เวทีนี้จัดที่บ้านผู้หว่านเหมือนครั้งที่ ๑  และจัดวันที่ ๓๐ – ๓๑ ต.ค. ๕๓   ผมไปร่วมตลอดเวลาวันครึ่ง   และสังเกตว่าเป็นเวทีที่ก้าวหน้ากว่าครั้งที่แล้วมาก   เห็นความก้าวหน้าของขบวนการ R2R ประเทศไทย   ทั้งในการแพร่กระจายเครือข่ายไปทั่วประเทศ   และในด้านทักษะที่เพิ่มพูนขึ้น   คือเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ

          ผมได้บรรยายพิเศษเรื่อง “คุณอำนวย ฟันเฟืองขับเคลื่อน R2R” ใช้เวลา ๓๐ นาที และขอนำ ppt มาเผยแพร่ที่นี่

          ท่านที่สนใจเรื่องราวของเวทีครั้งที่ ๑ download สาระของแต่ละ session ได้ที่นี่ 

          ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน R2R ประเทศไทย ที่ลงนามความร่วมมือกันไว้ ๔ หน่วยงานคือ กระทรวงสาธารณสุข  สปสช.  สวรส.  และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล   ใช้ INN (Individual, Node, Network) เป็นกลไกขับเคลื่อน   โดยใช้กุศโลบายต่างๆ ในการหนุนให้เกิด R2R INN ขึ้นทั่วประเทศ   ให้มี INN ย่อยในแต่ละภาคที่มีการดำเนินการอย่างเป็นอิสระของตนเอง   แต่ร่วมมือส่งเสริมซึ่งกันและกันกับ INN ของภาคอื่น และกับ INN ภาพใหญ่ของทั้งประเทศ ซึ่งภาคีความร่วมมือทั้ง ๔ ฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อน

          ในการประชุมครั้งนี้ เราได้เห็นความร่วมมือกันระหว่าง INN ภาคตะวันออก และ INN ภาคใต้   และเห็นการก่อตัวของ INN ภาคเหนือ   ในขณะที่ INN ของทางภาคอีสานดูจะแผ่วไป ไม่ทราบว่าเป็นเพราะโดนน้ำท่วมหรือเปล่า   แต่แกนนำหลักของภาคอีสาน คือ รศ. นพ. สมพนธ์ ทัศนิยม แห่ง คณะแพทยศาสตร์ มข.  และ นพ. วิศิษฎ์ สงวนวงศ์วาน  แห่ง รพ. สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ก็ยังร่วมขับเคลื่อน R2R ระดับประเทศอย่างแข็งขัน และมาร่วมเวทีนี้ด้วย 

          เพื่อให้เกิดการ ลปรร. อย่างเข้มข้น ในตอนบ่ายจึงจัดเป็น ๔ ฐานการเรียนรู้   แบ่งผู้เข้าร่วมประมาณ ๖๐ คนเป็น ๔ กลุ่ม หมุนเวียนกันเข้าฐาน ช่วงละ ๔๐ นาที   แต่ละฐานมีวิทยากร ๓ คน  

ฐานที่ ๑ เทคนิคเหลาคำถามวิจัยให้คม


ฐานที่ ๒ ระเบียบวิธีวิจัยง่ายๆ สไตล์ R2R


ฐานที่ ๓ เทคนิคติดตามอย่างสร้างสรรค์ในงาน R2R


ฐานที่ ๔ เขียนบทคัดย่ออย่างไรให้ได้รางวัล

          ผมตามกลุ่ม ๔ ไปเรียนรู้ตลอดบ่าย ได้ความรู้มากมาย   และมีความเห็นว่า เทคนิคที่หลากหลายของการทำหน้าที่คุณอำนวย และในการทำ R2R นั้น ป็นทักษะ ซึ่งแปลว่าต้องฝึก และต้องฝึกบ่อยๆ สม่ำเสมอ   จึงขอบันทึกปิ๊งแว้บ (ที่ไม่รับรองว่าจะได้ผลเสมอไป) ดังต่อไปนี้

 แต่ละโรงพยาบาลควรจัดวงเรียนรู้วิธีเขียนบทคัดย่อ รายงานผลงาน R2R  วิธีตั้งโจทย์วิจัย  และระเบียบวิธีวิจัย  หมุนเวียนประเด็น ลปรร. อย่างน้อยเดือนละครั้ง   และเปลี่ยนกันให้ความเห็นผลงานของกันและกัน   โดยมี “คุณอำนวย” ช่วยจัด และสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์และกัลยาณมิตร รวมทั้งเชิญวิทยากรภายนอกมาร่วมให้ความเห็น


 เป้าหมายสุดท้ายของงาน R2R คือผู้ป่วย หรือผู้อื่นที่ได้รับประโยชน์จากการทำงานประจำนั้น   ดังนั้นการวัดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จึงน่าจะวัดจากการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานประจำ และประมาณจำนวนคนหรือกิจกรรมที่ได้รับประโยชน์ หากประเมินมูลค่าหรือคุณค่าได้ยิ่งดี   โดยการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานประจำ เรียงจากง่ายไปหายาก ดังนี้  (๑) เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของตนเอง หรือทีมงานของตนเอง  (๒) เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของหน่วยงานย่อยของตน  (๓) เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของหลายหน่วยย่อย  (๔) เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของทั้งองค์กร (โรงพยาบาล)  (๕) เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของทั้งประเทศ 


 ผลเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานประจำตามข้างบน อาจเรียกว่า R2R2P   P คือ Practice หรือ Policy   พึงตระหนักว่า การที่จะเกิดผลต่อการปฏิบัติงานประจำอย่างกว้างขวางนั้น ต้องมีกิจกรรมที่เรียกว่า social marketing / advocacy  อย่างกว้างขวางต่อเนื่อง   ที่นักวิจัยและคนทำงานประจำไม่สันทัด   จึงต้องมีกลไกระดับองค์กรหรือระดับชาติเข้าช่วยออกแรง   สวรส. และองค์กรภาคีขับเคลื่อน R2R ประเทศไทยพึงพิจารณาสร้างกลไกเสริมนี้ 

 

 

 ความสำเร็จที่สำคัญในการขับเคลื่อน R2R คือการเปลี่ยนใจ/มุมมอง ของคนหน้างาน    จากมองว่าการทำ R2R เป็นการเพิ่มภาระ  เป็นมองว่า R2R ช่วยให้งานประจำของตนมีคุณค่าและให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น   ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์คน   การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นเรื่องยาก  จึงควรจัดวง ลปรร. ให้คนที่เคยต่อต้านหรือมองลบต่อ R2R อย่างรุนแรง   แต่บัดนี้เปลี่ยนใจแล้ว มาเล่าว่าเขาปฏิบัติอย่างไร (มากกว่าคิดอย่างไร) R2R จึงเปลี่ยนจากภาระมาเป็นเพิ่มผล   ทุกหน่วยงานควรจัดวง ลปรร. ประเด็นนี้ปีละ ๒ ครั้ง   และควรเชิญคนจากนอกองค์กร ๑ – ๒ คนมาร่วม ลปรร. ด้วย   และผมขอเสนอว่า ในงานมหกรรม R2R ปี ๒๕๕๔ ควรมีเวที ลปรร. คุณกิจผู้เปลี่ยนใจ นี้ด้วย

 

การขับเคลื่อน R2R ด้วย key issues

          คุณหมอลัดดา ดำริการเลิศ มาบอกว่า สวรส. ได้เงินจาก สปสช. ก้อนหนึ่ง สำหรับนำมาขับเคลื่อน R2R ใน key issue สำคัญๆ ที่โผล่ออกมาในการประกวดผลงาน R2R ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา   และคุณหมอพงษ์พิสุทธิ์ ผอ. สวรส. บอกว่าหลายหน่วยงานต้องการใช้ R2R เป็นเครื่องมือสร้างผลสำเร็จในงานของตน   ผมรับทราบข่าวนี้ด้วยความดีใจ ว่าเวลานี้กระแส R2R แรงถึงเพียงนี้เชียวหนอ

          การที่ R2R เป็นที่พิสมัยของหน่วยงานหลักๆ ด้านสุขภาพนี้ มองว่าเป็นโอกาส (opportunity) ก็ได้ มองว่าเป็น threat ก็ได้  

          ในการประชุมครั้งนี้ มีการพูดกันหลายครั้งว่า พลังสำคัญที่สุดของ R2R คือความริเริ่มสร้างสรรค์ของคนหน้างานหรือคนทำงานประจำ   และความสร้างสรรค์ที่แท้จริงจะออกมาได้ในสภาพบรรยากาศที่เป็นอิสระ ไม่มีการบังคับไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
การที่หน่วยงานยักษ์ใหญ่เอา R2R ไปใช้ในการบรรลุผลงานของตน   โดยการใส่เงินสนับสนุนติดฉลากด้วย KPI หรือเป้าหมายทำนองข้อตกลง จึงเป็น threat ที่ระบบอำนาจจะเข้ามาครอบงำ R2R และความปรารถนาดีก็จะให้ผลเป็นการทำลาย

         ผมจึงขอเสนอยุทธศาสตร์ตั้งเป้าของการให้รางวัล   ไม่ใช่ให้ทุนสนับสนุนงาน R2R ติดฉลากเป้าหมาย  

          เช่นสมมติว่า สปสช. ต้องการใช้เงินปีละ ๕ ล้านบาทสนับสนุน R2R  ก็ทำความตกลงร่วมกันระหว่างผู้บริหาร สปสช.  สวรส.  และผู้จัดการเครือข่าย R2R ประเทศไทย   เพื่อประกาศไป ๓ ปีข้างหน้า   ว่าในงานมหกรรม R2R ประจำปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๕, ๒๕๕๖ จะมีการให้รางวัลผลงาน R2R ในกลุ่มผลสำเร็จด้านใดบ้าง   โดยมีเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการพิจารณารางวัลอย่างไรบ้าง  

 

          เงิน ๕ ล้านบาท/ปี x ๓ ปี นี้ ใช้ในกิจการ ๓ อย่าง คือ

 

๑.   ใช้ในการ “จับภาพ” เสาะหาผลงาน “ของจริง” สำหรับนำมาเผยแพร่ ลปรร. วิธีการ ยกย่อง และให้รางวัล


๒.   ใช้ในการสนับสนุนการ ลปรร./เชื่อมโยงเครือข่าย ระหว่างทีมงาน R2R ของหน่วยงานต่างๆ ที่แสดงความจำนงและเขียนโครงการเข้าเป้า ว่าเอาจริง  


๓.   ใช้ในการให้รางวัล และจัดเวที ลปรร. ระหว่างผู้ได้รับรางวัล และผู้สนใจ   โดยจะมีการตั้งชื่อรางวัลให้ เซ็กซี่ หรือแสดงการยกย่องสูงส่ง และเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เป็นผู้สนับสนุน