรจุหีบห่ออย่างไร...กี่ลัง (Carton)...

เพราะฉะนั้นผมเลยสรุปว่า ...สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำเสมอ...คือ ประวัติความเป็นมาของสินค้า...อธิบายได้ หรือไม่ได้ก็มีเอกสารก็ยังดี...จากนั้นต้องสื่อสารเรื่องการบรรจุหีบห่อให้ได้...นี่เป็นอย่างน้อยครับ..เอาพอหากินได้...

ผมเสริมอีกนิดคือ..ผมเล่าว่าเคยดู TV เจอผู้ประกอบการณ์ส่งออกเรือสำเภาจำลอง..ก็เล่าประสบการณ์คล้ายๆกันครับ..ฝรั่งถึงขั้นแนะนำเลย..ว่าเรือสำเภาของจริงนั้น ตามประวัติศาสตร์ต้องมีตรงนั้นตรงนี้เพิ่ม...นี่ครับ..ว่ากันถึงของจริงครับ..

.....

จากนั้นก็สุภาพสตรีท่านหนึ่งในหมู่ผู้เข้าอบรม เล่าว่าเขาเห็นคนทำง่ายกว่านี้ีอีก..มีเพื่อนเขารายหนึ่งไปออกงานต่างประเทศด้วยกัน...พอ.ฝรั่งมาถาม..ก็กดเครื่องคิดเลขอย่างเดียว..จะลด จะเพิ่มอะไรก็สื่อสารผ่านเครื่องคิดเลข...ก็พอไปกันได้ครับ...ขายได้ด้วยครับ...

.......

นี่ครับ...การตั้งคำถามแบบ AI ในการดึงเอาความรู้ Tacit Knowledge ออกมา ประมาณ AI ผสม KM ครับ...คนจะได้แนวคิด เทคนิค..กลับไปปรับปรุงงานของเขาเองครับ...

......

คุณล่ะ คิดอย่างไร