มาเริ่มเด็ดดอกไม้กันตั้งแต่วันนี้ ในไม่กี่ปีข้างหน้า รับรองว่ามันจะต้องสะเทือนถึงดวงดาวอย่างแน่นอน

วันนี้โชคดีมีโอกาสได้ไปประชุม Palliative Care ที่คณะแพทย์ มช. ได้เรียนรู้สิ่งดีๆน่าประทับใจหลายอย่าง ทุกครั้งที่มาเชียงใหม่รู้สึกว่าชีพจรเต้นช้าลง และรับสัมผัสสิ่งรอบๆตัวได้ละเอียดขึ้น ดีใจที่ได้มาเจอทีมงานหลายๆคนที่เคยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไปตั้งแต่ มกราคม 53 ที่ผ่านมาและยังจำกันได้เป็นอย่างดี

ตอนเช้าได้ฟัง ร.ศ.พญ.สุปรียา วงศ์ตระหง่าน กับน้องนักศึกษาแพทย์พฤทธิ์ (อ่านว่า พริท) มาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การจัด elective palliative care 1 สัปดาห์ สำหรับนศพ. ปี 4 จำนวน 4 คน เป็นการฟังบรรยายที่ฟังไปอมยิ้มไปด้วยความประทับใจ น้องๆดูแลคนไข้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยสารพัดวิธี ตั้งแต่ไปซื้อที่ชาร์ทแบตมือถือเพื่อให้คนไข้ได้ชาร์ทโทรศัพท์คุยกับคนที่บ้าน download เพลงที่คนไข้ชอบมาให้ฟังข้างเตียง และเข็นรถพาคนไข้ไปเที่ยวข้างนอก เรื่องเล่าดีๆกระทบใจคนฟังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในอย่างมากมาย อย่างนี้นี่เองที่ปัจจุบันมีการนำ Narrative Medicine มาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพองค์กร (Organizational development)

ดอกไม้ดอกแรกนี้ถูกเริ่มเด็ดโดย อ.พญ.ปัทมา โกมุทบุตร หรือน้องแต้ อาจารย์สุปรียาเล่าให้เราฟังถึงความตั้งใจของอาจารย์ปัทมาในการจะพัฒนางาน Palliative Care ในทุกๆด้านรวมถึงด้านการศึกษา เพราะไฟแรงกล้าของอาจารย์ปัทมาเมื่อปีก่อนทำให้เกิดพลังในการสานต่อ Project นี้ต่อมา และเมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนงานดีๆแบบนี้จึงเกิดขึ้น

ดอกไม้ดอกที่ 2 ที่เคยถูกเด็ดเอาไว้คือเรื่องของ PPSv2 หรือ Palliative Performance Scale version 2 ที่เป็นความพยายามของทีมพยาบาลโรงพยาบาลสวนดอกที่ค้นคว้าหาข้อมูลจนเจอแบบสอบถามนี้ และพยายามอย่างต่อเนื่องโดยขอแปลแบบสอบถามนี้มาใช้ต่อ ในวันนี้มีการใช้ PPSv2 ในคนไข้ 3 กลุ่มของที่โรงพยาบาล ได้แก่ คนไข้มะเร็ง คนไข้ Chronic disease และคนไข้ระยะสุดท้ายใกล้เสียชีวิต แถมไม่ใช่แค่ใช้ประเมินเฉยๆแต่มีการแบ่งอย่างชัดเจนอีกด้วยว่าหาก PPS ได้ 0-30 จะมีแนวทางการดูแลคนไข้อย่างไร ถ้า 40-60 จะดูแลอย่างไร และถ้า 70-100 จะดูแลอย่างไร โรงพยาบาลสวนดอกนำ PPSvs มาใช้เป็นตัวกระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าจะดูแลผู้ป่วย Palliative Care ในแต่ละระดับได้อย่างไรบ้าง

ดอกไม้ดอกที่ 3 ถูกเด็ดไว้เมื่อ 7-8 ปีก่อนตอนที่ทีมงานที่มีใจอยากพัฒนางาน Palliative Care เริ่มต้นทำงานในส่วนของตนเอง จนเมื่อมีการตั้งคณะทำงานอย่างเป็นระบบ งาน Palliative Care ที่เชียงใหม่จึงก้าวหน้าไปมาก มีการพัฒนาระบบ Family nurse สำหรับดูแลผู้ป่วย Spine injury และมี ward พิเศษที่ดูแลผู้ป่วยอย่างดีจนได้รับเงินบริจาคมาปรับปรุงสถานที่ในหลายๆส่วน

ในฐานะผู้สังเกตการณ์รู้สึกชื่นชมทีมงานของเชียงใหม่มากๆ ในความตั้งใจพัฒนางาน Palliative Care และขอขอบคุณที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆมักเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆที่มีพลังเสมอ

มาเริ่มเด็ดดอกไม้กันในวันนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รับรองว่ามันจะต้องสะเทือนถึงดวงดาวอย่างแน่นอน