เขามีวิธีการคือ เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการ ๑ ชั่วโมง โดยคณบดี/หัวหน้าภาควิชา และคณาจารย์ในคณะ/ภาควิชา เข้าฟังและซักถาม หลังจากนั้นสัมภาษณ์กับคณบดี/หัวหน้าภาควิชาอีก ๑ ชั่วโมง แล้วคณะ/ภาควิชา เอาไปถามความเห็นของคณาจารย์ที่มีอยู่แล้ว ว่าคณะ/ภาควิชา ต้องการรับคนนี้มาเป็นอาจารย์ จะเห็นชอบหรือไม่
เพื่อนๆ ของลูกสาวเวลานี้อายุเข้าวัยรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน ผมมีโอกาสได้คุยและเรียนรู้จากเขาหลายด้าน วันนี้จะเอาเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาบันทึกเพื่อ ลปรร. ในวงการมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับวิธีการคัดเลือกอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยไทยบางแห่งไปสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก
เพื่อนคนนี้ของลูกสาวเป็นนักเรียนห้องคิงของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แล้วหาทุนเรียนต่อได้จนจบปริญญาเอก และเป็น postdoc ต่ออีกระยะหนึ่ง แล้วจึงเตรียมกลับมาประเทศไทย โดยสมัครไปที่มหาวิทยาลัยเด่นๆ จำนวนหนึ่ง สมมติว่าเพื่อนคนนี้ชื่อ ดร. ต
มหาวิทยาลัย ก อยู่ใกล้บ้าน และมีชื่อเสียงสูงมาก ได้รับในสมัครแล้วก็ตอบว่าได้รับใบสมัครแล้ว และเงียบไปเลย
มหาวิทยาลัย ข เรียกไปสัมภาษณ์ คุยกับคณบดีอยู่ไม่นาน ท่านก็บอกว่ารับ และถามว่าต้องการเงินเดือนเท่าไร ดร. ต ชะงัก และตอบว่าขอไปคิดดูก่อนว่าจะเลือกทำงานที่ไหน ดร. ต บอกผมว่า รู้สึกตกใจที่คณบดีตอบรับง่ายๆ โดยไม่มีขั้นตอนและกระบวนการคัดเลือกที่เป็นสากล
ขั้นตอนและกระบวนการคัดเลือกอาจารย์ที่เป็นสากลนี้ ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย ค และ ดร. ต เวลานี้ทำงานอยู่ที่นี่ เขามีวิธีการคือ เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการ ๑ ชั่วโมง โดยคณบดี/หัวหน้าภาควิชา และคณาจารย์ในคณะ/ภาควิชา เข้าฟังและซักถาม หลังจากนั้นสัมภาษณ์กับคณบดี/หัวหน้าภาควิชาอีก ๑ ชั่วโมง แล้วคณะ/ภาควิชา เอาไปถามความเห็นของคณาจารย์ที่มีอยู่แล้ว ว่าคณะ/ภาควิชา ต้องการรับคนนี้มาเป็นอาจารย์ จะเห็นชอบหรือไม่
ดร. ต ทำงานที่มหาวิทยาลัย ค หลายปีจนจะหมดสัญญาจ้าง และมหาวิทยาลัย ค. ต้องการทำสัญญาจ้างต่อ แต่ ดร. ต ก็ยังสนใจจะย้ายมาทำงานที่มหาวิทยาลัย ก ที่อยู่ใกล้บ้าน และมีอาจารย์ผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัย ก ชวนไปอยู่ด้วย เพราะเห็นความสามารถ จึงส่งใบสมัครอีก ทางคณะก็เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการแล้วเงียบอีกตามเคย ข่าววงในบอกว่า ตอน ดร. ต สมัครเมื่อหลายปีที่แล้ว ทางภาควิชาไม่มีตำแหน่งว่าง และตอนนี้มีตำแหน่งว่างแล้ว แต่มีตำแหน่งเดียว โดยที่มีผู้สมัครมา ๒ คน อีกคนหนึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่สิงคโปร์
