ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย

ผลการเรียนรู้ครั้งที่ 11 (12/11/2553)

รายวิชา 390611 ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง (Advanced Research Methodology)

เนื้อหา : ในครั้งนี้ผมขอสรุปประเด็นความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในรายวิชา ซึ่งประเด็นความรู้ที่ผมได้รับ สามารถแบ่งได้เป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย   

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย หมายถึง การนำเครื่องมือวิจัยมาตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยหรือไม่ โดยจะต้องเหมาะสมกับลักษณะของตัวแปร และ ประชากร นอกจากนี้ จะต้องวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และมีความคงที่ของการวัด ไม่ว่าจะทำการวัดซ้ำกี่ครั้งก็ตาม

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัยมีหลายประเภท แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่สำคัญมี 2 ประการคือ

1. ความตรงของเครื่องมือ  (Validity)      ความตรงเป็นคุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่แสดงให้ทราบว่าเครื่องมือวิจัยนั้นสามารถวัดสิ่งที่มุ่งจะวัดได้  ซึ่งความตรงเป็นดัชนีที่บ่งบอกให้รู้ว่าเครื่องมือนั้น ๆ  สามารถวัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้หรือไม่  การตรวจสอบความตรงของเครื่องมือเป็นการกระทำเพื่อดูว่าเครื่องมือนั้นสามารถวัดได้ตรงตามเกณฑ์ที่ต้องการหรือไม่  เป็นคุณภาพที่จะทำให้ผลการวัดที่ได้สามารถแทนคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดได้มากน้อยเพียงใด  ความตรงแบ่งได้  3  ประเภท  ดังนี้

                     1.1  ความตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  เครื่องมือที่มีความตรงเชิงเนื้อหาเครื่องมือนั้นจะมีคำถาม  เนื้อหา  และสาระตรงตามสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระของสิ่งที่ต้องการวัดและเป็นไปตามสัดส่วนของความสำคัญในแต่ละเนื้อหาด้วย  เช่น  การวิจัยเรื่อง ความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลผู้ป่วยโรคเอดส์ของนักศึกษาพยาบาล  ผู้วิจัยสร้างข้อสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลโรคเอดส์ โดย  เนื้อหาที่ใช้ในการออกข้อสอบต้องสอดคล้องกับการพยาบาลผู้ป่วยโรคเอดส์ หากสอดคล้องก็นับว่ามีความตรงตามเนื้อหา  แต่หากคำถามที่ใช้วัดถามถึงความคิดเห็นว่านักศึกษารู้สึกอย่างไรต่อการให้การพยาบาลผู้ป่วยโรคเอดส์ ก็แสดงว่าถามไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัดคือ ความรู้ 

1.2.  ความตรงเชิงโครงสร้าง  (Construct  Validity)    เครื่องมือที่มีความตรงเชิงโครงสร้าง  เครื่องมือนั้นสามารถวัดได้สอดคล้องกับโครงสร้างหรือคุณลักษณะตามทฤษฎีของสิ่งนั้น ๆ  นั่นคือ  ต้องสร้างข้อคำถามให้มีพฤติกรรมต่าง ๆ  ตรงตามพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายของสิ่งที่ต้องการจะวัด  เช่น  แบบวัดเชาว์ปัญญาจะมีความตรงเชิงโครงสร้างจะต้องสร้างข้อคำถามให้มีพฤติกรรมต่าง ๆ  ที่วัดองค์ประกอบครบถ้วนตามทฤษฎีของเชาว์ปัญญา  ถ้าสร้างตามทฤษฎีของกิลฟอร์ดก็ต้องสร้างให้ครบทั้ง  3  มิติคือ  เนื้อหา  ปฏิบัติการ  และผลผลิต 

1.3  ความตรงเชิงสัมพันธ์กับเกณฑ์  (Criterion  Related  Validity)  เครื่องมือที่มีความตรงเชิงสัมพันธ์กับเกณฑ์  เครื่องมือนั้นแสดงถึงผลการใช้เครื่องมือทำนายพฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์เฉพาะหรือแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของเครื่องมือกับคะแนนการวัดจากเกณฑ์สัมพันธ์ภายนอก  (External  Criterion)  ที่เป็นอิสระ  เกณฑ์สัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ  เกณฑ์ปัจจุบันกับเกณฑ์อนาคตซึ่งเรียกว่า  ความตรงเชิงสภาพ  (Concurrent  Validity)  และความตรงเชิงพยากรณ์  (Predictive  Validity)

                                              1) ความตรงเชิงสภาพ  (Concurrent  Validity)  เครื่องมือที่มีความตรงเชิงสภาพ  เครื่องมือนั้นสามารถให้ผลการวัดสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของคุณลักษณะนั้นในขณะนั้น  เช่น  คนที่เก่งภาษาอังกฤษมากที่สุดในชั้นก็ควรจะสอบข้อสอบภาษาอังกฤษได้เป็นที่หนึ่ง  เป็นต้น  ในการหาความตรงเชิงสภาพนี้ต้องมีข้อมูลแทนสภาพของผู้ถูกสอบแล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาหาความสัมพันธ์กับข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือที่ต้องการหาความตรงเชิงสภาพโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันหรืออาจใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบอื่น ๆ  ความตรงเชิงสภาพนี้มีความเกี่ยวข้องกับค่าอำนาจจำแนก  (Discrimination)  ของเครื่องมือนั้น ๆ  เครื่องมือที่มีค่าอำนาจจำแนกควบคู่กันไป

