บริบทการวิจัย PAR จากวิธีนำไปใช้ที่หลากหลาย
การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมหรือการวิจัยแบบ PAR ในปัจจุบันนี้ ทั้งโดยการมีประสบการณ์ของเครือข่ายดำเนินการอย่างจริงจังและหลากหลายมากขึ้นในประเทศ รวมทั้งการมีความก้าวหน้ามากขึ้นของการพัฒนาทางระเบียบวิธี ก็ทำให้เป็นการวิจัยที่ได้มีการนำไปใช้ในขอบเขตที่กว้างขวางมากกว่าการวิจัยโดยทั่วไปในอดีต ครอบคลุมและหลากหลายแนวทางปฏิบัตินับแต่ในสังคมวิชาการจนถึงกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งถ้าหากมองผ่านพรมแดนความเป็นภาคีวิชาการ ภาครัฐ ชุมชนและภาคประชาสังคมในท้องถิ่น กับองค์กรพัฒนาเอกชนและธุรกิจเอกชน ก็จะเห็นการนำการวิจัย PAR ไปใช้ในเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
๑ เป็นวิธีพัฒนาเครือข่ายบูรณาการกลุ่มวิชาการเข้ากับชุมชนและกลุ่มประชาชน : กระบวนการวิจัยแบบ PAR สามารถนำไปใช้ทำงานภาคสนามของกลุ่มนักวิจัยที่มีความใส่ใจต่อปัญหาพื้นฐานในวิถีชีวิตของชุมชนต่างๆ ทำให้นักวิจัยและนักวิชาการที่มุ่งทำงานเชิงสังคม ใช้การวิจัยแบบ PAR ให้เป็นวิถีวิชาการเพื่อออกไปเชื่อมโยงและเสริมกำลังความรู้และกำลังทางวิชาการให้กับภาคประชาชนในกลุ่มที่เป็นความสนใจของตนเอง
๒ เป็นเครื่องมือทำงานของเครือข่ายผู้นำชาวบ้านในพื้นที่ : เนื่องจากคุณลักษณะของการวิจัยแบบ PAR จะมีความบูรณาการ ๓ มิติ CER อยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น นอกจากแก้ปัญหาทางการปฏิบัติได้แล้ว ก็จะทำให้การรวมตัวกันของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชาวบ้านได้พัฒนาการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมและการได้ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่มีประสบการณ์หลากหลาย กลุ่มประชาชนและนักวิจัยแนวประชาคม จึงมีการนำเอาการวิจัยแบบ PAR ไปดำเนินการเพื่อเป็นโอกาสพัฒนาพลเมืองและสังคมเข้มแข็งในชุมชน เสริมสร้างศักยภาพปัจเจกผู้มีจิตสาธารณะและส่งเสริมความตื่นตัวของชุมชนต่อการพึ่งตนเองในการแก้ปัญหา ทำให้ผู้นำชุมชนที่มุ่งใช้วิธีปรึกษาหารือ ชี้แจงให้เกิดความร่วมมือจากความรู้ความเข้าใจ มีเครื่องมือและวิธีทำงานสาธารณะในชุมชน
๓ เป็นเครื่องมือทำงานของ NGOs แนววิชาการ : โดยมากแล้ว ภาพของ NGOs ในอดีตทั้งของประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกก็คือ องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นภาคส่วนสังคมที่มุ่งสร้างความเป็นสาธารณะด้วยจุดยืนที่ตรงข้ามกับภาครัฐ ดังนั้น ความเป็นองค์กร NGOs จึงมักนำไปสู่การผุดภารกิจล้อไปกับแนวนโยบายของรัฐบาลและคอยตรวจสอบ ถ่วงดุล หรืออยู่ฝ่ายประชาชนและเรียกร้องสิ่งต่างๆจากรัฐญบาลในฐานะเป็นฝ่ายตรงข้าม
