วันนี้ขอผิดกติกาการเขียน บล็อก เพราะบันทึกนี้มองโลกในแง่ร้าย เขียนขึ้นเพื่อเตือนสติสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการศึกษา ว่าต้องระมัดระวังอย่าเอาแต่มุ่งสร้างชื่อเสียงและผลงานของตนเอง จนนักเรียนรับเคราะห์
จากคำบอกเล่าของพ่อแม่เด็ก เวลานี้โรงเรียนและครูต้องหาทางสร้างชื่อเสียงโดยการส่งนักเรียนเข้าประกวดหรือการแข่งขันต่างๆ นักเรียนที่มีแววจะถูกครูจองตัวหรือชักชวนให้เตรียมตัวเข้าแข่งขัน ผมสงสัยว่า แรงจูงใจสำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของนักเรียนหรือของครู หากไม่มีการไตร่ตรองให้รอบคอบในด้านผลดีและผลร้ายของศิษย์ เด็กอาจกลายเป็นเหยื่อ คือแทนที่จะได้ประโยชน์กลับเสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว
การเป็นเหยื่อที่ร้ายแรงกว่านั้นมาจากคำบอกเล่าของพ่อแม่เด็กว่าเวลานี้ครูเขาไม่ค่อยสอน โดยตั้งเป้าไว้ว่านักเรียนจะไปหาความรู้เอาเองจากโรงเรียนติว นักเรียนคนไหนไม่ไปเข้าโรงเรียนติวจะรู้สึกน้อยหน้าและหวาดหวั่นว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่อาจจะเครียดยิ่งกว่าลูก
ค่าใช้จ่ายในการติวไม่ใช่น้อยๆ สำหรับพ่อแม่ทั่วๆ ไป น้องคนหนึ่งเป็นหมอเล่าว่า เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเงินเดือนประมาณหมื่นบาท ต้องจ่ายค่าติวให้แก่ลูกสองคนที่เรียนในระดับประถมกับมัธยมต้นรวมแล้วกว่าเดือนละกว่าหมื่นบาท
ครูที่สอนในโรงเรียนติวส่วนหนึ่งก็คือครูประจำการนั้นเอง โดยท่านจะสอนสนุกกว่าสอนในโรงเรียนมาก หากคำบอกเล่านี้เป็นความจริง ครูเหล่านั้นน่าจะจัดเป็น ครูคนบาป
ที่เขียนมานี้เป็นการเขียนจากคำบอกเล่า ที่แสดงถึงความเสื่อมศรัทธาต่อครู โรงเรียน และระบบการศึกษา ไม่ยืนยันความแม่นยำ และขอเสนอว่าน่าจะเป็นโจทย์วิจัยระบบการศึกษา เพื่อหาความจริงและปัจจัยสาเหตุ สำหรับหาแนวทางแก้ไขทั้งในเชิงระบบ และในเชิงนโยบายสาธารณะ
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ต.ค. ๕๓
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
ที่กระผมได้ยินมามีมากกว่านั้นอีกมากมายแต่กระผมไม่ทราบข้อเท็จจริง เช่น การจัดกลุ่มเด็กเก่งแล้วให้ครูมีสอนเป็นภาษาต่างประเทศ ทั้งอังกฤษ จีน หรือเกาหลี เป็นต้น รวมทั้ง มีการจัดให้เด็กเก่งอยู่ห้องแอร์ หรือสนับสนุนแบบเรียกว่า "เอาอกเอาใจ" เพื่อการประกวด หรือรับรางวัลดีเด่นในด้านต่างๆ น่าห่วงว่าการศึกษาจะเป็น "การสร้างนักเรียนเพื่อเป็นนักบริโภคนิยมและเต็มได้อัตตา" หากเอาความบ้าและความอยากในทางสุดโต่งของอาจารย์ มาพัฒนานักเรียนและนักศึกษา อนาคตสังคมคงตกต่ำและน่าหวาดกลัวยิ่ง หรือว่า "เรากำลังจะสร้างคนที่ตายจากความเป็นมนุษย์" ไปซ้ำเติม สร้างความเสื่อมแก่ทรัพยากร เศรษฐกิจและสังคม อีกหรือครับผม ขอบอกน่าห่วงมากครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
"การสร้างนักเรียนเพื่อเป็นนักบริโภคนิยมและเต็มไปด้วยอัตตา" ขอแก้ไขครับผม
การศึกษาบ้านเราเป็นการศึกษาแบบทุนนิยม คือจงใจผลิตคนให้รับใช้โรงงานอุตสาหกรรม
หรือระบบทุนนิยมเสรี เพราะฉะนั้น การกระทำในกรอบทุนนิยม เช่นการค้าขายความรู้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ตั้งแต่อุดม ยัน อนุบาล มีทั้งกระทำอย่างเปิดเผย หรือแอบซ่อนเนื้อแท้ไว้หลายชั้น เพราะสโลแกนทุนนิยม
ก็ืคือ ใครมือยาวสาวได้สาวเอาขอรับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับกับการวิจัย เพื่อหาความจริงปัจจัยสาเหตุ และแนวทางการบริหารจัดการการศึกษาทั้งในเชิงระบบและเชิงนโยบายสาธารณะที่ควรเป็นหลักที่ชัดเจนไม่ใช่เปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เพราะการศึกษาไม่ใช่การเมืองแต่การเมืองควรเป็นตัวเร่งให้ไปถึงเป้าหมายตามศักยภาพ
และไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเพื่อสร้างกำไรซึ่งมีหลายสถานศึกษาดำเนินการได้อย่างดีบนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
แต่การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาทุกๆด้าน หากการศึกษาล้มเหลว ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีแนวโน้มล้มเหลวสูงเช่นกัน จริงหรือเปล่าครับ
เรียน อาจารย์ที่เคารพ
ขออนุญาต คัดลอกบทความของอาจารย์ print ไปให้ลูกศิษย์นักศึกษาครูที่ศึกษาศาสตร์ มช.อ่านเพื่อสะท้อนคิดนะคะ อ.นิ่มอนงค์
เรียน อาจารย์ที่เคารพ
ขออนุญาตความคิดเห็นด้วยคนครับชื่นชมได้ความรู้และวิธีคิดอย่างมากมายในผลงานของอาจารย์ครับในสังคมของวงการศึกษาของไทยในทุกระดับจิตวิญญานของความเป็นครูเริ่มเลือนหายไป ปัจจุบันครูมีด้วยกัน 2 แบบครับคือ 1.เป็นครูเพื่อยังชีพ 2.เป็นครูเพื่อศิษย์ครับ อยู่ที่เราจะเลือกเป็นแบบไหน ผมภูมืใจที่เด็กนักเรียนในโรงเรียนผมไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียนติวครับเพราะฐานะยากจน ความจนก็มีข้อดีได้นะครับ ขอบคุณครับ