                                                2)  ความตรงเชิงพยากรณ์  (Predictive  Validity)  เครื่องมือที่มีความตรงเชิงพยากรณ์  เครื่องมือนั้นสามารถบ่งบอกผลที่วัดในขณะนั้นได้ถูกต้องตามสภาพที่แท้จริงในอนาคต  ในการหาความตรงเชิงพยากรณ์หาโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของเครื่องมือวัดกับคะแนนเกณฑ์สัมพันธ์ซึ่งจะปรากฎในอนาคต  เช่น  เกณฑ์สัมพันธ์จากแบบวัดความถนัดทางการปฏิบัติการพยาบาล จะสัมพันธ์กับ คะแนนผลการปฏิบัติการพยาบาล  ซึ่งการคำนวณหาความตางเชิงพยากรณ์จะต้องอาศัยเวลาเพราะคะแนนของเครื่องมือวัดกับเกณฑ์สัมพันธ์ได้มาคนละเวลากัน  วิธีการคำนวณ  คำนวณได้จากการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันหรืออาจใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบอื่น ๆ

2. ความเที่ยงของเครื่องมือ  (Reliability)   ความเที่ยงเป็นคุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่แสดงให้ทราบว่าเครื่องมือนั้นสามารถให้ผลการวัดคงที่แน่นอน  ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม  เครื่องมือวิจัยที่มีความเที่ยงสูงจะสามารถให้ผลการวัดได้อย่างคงเส้นคงวา  (Consistency)  นั้นคือ  เมื่อนำเครื่องมือนั้นไปเก็บรวบรวมข้อมูลหรือสอบวัดกับกลุ่มตัวอย่างกี่ครั้งก็ตาม  ผลที่ได้จะเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับค่าเดิม 

3. ความยากง่าย และ อำนาจจำแนก (Difficulty and Discrimination)  เป็นคุณภาพของรายการหรือข้อคำถามของเครื่องมือการวิจัยที่เป็นแบบทดสอบ 

ความยากง่าย (Difficulty) จะคำนวณจากอัตราส่วนระหว่างผู้ตอบถูกกับจำนวนคนทั้งในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ  ค่าความยากง่าน หรือ ค่า P  มีค่าอยู่ระหว่าง 0.00 – 1.00 ถ้าค่า P เข้าใกล้ 0.00 หมายความว่า ข้อสอบยาก  ถ้าเข้าใกล้ 1.00 แปลว่าข้อสอบง่าย โดยค่าที่ P ที่ยอมรับได้อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80

อำนาจจำแนก  (Discrimination)เป็นการจำแนกแยกแยะระดับหรือการจัดกลุ่มตัวย่างที่จะทำการศึกษาออกเป็นกลุ่มๆ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มที่ทำได้ กับกลุ่มที่ทำไม่ได้     หรือ กลุ่มที่ตอบได้ตามเกณฑ์ กับ กลุ่มที่ตอบได้ต่ำกว่าเกณฑ์  อำนาจจำแนก หรือ ค่า r จะมีค่าอยู่ระหว่าง -1.00 ถึง+1.00 ถ้าค่า r เข้าใกล้  0.00 จะมีค่าอำนาจจำแนกต่ำ ถ้าค่าเป็น 0.00 แสดงว่าไม่มีอำนาจจำแนก แต่ถ้าเข้าใกล้ 1.00 มีอำนาจจำแนกดีมาก ถ้าติดลบ แสดงว่าไม่สามารถจำแนกได้

4. ความเป็นปรนัยของเครื่องมือ (Objectivity)  มีความสำคัญมากสำหรับเครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบ โดยจะมีความครอบคลุมคุณลักษณะสำคัญ คือ ความชัดเจนของคำถาม ที่จะต้องเข้าใจง่ายอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน   การตรวจให้คะแนนตรงกันไม่ว่าผู้ใดตรวจ และ การแปลความหมายของคะแนนจะต้องตรงกัน ซึ่งโดยทั่วไปแบบทดสอบปรนัยจะมีความเป็นปรนัยสูงกว่าแบบสอบอัตนัย

5. ความมีประสิทธิภาพของเครื่องมือ  (Efficiency)  หมายถึง  เครื่องมือสามารถนำมาใช้ในการเก็บรวบรวมได้ตรงตามจุดมุ่งหมาย และมีความคุ้มทุนเช่น ใช้เวลาน้อย ใช้งบประมาณน้อย คงทนและใช้งานได้ยาวนาน เป็นต้น

6. คุณลักษณะอื่นๆ ของเครื่องมือ  ได้แก่  ความไว หรือ ความละเอียดในการวัด เช่น แบบมาตรส่วนประมาณค่า กับ แบบวัดที่มีลักษณะใช่ ไม่ใช่    ความเป็นมิติเดียว คือ สามารถวัดมิติของตัวแปรได้ชัดเจนไม่มีการซ้ำซ้อน และ ง่ายต่อการใช้ คือ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก