วันพุธที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงน้ำไหล รับรู้ว่าพี่ ๆห้องข้าง ๆ อาบน้ำดูนาฬิกาตีห้า แต่พี่ ๆที่นอนห้องเดียวกันยังหลับสนิท ที่มั่นใจเพราะได้ยินเสียงกรนของทั้งสองท่าน ติ๋วลุกขึ้นกราบสามครั้ง สวดมนต์ทำวัตรเช้าในใจ แล้วก็นั่งลงภาวนา ง่วงค่ะ ไม่ค่อยนิ่ง จึงปรับกระตุ้นสติตนเองด้วยการฝึกโยคะ ดูการเคลื่อนไปของร่างกายกับลมหายใจ รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ จบด้วยท่าศพ ประมาณหกโมงกว่า ๆ จึงเก็บที่นอน (เพราะติ๋วนอนพื้น) ไปอาบน้ำ แม้จะแปลกที่ แล้วเห็นใจที่มัว ๆ หาเรื่องไม่ทำตามกิจวัตร แต่ก็มีเสียงกระตุ้นตนเองให้พยายามค่ะ อาบน้ำเสร็จก็เกือบ ๆ เจ็ดโมงเช้า ใจก็อยากออกไปเดินป่าชายเลนที่ไม่ไกลนัก (ติ๋วเคยมาเก็บต้นไม้ที่นี่) แต่พอคิดอีกทีอาจจะกลับมาไม่ทัน และก็ดูจะไม่ค่อยปลอดภัยนัก จึงนั่งลงเขียนบันทึกแทนค่ะครู พอใกล้เวลานัด พี่ ๆ ทั้งสองตื่นขึ้นมาอาบน้ำ แล้วก็ออกไปหาอาหารเช้าทาน เสียงคุยสามคนเราดังค่ะครูก้องในรถ ใจบางทีก็แว๊บเกรงใจพี่ ๆข้างหน้า แต่พอลงไปซื้อของฝากก็โอเคหน่อย เหมือนพี่ ๆท่านเข้าใจธรรมชาติกันและกัน เหมือนได้เรียนรู้ความแตกต่าง ที่ต้องอยู่ร่วมกันค่ะ เช้านี้แวะร้านที่คนขายมีความรู้เรื่องอาหารทะเลดีมาก ๆ สอนวิธีดู กะปิว่า
“ต้องแห้งนะ ถ้าไม่แห้งไม่ควรซื้อเพราะเป็นกะปิอายุแค่สามเดือน ควรจะอายุแปดเดือนขึ้นไปคือจะแห้งไม่มีน้ำนองในกระปุก แล้วถ้ากะปิเปิดใช้แล้วมันแข็งให้ทิ้งเพราะนั่นมันขึ้นราแล้ว ราของกะปิมันจะเป็นก้อน ๆ”
แล้วท่านก็สอนเรื่องการเลือกครกหิน อ้อ ติ๋วมาแวะกันที่ อ่างศิลาค่ะครู การเลือกครกหิน
“ต้องวางในที่ราบ ๆ เขย่าดูต้องไม่โคลงเคลง เอาสากเคาะข้าง ๆ ครกต้องมีเสียง กิ๊ก คือ ไม่แตก ไม่ปริ แต่ถ้าแกร่ก ๆ ไม่กังวล ห้ามซื้อเพราะมีรอยแตก สากควรจะเหมามือไม่ใหญ่เกิน หรือหนักเกินให้ลองยกตำสักสามครั้งก็พอจะรู้ได้”
การเลือกซื้องา
“ไม่ควรซื้องาที่กระป๋องมีฝุ่นงาติดข้าง ๆ เพราะเป็นการคั่วได้ไม่แห้ง จะขึ้นราเร็ว ต้องเลือกกระปุกที่ไม่มีฝุ่นติดขอบ ๆ นั่นหน่ะแห้งสนิท จะเก็บได้นาน”
การเก็บอาหารทะเลแห้ง
“เปิดแล้วควรเก็บในตู้เย็น ทั้งกุ้งแห้งปลาแห้ง ปลาหมึกแห้ง ใส่ถุงพลาสติกมัดยางให้เรียบร้อย อาหารจะอยู่ได้นานไม่ขึ้นรา ไม่ชื้น ทอดออกมาก็จะยังกรอบอร่อยค่ะ”
ดูเหมือนพี่ ๆ ซักถามได้ความรู้มาเยอะจนถามท่านว่า
“เป็นอาจารย์รึเปล่าค่ะ อธิบายได้เข้าใจดีจังเลย”
ท่านยิ้มแล้วตอบว่า “เปล่าค่ะ แต่ชอบ”
ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงความสุขของการถ่ายทอดของท่านค่ะครูน่ารักมาก ๆ ได้ของฝากกันเรียบร้อย เราก็มุ่งตรงไปพัทยา แอบเสียดายเล็กน้อยค่ะ เพราะตอนแรกว่าจะได้ไปไหว้พระ แต่สุดท้ายก็อดเพราะเวลาไม่พอ เราไปถึงโรงแรมเอเชียประมาณห้าโมงเช้า ติ๋ววิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำเพราะอั้นฉี่มานาน ออกมาพี่ ๆเข้าห้องประชุมกันแล้ว แต่เจอพี่ ๆ จากศูนย์อื่นที่ติ๋วมักจะหวาดกลัวท่าน เพราะชอบคิดไม่ดีว่าโดนจับผิด แต่ก็หายใจเข้าลึก ๆ แล้วก็ไปเปลี่ยนเป็นชุดสูทเข้าประชุมค่ะ ไปนั่งรออยู่นานเพราะพิธียังไม่เริ่ม สุดท้ายผู้จัดมาเชิญไปทานข้าวก่อนเพราะประธานยังไม่มา เราเปิดกันตอนบ่ายโดยอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คนใหม่ ท่านให้นโยบายก่อนลุยทำแผน ท่านเอ่ยถึง R2R ครูค่ะ ติ๋วยิ้มเลยท่านเป็นหมอทำงานที่โรงพยาบาลและ สสจ.มาก่อน แนวทางที่ท่านให้ตรงกันกับสิ่งที่ครูปลูกฝังให้ติ๋วมาเสมอประโยคเด็ด ๆ ที่โดนใจคือว่า
“ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่วิชาความรู้ แต่อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้พัฒนาเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”
ท่านชี้ให้เห็นว่า งานประจำของกรมวิทยาศาตร์การแพทย์ ล้ำค่าขนาดไหน ที่ช่วยแก้ปัญหาระบบสาธารณสุข ช่วยเหลือคนไข้ ประชาชนและมีคนปลอดภัยจากโรคร้าย และอันตรายต่าง ๆมากมายจากงานประจำของกรม ท่านชี้ปัญหาที่อยากให้แก้ไขคือ ความล่าช้าของการวิเคราะห์ตัวอย่าง แต่สิ่งที่กรมมีคือ คุณภาพและความเชื่อมั่นเชื่อถือ
รู้สึกดีที่ได้ฟังค่ะครู พอเปิดเสร็จก็เป็นการฟังอภิปรายเรื่องการของบประมาณทำใจจากวิทยากร จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและสำนักงบประมาณ แม้ติ๋วจะไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็ต้องฟัง แล้วช่วงต่อไปก็เป็นการฟังกลุ่มลูกค้าว่า "อยากให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำอะไรให้บ้าง"
ก็ได้แง่คิด มุมมองที่กว้างและเห็นความเชื่อมโยงและบทบาทงานชัดขึ้นค่ะครู แต่พอเกือบ ๆห้าโมงเย็นติ๋วรู้สึกล้ามาก เปิดเน็ตผ่านมือถือ ไปเจอเพื่อนถามว่า “ทำไมหมอจ่ายยาปฏิชีวนะเขาแบบนี้ มันเกินขนาดไปไหม หรืออย่างไร” โหครูขาใจดีดดิ้นอยากตอบมาก ๆ แต่มือถือก็ไม่อำนวย เครื่องคอมก็ไม่มีปลั๊ก ต่อเน็ตไม่ได้ กว่าจะเลิกประชุมก็ประมาณห้าโมงครึ่ง เกือบ ๆ หกโมงกลับมาที่ห้อง โทรหาพี่สาวรบกวนให้เติมเงินออนไลท์ให้ แล้วก็สมัครเน็ตรายวัน แล้วก็ลุยเขียนตอบเพื่อน
โห เป็นพลังที่ไม่เห็นนานแล้วค่ะ ความตั้งใจอยากบอก แต่ก็มีกิเลสดันออกมาว่า
“อยากประกาศให้โลกรู้ว่า ฉันก็รู้เรื่องยาอยู่นะ พอเห็นแล้วก็ยังทำค่ะ เพราะเป็นประโยชน์ รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเพื่อน แต่ก็เห็นตัวตนของตนเองที่มันอยากบอกว่า ฉันเป็นเภสัชนะเว้ย”
แบบนี้เลยค่ะครู แต่ก็ต้องอดทนกับความชั่วในตัวเอง แต่สิ่งที่ทำมันเป็นประโยชน์จึงไม่ปล่อยให้กิเลสมาหลอกล่อเอา ให้เลิกทำ แต่ก็ทำอย่างรู้ตัวและเห็นความพยายาม ความอวดดี และความชื่นชมความตั้งใจของตนเอง มันค่อย ๆ เรียงหน้ามาแบบนี้เลยค่ะ แต่มันกันแป๊บ ๆ แล้วก็ไป ระหว่างเขียน ทีวีถูกเปิดทิ้งไว้ เป็นช่วงเวลาที่ถ่ายทอดสดภารกิจของในหลวง
ครูค่ะติ๋วหันไปทางทีวีนั่งพับเพียบพนมมือกราบท่าน น้ำตาไหล ขนาดท่านอายุมากขนาดนี้ ไม่ค่อยสบายขนาดนี้ท่านยังทำงาน เหมือนท่านเมตตาสอนหนูว่า
"ไม่ว่าอย่างไรก็จงตั้งใจทำหน้าที่ ๆ ทำอยู่ให้ดีที่สุด ดูจนจบแล้วท่านเสด็จกลับ ติ๋วยังพนมมือระลึกถึงท่าน ทรงมีเมตตากับประชาชนอย่างแท้จริง สาธุเจ้าค่ะ"
พอจบการถ่ายทอดสด จึงไปสระผมแล้วค่อยตามพี่ ๆลงไปทานอาหาร วันนี้มีงานเลี้ยงตอนแรกช่างใจว่าจะลงดีไม่ดี สุดท้ายก็ลงค่ะ ทานแค่ผลไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ พอได้รองท้องไม่ต้องการทานมาก ได้คุยกับพี่ ๆ จากที่อื่นเพราะโตะที่พี่ ๆ จากขอนแก่นนั่งกันเต็มมีคนเดินมาทักเพราะจำได้จาก G2K ก็มีค่ะครู ท่านให้กำลังใจว่าเขียนไปเลยเรื่อง ComMedSci ทำไปเรื่อย ๆ ติ๋วเอ่ยกับท่านว่า ก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าต้องทำยังไง
“เหมือนทำไป เรียนไป”
พี่ท่านเอ่ยว่า “ก็ต้องอย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็จะได้คำตอบเอง”
ไม่นานประมาณสามทุ่มกว่า ๆ คนก็เริ่มทะยอยขึ้นห้อง หรือบางคนก็เที่ยวต่อ ใจติ๋วอยากอยู่ร่วมค่ะ อยากร้องเพลงด้วย นั่งดูใจตนเอง ดึก ๆ เกือบ ๆจะปิดงานพี่ ๆ เรียกให้ไปร้อง ครานี้เหมือนได้ออกกำลังกายอาบเหงื่อค่ะ ก็เป็นวิถีชีวิตอีกแบบที่ไม่ค่อยคุ้นกันกับบรรยากาศริมทะเลกับผู้ใหญ่ในกรม แต่ก็เหมือนได้เรียนรู้อีกมุมค่ะครู กว่าจะกลับขึ้นมาก็ดึกค่ะ จึงมาเขียนจดหมายหาครูก่อนอาบน้ำ สวดมนต์แล้วก็เข้านอน
ความตั้งใจในการทำงานและความอดทนในวันนี้มีมากขึ้น สำนึกในหน้าที่มากขึ้นค่ะ ........รักครูค่ะ.......ติ๋ว