เวลาผ่านไปค่อนปี จน ดร. ต ต่อสัญญากับมหาวิทยาลัย ค เรียบร้อย ทางมหาวิทยาลัย ก ก็ไม่ติดต่อไป และผู้สมัครจากสิงคโปร์ก็ไม่ได้รับการติดต่อ จนต่อสัญญากับทางสิงคโปร์แล้วเช่นเดียวกัน ข่าวบอกว่า ทางมหาวิทยาลัย ก ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกใครดี เพระทั้งดีและเก่งฉกาจฉกรรจ์ทั้งคู่
เอามาเล่าเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมเรียนรู้ complexity ของการดึงดูดคนดีและเก่งมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๕๓
มหาวิทยาลัย ก อยู่ใกล้บ้าน และมีชื่อเสียงสูงมาก ได้รับในสมัครแล้วก็ตอบว่าได้รับใบสมัครแล้ว และเงียบไปเลย
มหาวิทยาลัย ข เรียกไปสัมภาษณ์ คุยกับคณบดีอยู่ไม่นาน ท่านก็บอกว่ารับ และถามว่าต้องการเงินเดือนเท่าไร ดร. ต ชะงัก และตอบว่าขอไปคิดดูก่อนว่าจะเลือกทำงานที่ไหน ดร. ต บอกผมว่า รู้สึกตกใจที่คณบดีตอบรับง่ายๆ โดยไม่มีขั้นตอนและกระบวนการคัดเลือกที่เป็นสากล
ขั้นตอนและกระบวนการคัดเลือกอาจารย์ที่เป็นสากลนี้ ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย ค และ ดร. ต เวลานี้ทำงานอยู่ที่นี่ เขามีวิธีการคือ เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการ ๑ ชั่วโมง โดยคณบดี/หัวหน้าภาควิชา และคณาจารย์ในคณะ/ภาควิชา เข้าฟังและซักถาม หลังจากนั้นสัมภาษณ์กับคณบดี/หัวหน้าภาควิชาอีก ๑ ชั่วโมง แล้วคณะ/ภาควิชา เอาไปถามความเห็นของคณาจารย์ที่มีอยู่แล้ว ว่าคณะ/ภาควิชา ต้องการรับคนนี้มาเป็นอาจารย์ จะเห็นชอบหรือไม่
ดร. ต ทำงานที่มหาวิทยาลัย ค หลายปีจนจะหมดสัญญาจ้าง และมหาวิทยาลัย ค. ต้องการทำสัญญาจ้างต่อ แต่ ดร. ต ก็ยังสนใจจะย้ายมาทำงานที่มหาวิทยาลัย ก ที่อยู่ใกล้บ้าน และมีอาจารย์ผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัย ก ชวนไปอยู่ด้วย เพราะเห็นความสามารถ จึงส่งใบสมัครอีก ทางคณะก็เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการแล้วเงียบอีกตามเคย ข่าววงในบอกว่า ตอน ดร. ต สมัครเมื่อหลายปีที่แล้ว ทางภาควิชาไม่มีตำแหน่งว่าง และตอนนี้มีตำแหน่งว่างแล้ว แต่มีตำแหน่งเดียว โดยที่มีผู้สมัครมา ๒ คน อีกคนหนึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่สิงคโปร์
เวลาผ่านไปค่อนปี จน ดร. ต ต่อสัญญากับมหาวิทยาลัย ค เรียบร้อย ทางมหาวิทยาลัย ก ก็ไม่ติดต่อไป และผู้สมัครจากสิงคโปร์ก็ไม่ได้รับการติดต่อ จนต่อสัญญากับทางสิงคโปร์แล้วเช่นเดียวกัน ข่าวบอกว่า ทางมหาวิทยาลัย ก ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกใครดี เพระทั้งดีและเก่งฉกาจฉกรรจ์ทั้งคู่
เอามาเล่าเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมเรียนรู้ complexity ของการดึงดูดคนดีและเก่งมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๕๓
