เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้องอยากให้อ่าน

> > > >6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ... > > > >ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน > > > >แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ > > > >ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี > > > >วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน > >... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง > > > >พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง > >โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน > > > >"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด > > > >ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า > > > >"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" > > > >พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น > > > >ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า > >"ผมขโมยเองครับ" > > > >ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง > > > >พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย > > > >พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ > >ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" > > > >คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด > >แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย > > > >กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก > > > >น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ > >ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว" > > > >ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ > > > >หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง > > > >ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย > > > >ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... > >เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน > >ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย > >ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน > > > >คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน > > > >ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" > > > >แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า > >"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" > > > >ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า > >"ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" > > > > > >พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดให­่ > > > >"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน > >พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" > > > >คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อขอยืมเงิน > > > >ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า > >"ต้องให้น้องได้เรียนต่อ > >ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" > > > >แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ > > > >ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด > >น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น > >และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว > >ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ > > > >"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ > >แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" > > > >ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... > >ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป > > > >ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ... > > > >ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน > >รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม > >ที่ไซท์ก่อสร้าง ... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 > > > >วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก > >เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ" > > > >ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ > >ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ... ฉันถามเขาว่า > >"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" > > > >น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ > >ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" > > > >ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง > >และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง > >เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" > > > >จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง > >เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า "ผมเห็นสาวๆ > >ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" > > > >ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด > >ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน > > > >ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ... > >วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า > >หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว > > > >เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก > > > >หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า > >"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก > >เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" > > > >แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก > >วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน > >ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ > >น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" > > > >ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา > >ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ > > > >ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม > > > >"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ > >มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ > >และ..." > > > >น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา > >น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง > > > >ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... > >หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง > >หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน > >... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ > > > >ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว > >ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม > > > >น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... > >เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ > >ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" > > > > > >สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว > >เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ... > >แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา > > > >วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล > >และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล > > > >ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล > >น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า > > > >"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! > >ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ > >เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" > > > >คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา > >"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน > >ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ > >คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" > > > >น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า > >"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." > > > >"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ > > > >ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... > >เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี > >เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน > > > >ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า > >"ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้" > > > >น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ... > >และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ > > > >"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง > >เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน > >วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง > >และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล > >เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว > >เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง > >ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" > > > >เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน > > > >คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้ > >คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" > > > >ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ > >น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... > >จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา > >คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ > >แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง > >...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ­าติ คนรัก เพื่อน > >หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม