จากโครงการศึกษาเรื่องบทเรียนและความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ตามหลัก BBL ในระดับอนุบาลและช่วงชั้น ๑ โดย ดร.เลขา ปิยะอัจฉริยะ และคณะ ที่ติดตามการปฏิบัติของโรงเรียนในโครงการ ๑๒ แห่ง ใน ๖ จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ ๔ ภูมิภาค เป็นเวลา ๑ ปีการศึกษาพบว่า นักเรียนรักการอ่านมากขึ้น มีทักษะการคิดวิเคราะห์ดีขึ้น และกระตือรือร้นอยากมาโรงเรียนอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจัยความสำเร็จ
- ปัจจัยส่วนบุคคลที่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่สำคัญ คือ ครู เพราะนักเรียนจะปรับวิธีเรียนของตัวเองตามวิธีสอนของครู
- ครูทุกคนที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมใจกันจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวคิด BBL ที่ทางสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ วางไว้ให้ โดยใช้สื่อและหนังสือของโครงการเป็นสื่อการเรียนรู้หลัก
ปัจจัยความเสี่ยง
- ทำเพราะมีคำสั่ง
- ความรู้จากประสบการณ์สั่งสมอยู่ที่ตัวบุคคล ไม่ได้อยู่ที่ระบบ
- ไม่มีความจำขององค์กร
- ขาดความเข้าใจ และความศรัทธาในงานที่ทำ
ข้อเสนอแนะ
- ควรมีการปฏิบัติในทิศทางเดียวกันทั้งโรง
- สร้างความจำให้องค์กรด้วยการจัดเวลาให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
- พัฒนาระบบสารสนเทศของโรงเรียนให้กลายเป็นฐานข้อมูล ความรู้ ความจำขององค์กร
- สร้างระบบครูพี่เลี้ยง
- ทำงานร่วมกับผู้ปกครอง
- นำแผนการสอน และการจัดกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนในโครงการมาวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นแนวทางที่ถูกต้อง อะไรที่ต้องปรับแก้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ประเด็นที่ทุกคนรอเฝ้าติดตามก็คือ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด BBL ให้ผลสัมฤทธิ์เช่นไร ความสุขของผู้เรียน กับ ผลการเรียนรู้ผันแปรตามกันหรือไม่
นอกจากงานวิจัยบทเรียนและความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ตามหลัก BBL ในระดับอนุบาลและช่วงชั้น ๑ แล้ว ทางโครงการฯ ยังได้จัดทำงานวิจัยอีกหลายชิ้น เพื่อวัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ได้แก่
งานวิจัยเรื่องแบบทดสอบและประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษและทัศนคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด BBL ของนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ โดยรศ. อรุณี วิริยะจิตรา และคณะ มีผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้
๑. เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้ เป็นการทดสอบกับนักเรียนในช่วงชั้นที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง ๗ -๙ ปี ยังต้องการระยะเวลาหนึ่งในการเรียนภาษา และเด็กในวัยนี้ยังมีอัตราการรับภาษาที่ช้าเร็วแตกต่างกัน ดังนั้น การทดสอบกับเด็กในวัยนี้ อาจไม่ได้ผลตามความสามารถที่แท้จริง สอดคล้องกับข้อมูลของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (๒๐๐๔) ที่รายงานว่า เด็กที่เข้าสอบระดับ Starters ทั่วโลก มีอายุเฉลี่ย ๙.๕ ปี และระดับ Movers มีอายุเฉลี่ย ๑๐.๖ ปี
การวัดผลสัมฤทธิ์ในครั้งนี้ ใช้แนวความคิดของเคมบบริดจ์ โดยใช้เนื้อหาไวยากรณ์ของแบบเรียนชุด see – saw ที่ใช้ในโรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการฯ เมื่อพิจารณาตามระดับแบบทดสอบ พบว่า นักเรียนสามารถทำข้อสอบเชิงรับได้มากกว่าเชิงรุก
จากแบบทดสอบด้านการอ่านและเขียนระดับตัวอักษร (Productive Skills) ระดับ Starters ซึ่งมีลักษณะการให้ผสมตัวอักษรให้ตรงกับรูปภาพ จะเห็นได้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ผสมคำได้เฉพาะในคำที่มีอักษร ๓ ตัว โดยนักเรียนจะรู้ว่าคำคำนั้นขึ้นต้นด้วยตัวอักษรใด
ขณะเดียวกันคะแนนเฉลี่ยการอ่าน (Receptive Skills) ในระดับประโยคของข้อสอบระดับ Starters เป็นข้อสอบให้ใส่เครื่องหมายถูกหรือผิด และข้อสอบเลือกตอบ Yes หรือ No ซึ่งนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ ๖๑.๘๐ สำหรับการอ่านระดับปริเฉทของข้อสอบระดับ Movers ซึ่งข้อสอบเป็นบทสนทนาต่อเนื่อง นักเรียนเลือกคำตอบจาก ๓ ตัวเลือก นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย ๔๑.๐๘
สำหรับคะแนนความสามารถในการอ่านและเขียน (Productive Skills) ระดับ Starters และความสามารถด้านระดับภาษา (ระดับประโยคและระดับปริเฉท) ระดับ Movers นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ ๐.๗๕ ซึ่งสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยข้อสอบในระดับประโยคซึ่งได้ร้อยละ ๐.๖๓ เพราะในระดับปริเฉทนักเรียนเลือกคำที่ให้มาเติมในเรื่องให้สมบูรณ์ ในขณะที่ระดับประโยคนักเรียนต้องคิดคำเองโดยดูจากภาพซึ่งต้องใช้ความคิดวิเคราะห์มากกว่า
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าคะแนนเฉลี่ยการอ่านและการเขียนระดับปริเฉทในข้อสอบระดับ Starters และ Movers ซึ่งเป็นข้อสอบที่ให้นักเรียนคิดและเขียนคำตอบเอง คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ ๐.๗๕ แสดงว่านักเรียนไม่สามารถทำข้อสอบ Productive Skills ที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์สูงไม่ว่าข้อสอบจะอยู่ในระดับใด
๒. ทัศนคติที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด BBL ประสบความสำเร็จในด้านของการสร้างทัศนคติ เนื่องจากทัศนคติที่ดีจะทำให้นักเรียนมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ และแรงจูงใจในการเรียนรู้มีผลต่อการเรียนรู้
สรุปคือ นักเรียนมีทัศนคติดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมีการเรียนรู้โดยใช้ภาพ เกม เพลง ที่ทำให้เด็กสนุก ได้เคลื่อนไหวร่างกาย แต่ความสามารถทางภาษา โดยเฉพาะในเรื่องการส่งสาร คือการเขียน และพูด ยังต้องพัฒนาต่อไป
ขอบคุณค่ะ..ชัดเจนขึ้นมากในวิธีการที่เป็นรูปธรรมนี้..
"สรุปคือ นักเรียนมีทัศนคติดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมีการเรียนรู้โดยใช้ภาพ เกม เพลง ที่ทำให้เด็กสนุก ได้เคลื่อนไหวร่างกาย แต่ความสามารถทางภาษา โดยเฉพาะในเรื่องการส่งสาร คือการเขียน และพูด ยังต้องพัฒนาต่อไป"