แต่ละการแสดงสามารถจุดประกายเชื่อมโยงไปความรู้ไปยังเรื่องมุกและกลยุทธ์เพื่อการทำงานได้l
ผมได้มีโอกาสดู VCD คอนเสิร์ต ”คุณพระช่วยสำแดงสด 2 ตอน แผ่นดินทอง” เมื่อ 2-3 วันก่อน รู้สึกประทับใจกับการแสดงที่เชื่อมโยงการแสดงระหว่างยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน เรียกได้ว่าเด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี เป็นศิลปการแสดงที่ใช้เชื่อมโยงเกือบทุกศาสตร์การแสดงไว้อย่างรอบด้าน รูปแบบการแสดงไม่ต้องพูดถึงเพราะแทบไม่มีที่ติ ดังนั้นบันทึกนี้จึงไม่อยากจะเล่าอะไรมากเกี่ยวกับบรรยากาศการแสดง แต่สิ่งที่ผมจะนำเสนอในบันทึกนี้คือ การจุดประกายเชื่อมโยงความรู้ไปยังมุกและกลยุทธ์เพื่อการทำงานในองค์กรจากการดูคอนเสิร์ตนี้

จะเห็นว่าการทำงานของพิธีกรเข้าขากันอย่างลงตัว รับส่งมุกได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเล่นมุกกันแรงๆ แต่ก็ไม่โกรธกัน เปรียบได้กับการทำงานในองค์กรที่ต้องทำงานเป็นทีม รู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ทั้งของเราและของเพื่อนร่วมงาน เหมือนกับการรับส่งมุกกัน การทำงานอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง พูดจาอาจไม่เข้าหู แต่สิ่งที่ทุกคนทำคือเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กร

การแสดงที่เรียกความฮือฮาสุดทึ่งที่ผมรู้สึกคือ การประชันระนาด ที่ทั้งสองคนรับส่งมุกกันได้อย่างลงตัว ถ้าเป็นการประชันกันจริงๆ โชว์นี้จะเป็นการแสดงความสามารถแฉพาะตัวและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีทีเดียว เปรียบเหมือนกับการทำงานที่ Peter Senge ได้กล่าวไว้ในหนึ่งในองค์ประกอบ 5 Discipline นั่นคือ Personal Mastery คือทุกคนต้องมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ ฝึกฝนตนเองให้รับกับสถานการณ์ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน รูปแบบการทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด การทำงานต้องปรับใช้ให้เหมาะสมตามบริบทที่ การแก้ปัญหาวันนี้ กับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมนี้ อาจใช้ไม่ได้กับแก้ปัญหาในวันอื่นๆ กับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมอื่นๆ ก็ได้


โชว์ที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีมที่ชัดอีกโชว์หนึ่งคือ การแสดงของคณะประสานเสียงสวนพลู ดีกรีรองแชมป์โลกการร้องประสานเสียง จะเห็นว่าหัวหน้าคณะ Conductor ได้ดึงศักยภาพของแต่ละคนมาผสมผสานกันให้เกิดเสียงดนตรีหรือเลียนเสียงต่างๆ ได้ไพเราะและเป็นธรรมชาติ เปรียบเสมือนการเป็นผู้นำในองค์กรที่ต้องดึงศักยภาพของคนในทีมให้เหมาะกันงาน ดังคำที่ว่า “Put the Right Man on the Right Job” ผู้นำพัฒนาคิดค้นเชื่อมโยงการทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง นำจุดแข็งที่เรามีอยู่ทำให้แปลกใหม่ไปสู้กับเขา จากโชว์ดังกล่าวจะเห็นว่าหัวหน้าคณะได้ใช้เพลงพื้นบ้านของไทยมาประยุกต์ใช้ ซึ่งต่างจากคณะอื่นๆที่เข้าประกวดด้วยการใช้เพลงที่ร้องตามโบสถ์คริสต์ หรือเพลงที่ได้ยินกันทั่วไป คนที่อยู่ในทีมต้องไว้วางใจผู้นำ รู้หน้าที่ของตนเอง สอดรับประสานงานกับเพื่อนให้ลงตัวพอดี ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด สนุกกับการทำงาน


การแสดงที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากที่สุดเห็นที่ต้องยกให้กับ จำอวดหน้าท่านของ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ โย่ง พวง นง มองเผินๆ ก็เหมือนการเล่นมุกทั่วๆ ไป ที่หยิบเอาความต่างๆ ความเข้าใจผิดมาใช้ สิ่งที่ผมรู้สึกได้เต็มๆ กับโชว์นี้คือ เรื่องการติดต่อสื่อสาร จะเห็นว่าโชว์นี้เล่นกับเรื่องการสื่อสารค่อนข้างมาก เช่น ส้มตำใส่จาน แบ่งกล้วยครึ่งหวี เป็นต้น เปรียบเหมือนกับการทำงานในองค์กรที่ต้องพบและประสานงานกับ เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า การสื่อสารต้องสื่อสารจากมุมมองของผู้รับสารในลักษณะของภววิสัย สื่อสารด้วยความเป็นกลาง ไม่อคติ ไม่ตัดสิน (ผมเคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องภวิสัยไว้ที่ “อัตวิสัย/ภววิสัย – ตัวกูของกู/ใจเขาใจเรา : http://gotoknow.org/blog/attawutc/317635”)


การแสดงที่เรียกความซาบซึ้งของผู้ชมได้มากที่สุดคือ การเล่นเปียโนของน้องติ๊ก หญิงสาวผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน ร่วมกับการร้องเพลงของน้องตั๊กสาวผู้มีความบกพร่องทางสายตา ผมไม่อยากเรียกทั้งสองว่าผู้พิการเลยเพราะเขาทั้งสองคือคนปกติและมีศักยภาพ แต่อาจจะมีสภาพทางร่างกายไม่เหมือนเราเท่านั้นเอง การแสดงของทั้งสองสอดคล้องกลมกลืนไพเราะมาก เปรียบเทียบกับการทำงานของเราที่มีทรัพยากรจำกัด เราต้องหาทางบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประสิทธิผลออกมาให้ได้สูงสุด คนทำงานต้องฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญ ความแตกต่างของแต่ละคนไม่ใช่อุปสรรคการทำงาน


ยังมีอีกหลายการแสดงที่ผมไม่ได้กล่าวถึง ผมเชื่อว่าแต่ละการแสดงสามารถจุดประกายเชื่อมโยงไปความรู้ไปยังเรื่องมุกและกลยุทธ์เพื่อการทำงานได้อีกมาก โดยเฉพาะการบริหารแบบ Soft Skill ซึ่ง VCD/DVD คอนเสิร์ตนี้ผมคิดว่าน่าจะนำไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานในเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร โดยอาจใช้หลัก AAR (After Action Review) หลังจากที่ได้ดูคอนเสิร์ตนี้จบลง หรือเลือกดูเป็นตอนๆ ตามชนิดของการแสดงก็ได้
สวัสดีค่ะ
สุดยอดมากครับ ผมก็ดูเหมือนกัน แต่ก็ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้เอามาดูเป็นองค์ความรู้เลย
นี่แหละน้า เค้าถึงบอก สองคนยลตามช่อง คนหนี่งเห็นโคลมตม อีกคนเห็นดาวสุกประกาย