ขั้นตอนและกระบวนการคัดเลือกอาจารย์ที่เป็นสากลนี้ ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย ค และ ดร. ต เวลานี้ทำงานอยู่ที่นี่ เขามีวิธีการคือ เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการ ๑ ชั่วโมง โดยคณบดี/หัวหน้าภาควิชา และคณาจารย์ในคณะ/ภาควิชา เข้าฟังและซักถาม หลังจากนั้นสัมภาษณ์กับคณบดี/หัวหน้าภาควิชาอีก ๑ ชั่วโมง แล้วคณะ/ภาควิชา เอาไปถามความเห็นของคณาจารย์ที่มีอยู่แล้ว ว่าคณะ/ภาควิชา ต้องการรับคนนี้มาเป็นอาจารย์ จะเห็นชอบหรือไม่
ดร. ต ทำงานที่มหาวิทยาลัย ค หลายปีจนจะหมดสัญญาจ้าง และมหาวิทยาลัย ค. ต้องการทำสัญญาจ้างต่อ แต่ ดร. ต ก็ยังสนใจจะย้ายมาทำงานที่มหาวิทยาลัย ก ที่อยู่ใกล้บ้าน และมีอาจารย์ผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัย ก ชวนไปอยู่ด้วย เพราะเห็นความสามารถ จึงส่งใบสมัครอีก ทางคณะก็เชิญไปนำเสนอผลงานวิชาการแล้วเงียบอีกตามเคย ข่าววงในบอกว่า ตอน ดร. ต สมัครเมื่อหลายปีที่แล้ว ทางภาควิชาไม่มีตำแหน่งว่าง และตอนนี้มีตำแหน่งว่างแล้ว แต่มีตำแหน่งเดียว โดยที่มีผู้สมัครมา ๒ คน อีกคนหนึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่สิงคโปร์
เวลาผ่านไปค่อนปี จน ดร. ต ต่อสัญญากับมหาวิทยาลัย ค เรียบร้อย ทางมหาวิทยาลัย ก ก็ไม่ติดต่อไป และผู้สมัครจากสิงคโปร์ก็ไม่ได้รับการติดต่อ จนต่อสัญญากับทางสิงคโปร์แล้วเช่นเดียวกัน ข่าวบอกว่า ทางมหาวิทยาลัย ก ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกใครดี เพระทั้งดีและเก่งฉกาจฉกรรจ์ทั้งคู่
เอามาเล่าเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมเรียนรู้ complexity ของการดึงดูดคนดีและเก่งมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๕๓
เอามาเล่าเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมเรียนรู้ complexity ของการดึงดูดคนดีและเก่งมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๕๓
๗ พ.ย. ๕๓
อ่านแล้วได้แต่เหนื่อยใจ ถ้าเลือกได้ ทุกคนต่างต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองเสมอ แต่ก็ยังดีที่ดร. ต ยังคงทำงานที่ประเทศไทย ไม่ว่าที่ใหนหากได้มีโอกาสใช้ความรู้ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด คืนทุนให้กับแผ่นดิน ถือว่า เป็นสิ่งที่ดีแล้วทั้งสิ้น จะได้ไม่รู้สึกละอายใจที่ใช้เงินแผ่นดินไปเรียน
meepole มาใช้ทุนคืนที่ ม.ต่างจังหวัดค่ะ (เคยคิดจะลาออกเป็นระยะๆ คืนทุนที่เหลือ แล้วไปที่ๆอยากไป และอยากให้ไป (เขาเสนอใช้ทุนคืนแทน) แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ไป "อยู่ที่ใหนก็ทำงานได้ โดยใช้กำลังความสามารถเท่าที่มีอยู่"
มีจอบก็ใช้จอบ หากต้องการใช้ขวานแต่มีจอบ ก็รอ และก็ดูว่าใช้จอบทำอะไรได้อีก ในขณะที่ยังไม่มีขวาน สรุปสุดท้าย ใช้ 1 สมอง 2 มือ