คนในปัจจุบันมองดูกายของตนเองมาก แต่ดูจิตใจของตนเองน้อย

ส่องกระจกทุกวันก็เห็นแต่ธาตุแต่ขันธ์ แต่ลืมมองไปลึกลงไปอีกสักหน่อยว่า วันนี้เราเป็นใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร หรือในเฉพาะสถานการณ์เบื้องหน้า "สังคมนี้สมมติให้เราเป็นใคร...?"

หน้าเราเตือนตนเอง พิจารณาตนเองอยู่เสมอว่า "เราเป็นใคร" เราจะไม่ลืมหน้าที่ของตนเอง

เมื่อเราไม่หลง ไม่ลืมหน้าที่ของตนเอง สภาพของสังคมที่มีการแบ่งคนออกไปตามแต่ละฝ่าย แต่ละหน้าที่นั้นก็จะ "สมดุล" หรือ "สมบูรณ์" ตามโครงสร้างหน้าที่ที่ได้แบ่งกันไว้แล้วนั้น

คนเป็นพ่อก็เป็นพ่อที่ดี เป็นแม่ก็เป็นแม่ที่ดี เป็นลูกก็เป็นลูกที่ดี เป็นครูก็เป็นครูที่ดี เป็นข้าราชการก็เป็นข้าราชการที่ดี เป็นหมอก็เป็นหมอที่ดี เป็นตำรวจก็เป็นตำรวจที่ดี เป็นนักวิชาการก็เป็นนักวิชาการที่ดี ใครทำหน้าที่อะไร ณ เวลาไหน ก็ทำหน้าที่ของตนเองให้ "ดี..."

เพียงแค่ทุกคนสำนึกรู้ว่าเราเป็นใคร หน้าที่ของเราคืออะไร สังคมนี้ไซร้ย่อม "สมบูรณ์..."

ความสมบูรณ์เกิดขึ้นจากทุก ๆ คนทำหน้าที่ของตนเองด้วยความดี รับผิดชอบและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ

ความเสียสละ คือ การทำเพื่อผลประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่านึกผลประโยชน์ของส่วนตัว

เมื่อทุก ๆ คนให้สังคมมาก สังคมนี้ก็น่าอยู่ แต่ถ้าหากทุก ๆ คนหลงลืมหน้าที่ในการให้ ทุกหัวจิตหัวใจหวังแต่กอบโกยแล้ว สังคมนี้ก็ทุกข์ การอยู่ในสังคมก็ยาก ผู้คนในสังคมก็ "ลำบาก..."

ต้องเตือนจิตใจของตนเองให้มากว่า หน้าที่ของเราคืออะไร และทำหน้าที่ของตนนั้นให้ดี ให้สมบูรณ์ เพื่อที่จะเพิ่มพูน "ความสุขมวลรวม (Gross Domestic Happiness)"

ความสุขมวลรวม (GDH) เกิดขึ้นได้ด้วยการให้ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product : GDP) เกิดขึ้นจากการ "กอบโกย..."

การให้คือการแบ่งปัน แบ่งปันความสุข ช่วยเหลือและปันความทุกข์จากบุคคลรอบข้าง

สังคมนี้จะน่าอยู่ถ้าหากเรามีสัดส่วนการให้มากกว่าการรับ

หน้าที่ของเราในสังคมคือการให้ แล้วทุก ๆ คนจะมีความสุขเมื่ออยู่บนผืนแผ่นดินไทย ที่ทุก ๆ คนมีหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยการให้ซึ่งกันและกัน...