มีคนวุ่นวายเกิดขึ้นเล็กน้อย เมื่อหลายคนแยกย้ายกันเดินดูสินค้า ร้านปลอดภาษี บ้างก็เก็บรูปไปเรื่อย หมวกเขียวจึงร่วมตัวไม่ได้
สนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงของวันหยุดติดต่อ ผู้คนมากมายที่ออกเดินทางสู่ต่างประเทศ
 
"รีบไปที่ตรวจหนังสือเดินทางนะคะ วันนี้คนเยอะมาก" น้องหางแดงบอกหลังจากที่เราเชคอิน ทำให้หลายคนผิดหวังที่ไม่มีโอกาส ได้ไปเดินดูบรรยากาศอย่างที่ตั้งใจกันไว้
 
    โอเชียลสไมด์ เป็นบริษัททัวร์ที่เราเลือกเดินทางด้วย มีน้องไกด์สองคนมารอต้อนรับ และแจกอุปกรณ์ที่อาจจะต้องใช้ อันได้แก่ เสื้อกันฝน หมวกแก๊ป พวกเราจึงใช้หมวกแก๊ปเขียวเป็นสัญญลักษณ์กรุ๊ฟเรา ในขณะที่อีกกรุ๊ฟบริษัทเดียวกันใช้สีฟ้า
 
      มีคนวุ่นวายเกิดขึ้นเล็กน้อย เมื่อหลายคนแยกย้ายกันเดินดูสินค้า ร้านปลอดภาษี บ้างก็เก็บรูปไปเรื่อย หมวกเขียวจึงร่วมตัวไม่ได้
 
      "พี่อย่าทิ้งหนูนะ" มีน้องคนหนึ่งบอก แต่..ตอนนี้ ไม่รู้ใครอยู่ที่ไหนกันบ้าง พอรวมกันได้ สี่ห้าคน ก็ต่างวิตกกันว่า มาถูก gate รึป่าว ทำไม หางแดงจึงจอดอยู่ตรงนั้น เราต้องไปประตูนั้น แม้จะมีเสียงบอกว่า "ลำนั้นไปฮ่องกง" ก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อกัน
 
       กลุ่มที่มารอเดินทางไปย่างกุ้ง ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ฟทัวร์ สี่-ห้าคณะ รวมตัวกันเองบ้าง เดินทางกับบริษัททัวร์บ้าง
        "ไปที่ไหนก็เจอ แต่..อิสาน"
         แม้จะดั้นด้นมาไกลถึงภาคกลาง ก็ยังเจอคณะครูที่มาจากมหาสารคาม กรุ๊ฟนี้ละที่เราต้องเดินทางไปด้วยกัน ไปที่ไหนก็คงเจอกันตลอดเส้นทางการท่องเที่ยว "ไม่ได้ พูดกลาง อีกแระ"
 
             เราใช้เวลาเดินทาง ประมาณ ชั่วโมง สี่สิบห้านาที ก็มาถึงสนามบินมิงกาลาดง เมืองย่างกุ้ง ดูไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ก็มีความโออ่า และเอกลักษณ์ของตน
              ที่นี่..เรามีไกด์ท้องถิ่น มาต้อนรับ เป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติคือต้องมีไกด์ท้องถิ่นติดตามไปด้วย แต่....ดูเหมือนเราต้องมาซื้อทัวร์อีกครั้งกับบริษัทของพม่า
 
              น้องไกด์พม่าของเรา ชื่อ แก้ว ไกด์คนไทย ชื่อ น้องโอม น่ารักและบริการดีมาก น้องโอมบอกว่า "ชอบกินผู้ชาย"
              พวกเราได้ย่ามพม่ากันคนละใบจาก ไกด์แก้ว ทำให้ ย่ามกลายเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เป็นสัญญลักษณ์ของกรุ๊ฟเรา
 
