เหนื่อยแต่ก็ภูมิใจ

 

                                  

 

 

                                  ชีวิตลูกหาบที่ภูกระดึง

       ท่ามกลางแสงสลัวของเช้าวันใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นาน กลุ่มชาวบ้านที่ยึดอาชีพ "ลูกหาบ" ต่างทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณลานกว้างหน้าสำนักงานอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อ.ภูกระดึง จ.เลย เพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง

    ลูกหาบบอกว่าทุกวันหลังจากตื่นนอนในเวลา 05.00 น. เมื่อประกอบกิจวัตรประจำเสร็จแล้ว เขาจะสวมชุดทะมัดทะแมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และที่ขาดไม่ได้คือ รองเท้าผ้าใบคู่ที่สวมใส่ประจำ ทำให้มันดูเก่ากว่าปกติ ก่อนออกจากบ้านพักมายังสำนักงานอุทยานแห่งชาติภูกระดึงตั้งแต่ท้องฟ้า
ยังไม่ทันสว่าง 

   ลูกหาบบอกว่า ช่วงเวลาปกติที่ไม่ใช่เทศกาล หรือ วันหยุดติดต่อกันหลายวัน ลูกหาบจะมีรายได้จากการขนสินค้าของกลุ่มพ่อค้าและแม่ค้า เมื่อมัดสินค้าเข้าติดกับลำไม้ไผ่เรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มแบกสินค้าน้ำหนัก 60-70 กิโลกรัม ขึ้นไปบนภูกระดึง ทุกย่างก้าวที่สัมผัสกับพื้นดินระหว่างหาบของขึ้นภูกระดึง  ลูกหาบจะควบคุมจังหวะการเดิน พร้อมแกว่งแขน เพื่อเป็นการผ่อนน้ำหนัก ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ตีนภูจนถึงยอดประมาณ 4 ชั่วโมง ก่อนเดินทางกลับมาเพื่อรอรับสัมภาระ
ของนักท่องเที่ยวในช่วงบ่าย

  "ถ้าเป็นช่วงปกติจะได้คนละประมาณ 1-2 รอบ แต่ถ้าเป็นวันหยุดติดต่อกันมีนักท่องเที่ยวเยอะ จะได้สูงสุดถึง 3 รอบ ถือว่าวันนั้นโชคดีที่สุด เฉลี่ยแล้วลูกหาบแต่ละคนจะแบกน้ำหนักได้ครั้งละ 60 กิโลกรัม หากเป็นผู้หญิงประมาณ 30 กิโลกรัม ซึ่งรายได้ของพวกเราก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่บรรทุกได้ โดยคิดค่าบริการกลุ่มพ่อค้าและแม่ค้าจากกิโลกรัมละ 8 บาท ขึ้นมา 10 บาทและปัจจุบันนี้ขึ้นมาเป็น 15 บาท สำหรับนักท่องเที่ยว" บรรดาลูกหาบกล่าว

   การเดินขึ้นภูกระดึงที่มีความสูงกว่า 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยไม่มีสิ่งของติดตัวขึ้นไปนั้นก็ยากลำบากพออยู่แล้ว แต่กลุ่มลูกหาบกว่า 400 คน ต้องแบกสัมภาระ
ที่มีค่าของนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ขายขึ้นไปส่งบนยอดภูด้วยนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ต้องอาศัยความแข็งแรงและความชำนาญอย่างมาก แม้ว่าอาชีพ "ลูกหาบ" จะเหนื่อยและลำบากแต่ทุกคนยังคงต่อสู้เพื่อแลกกับค่าจ้างที่จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

   ลูกหาบท่านหนึ่งกล่าวว่า "ผมเคยคิดจะเลิกและไปทำงานอื่นเหมือนกัน หลังจากทำนาแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร การเป็นลูกหาบถึงลำบากแต่เป็นงานที่สุจริต สิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดคือ ลูกทุกคนมีการศึกษาดี เพราะรายได้จากการรับจ้างหาบของ อย่างน้อยผมก็ดีใจว่าลูกๆ ไม่ต้องลำบาก
เหมือนพ่อ" เขากล่าว พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

    หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า ปัจจุบันมีลูกหาบคอยให้บริการภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงทั้งสิ้นกว่า 400 คน ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยใบอนุญาตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ระยะ 3 ปี และแบบปีต่อปี สำหรับการให้บริการของลูกหาบนั้น ขึ้นอยู่กับฝ่ายงานสัมภาระ ซึ่งจะมีการจัดลำดับโดยใช้บัตรคิว เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงจะนำกระเป๋าและสัมภาระมาชั่งน้ำหนัก และรับใบฝากของจากเจ้าหน้าที่เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในการรับกระเป๋าคืน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเรียกลูกหาบเรียงตามลำดับ เพื่อนำ
สัมภาระนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนยอดภูจนกว่าจะหมด สำหรับลูกหาบที่ไม่ได้งานจะมารอเรียกในวันต่อไป

   "ลูกหาบทุกคนต้องมีจรรยาบรรณ 3 ข้อ คือ รับสัมภาระจากเจ้าหน้าที่จัดให้เท่านั้น ห้ามรับของกลางทาง, ไม่รบกวนนักท่องเที่ยว และสิ่งของที่ฝากไปกับลูกหาบจะไม่สูญหายอย่างแน่นอน หากพบว่าใครฝ่าฝืนจะถูกริบใบอนุญาต ทำให้ไม่สามารถหากินได้อีก ส่วนรายได้แต่ละวันจะตกเป็นของลูกหาบทั้งหมด ไม่มีการหักแต่อย่างใด ที่ผ่านมายังไม่เคยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการป้องกันที่ครอบคลุม และความร่วมมือของกลุ่มลูกหาบ" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าว