มุมงดงามของโลกที่รกร้าง 

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

 

สิ่งที่ทำให้ครอบครัวของผมได้ทำกิจกรรมด้วยกัน  และสามารถแบ่งบทบาทหน้าที่ได้อย่างลงตัวที่สุด  เมื่อยามวันหยุด  ถ้าไม่นับเรื่อง การเล่น เปียโน (ผมต้องเขียนเรื่องนี้แบบยาว ๆ   เพราะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของผมมาก ที่เรียนเปียโนตอนอายุ ๔๐ ปี พร้อมกับลูกชาย)

แล้วก็คือ   ‘การทำสวน’

 

ผมตัดหญ้า  ภรรยาผมตัดกิ่งไม้ และดอกไม้ เพื่อนำมาปักแจกันวางไว้ในที่พวกเราชอบมานั่งมานอนกันมากที่สุด  ส่วนลูกชาย จะหอบเศษหญ้าและกิ่งไม้มากองไว้ 

 

‘มันเป็นงานเล็ก ๆ แต่มีคุณค่าที่สุดในมุมมองของผม’ 

 

ดอกไม้ที่ปลูกเอง แล้วนำมาปักแจ  ผมนั่งดูรอยหยักของกลีบกุหลาบป่า การเรียงซ้อน  และความหอมกรุ่นที่มาติดรอที่ปลายจมูกแบบไม่ต้องสูดดม...นั่งชื่นชมอย่างเงียบและแอบภูมิใจเล็ก ๆ ว่า   

 

‘เราก็มีฝีมือในการปลูกต้นไม้ แล้วให้ดอกสวยและงดงาม โดยไม่ตายไปเสียก่อน’

 

แต่ก็ไม่วาย พวกเพื่อน ๆ และน้องสาว  ที่เข้ามาหาสู่พวกเรา ก็โวยวายแอบกัดเล็ก ๆ ว่า 

 

‘ ดอกไม้มันก็เบ่งบาน งดงาม บนต้นของมันดีอยู่แล้ว ทำให้ต้องเอามาปักแจกันด้วยหล่ะ ’

 

ผมก็เป็นคนประเภทหัวอ่อน เชื่อคนง่าย  ก็เออออ รับปากรับคำ  แต่จนแล้วจนรอด ก็ทำเช่นเดิม เหมือน ‘ เหมือนเป่าปี่... ให้ควายฟัง’

 

ดอกไม้ในแจกันที่วางอยู่ในมุมสลัว ๆ ภายในบ้าน ๒ วัน ยังเบ่งบาน และไม่มีสัญณาณ ว่าจะร่วงโรยรา 

 

จนเช้าวันหนึ่ง ผมพาลูกชายไปโรงเรียน  ผ่านร้านค้าเอนกประสงค์ เพื่อซื้อยางลบให้ลูกชาย เจอเพื่อนที่เรียนโรงเรียนประถม เดินเข้ามาหา ผมสังเกตดูเพื่อนอย่างใส่ใจจึงรู้ว่ามีหยดน้ำตาหยดน้อยๆ ค่อยๆ ซึมออกมาสู่ขอบเบ้าตาแล้วไหลผ่านพวงแก้มแล้วร่วงลงสู่พื้นดิน  

 

ผมเพ็งมองและสังเกตว่า  เพื่อนไม่ยอมเช็ดน้ำตา ...ปล่อยให้มันไหลลงอย่างงั้น ปล่อยให้มันไหลออกมาออกมา  ราวกับน้ำที่ซึมออกจากรูรั่วของสายยาง

 

ผมตกใจกำลังจะอ้าปากถามเพื่อน  แต่เพื่อนชิงบอกเล่าก่อนว่า

 

“ แม่เราเสียแล้วนะ  เป็นกะทันหันไม่ทันเตรียมตัว  ปวดหัวแป๊บเดียว พาไปโรงบาล  ก็เสีย  จึงมาซื้อของเตรียมงาน ”

 

ผมและเพื่อนคุยกันไม่นาน  เพราะต้องฝ่ายต่างรีบ  คุยได้สาระ เช่น งานศพเตรียมที่ไหน  เผาวันไหน  และบอกเพื่อน ๆ หรือยัง  มีอะไรให้ผมพอช่วยบ้าง ?

 

ด้วยความผูกพันกันสมัยเด็ก ๆ  การคบหากันที่แตกต่างจากการคบหาแบบ ‘ผู้ใหญ่ ...  ผู้ใหญ่’

 

มองดูตัวเอง แล้วย้อนดูพฤติกรรมของลูกชาย  เมื่อเขาทะเลาะกันกับเพื่อน  ตีกัน  ร้องไห้  แทบไม่ถึง ๕ นาที  ก็กลับมาเล่นและหัวเราะกับเพื่อนด้วยกันอีกครั้ง

 

‘ ความหยิ่งทะนงตัวเอง  และมารยา ’  แทบไม่มีในตัวเด็กเล็ก ๆ เลยครับ

 

ผมไม่สัญญากับเพื่อนหรอกครับ ว่า จะไปร่วมงานทุกวัน ไปวันศพ หรือสิ่งใดที่ผมช่วยเหลือเพื่อน

 

หัวใจของผมต่างหากที่ทำให้ผมต้องทำสิ่งเหล่านั้น...

 

ไปไหว้ขอขมาคุณแม่เพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย  ทั้งที่ผมควรไปไหว้ท่านก่อนหน้านี้  ทำให้ผมต้องทิ้งช่วงห่างเป็นเวลานับ ๑๐ ปี

 

ตอนมืดและเงียบเหงาในวันนั้น ...

 

ผมกลับมามองดอกไม้ในปักแจกันวางไว้....

 

สภาพของมันที่เคยเบ่งบานกลับเหี่ยวเฉาโรยรา ... กลีบดอกเริ่มทิ้งตัวหล่นจากก้าน...ความหอมกรุ่นอบอวนกลับกลายเป็นกลิ่นหอมที่อับแห้งไม่น่าพิสมัย...

 

สิ่งที่เข้ามากระทบในหัวใจเล็ก ๆ ของผม   นำพาให้ผมย้อนรอยไปมองรอยเท้าเล็ก ๆ ของผม  อย่างที่ผมไม่เคยมองมันอย่างพินิจถี่ถ้วน

 

‘โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่จะทำให้ตาย   อยู่ตลอดเวลา ...ความประมาท คือ ความไม่รู้  กิเลสตัณหาอุปาทานของคนในโลกที่มากขึ้น  จนทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยคนบ้า  คือ คนที่ตายแล้วในทางจิตทางวิญญาณ  ...โลกนี้จึงเต็มไปด้วยคนบ้า ’ 

 

ผมหวนพิศพินิจถ้อยธรรมของท่านพุทธทาสอีกครั้ง ….

 

หรือผมเป็นหนึ่งในคนบ้า  โลกนี้จึงต้อนรับคนบ้าอย่างผม...อีกหนึ่งคน

 

คนบ้า...กับมุมงดงามของโลกที่รกร้าง.....

*****