               รถโค้ชปรับอากาศที่ไม่ค่อยเย็นเจี๊ยบนัก พาเรามุ่งหน้าออกนอกเมืองสู่เมืองหงสาวดี
 
              ไกด์แก้ว นำเงิน จ๊าดมาให้พวกเรา แลก เริ่มต้นที่ คนละ 1 พันบาท ได้มา 25000 จ๊าด ได้แบงค์พันมาทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการนับ แต่พอจะจ่ายกลับไม่ค่อยสะดวก เพราะเงิน สองหมื่นห้า หมดไปกับการทำบุญ ใส่บาตรพระสงฆ์ที่วัดแห่งหนึ่ง ที่มีพระมาเรียนหนังสือจำนวนเยอะมาก
               9 โมงของพม่า ซึ่งเมืองไทยประมาณ 9 โมงครึ่ง ยังเห็นพระสงฆ์เดินบิณฑบาต และยังใส่บาตรด้วยปัจจัยเงินได้ด้วย
                พอเริ่มเรียนรู้ ก็เริ่มของแลกแบงค์ย่อย ได้แบงค์ 500 จ๊าดมา ซึ่งไกด์บอกว่า เล็กกว่านี้ก็ไม่มีใครอยากได้แล้ว แปลกดี ดูเหมือนเป็นกลยุทธ์ของไกด์อย่างหนึ่ง เรื่องการสนับสนุนและเชียร์ให้ทำบุญ พอทำบุญเสร็จก็ต้องทำทานด้วย การทำทานของไกด์บอกว่า เป็นการทำนอกวัด ทานให้ผู้ไม่มี

 "วัดพระธาตุมุเตา"   

              ไกด์แก้วบอกว่า มาพม่า ทำบุญเยอะๆเลย เพราะเงินที่เราทำบุญได้ถูกนำไปใช้ในการบูรณะวัดจริงๆ
 
             เจอฝนเล็กน้อยระหว่างการเดินทาง ทำให้เกิดปัญหาการถอดรองเท้าเดิน เพิ่งรู้ว่า การถอดรองเท้าเดิน มีความสุขมาก ทั้งร้อน ทั้งแฉะ ทั้งถนนที่ขรุขระ รู้สึกชื่นชม พม่าที่ยังสามารถรักษาสิ่งนี้เอาไว้ ในเรื่องการให้นักท่องเที่ยวถอดรองเท้า
 
             ระหว่างออกนอกเมือง ผ่านโรงงานต่างๆมากมาย มีอนุสาวรีย์ผู้กล้าด้วย ลักษณะเหมือนที่เมืองกาญจน์ เกือบทุกอย่าง
             ข้างทาง มีร้านอาหารเล็กๆตลอดทาง เราเดินทางผ่านเส้นทางสู่เมือง "เนปิดอว์"เมืองหลวงใหม่ของพม่าด้วย ถนนกว้างมาก
 
              เวลาในพม่า ช้ากว่าเมืองไทย สามสิบนาที เราก็ยังได้กินข้าวเที่ยงช้ากว่าเมืองไทย อีกเกือบชั่วโมง เนื่องจากสถานที่แวะเที่ยวค่อนข้างเยอะ
 
 พระราชวังบุเรงนอง
 
          ที่เมืองหงสาวดี เราได้เข้าชม พระราชวังบุเรงนอง ไหว้พระธาตุมุเตา ใส่บาตรพระสงฆ์ ที่วิทยาลัยสงฆ์ และทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหาร เจ้าสัว อาหารอร่อยรสชาดคล้ายเมืองไทย  มีน้ำพริกกุ้งปุ่น ที่ดูเหมือนว่า เป็นอาหารแนะนำ ทำให้บางคนได้กินข้าวคลุกน้ำพริกกุ้งป่น เพราะอาหารออกช้ามาก
อาหารร้านเจ้าสัว เมืองหงสาวดี
 
หลังจากที่เก็บสถานที่ไฮไลต์ของเมืองหงสาแล้ว เราก็มุ่งหน้าออกนอกเมืองหงสาวดี เพื่อเดินทางสู่ คิมปูนแค้มป์(เชิงเขาไจ๊เที่ยว) เพื่อสักการะพระธาตุอินทร์แขวน