ทว่า สถานการณ์สังคมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กล่าวคือ คนชั้นกลางและปัจเจกผู้มีจิตสาธารณะในภาคเอกชน นอกจากจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแล้วก็มีวิถีทรรศนะและแนวทางการปฏิบัติต่อความเป็นส่วนรวมที่แตกต่างจากในอดีต อีกทั้งเกิดการพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมที่หลากหลาย ทำให้ไม่จำเป็นต้องผลักดันสิ่งที่ต้องการผ่านกลไกและองค์กรของภาครัฐอย่างเดียว ซึ่งการวิจัยแบบ PAR ก็จะเป็นเครื่องมือและวิธีทำงานเพื่อเคลื่อนไหวกิจกรรมการปฏิบัติตามแนวทางที่ NGOs แนววิชาการดังกล่าวให้ความสนใจ ดังนั้น จึงเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นวิชาการและเพิ่มบทบาทที่แตกต่างออกไปขององค์กรภาคประชาสังคม
๔ เป็นวิธีระดมความร่วมมือและบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม : ความนิยมในการริเริ่มและนำเอาการวิจัยแบบ PAR ไปใช้แก้ปัญหาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ ใช้เป็นกระบวนการระดมผู้คนและถักทอชุมชนเข้าสู่โครงสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงการเรียนรู้ อีกทั้งเป็นการเรียนรู้ที่เสริมพลังปฏิบัติ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาคน สร้างกลุ่มจัดการตนเองด้วยวิธีคิดและวิถีปฏิบัติด้วยความร่วมแรงร่วมใจกัน กระทั่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ตามที่ต้องการ ซึ่งแนวดำเนินการดังกล่าวนี้ การวิจัยแบบ PAR ก็จะมีลักษณะเป็นนวัตกรรมเพื่อการจัดการความรู้และบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม
จะเห็นได้ว่า การวิจัยแบบ PAR นั้นมีการนำไปใช้ในหลายลักษณะ อีกทั้งส่วนใหญ่ก็จะแพร่หลายออกไปนอกวงสังคมวิชาการสู่ภาคสังคม จึงทำให้งานวิจัยแบบ PAR เป็นจำนวนไม่น้อย มีความแพร่หลายและเกิดความก้าวหน้าในภาคปฏิบัติมากกว่าในวงวิชาการเสียอีก
ความรู้จากการวิจัย PAR กับการวิจัยแบบทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การวิจัยแบบ PAR จะเป็นที่นิยมในการนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาและส่วนใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับแพร่หลายอยู่ในหมู่ชาวบ้านและนักวิชาการแนวมุ่งปฏิบัติ ซึ่งเมื่อนำเอาความเป็นการวิจัย ไปพิจารณาร่วมกับการวิจัยในกระแสหลัก ก็มักจะนำไปสู่การเปรียบเทียบและพิจารณาด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน ซึ่งก็จะให้ภาพสะท้อนที่กล่าวโดยสรุปได้ว่า การวิจัยแบบ PAR เป็นงานที่มุ่งเน้นการปฏิบัติแก้ปัญหาโดยความรู้ของชาวบ้านและกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น จึงมุ่งใช้ระเบียบวิธีที่ง่าย ความรู้ การวิเคราะห์ ตลอดจนการนำเสนอ ก็มุ่งทำให้ง่าย เป็นกิจกรรมพัฒนามากกว่าจะเรียกว่าเป็นการวิจัย
ในทรรศนะผู้เขียนแล้ว การเปรียบเทียบมิติเดียวและด้วยเกณฑ์เดียวกันดังกล่าวนี้ นอกจากจะไม่ถูกต้องแล้ว ก็กลายเป็นการนำเอาด้านที่หนักแน่นเข้มแข็งของการวิจัยแบบทั่วไป มาเปรียบกับด้านที่ไม่ใช่จุดเน้นของการวิจัยแบบ PAR อีกทั้งละเลยด้านที่เข้มแข็งหนักแน่นของการวิจัยแบบ PAR
ด้วยเหตุนี้ การแสดงให้เห็น CER ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการที่บูรณาการอยู่ในความเป็นการวิจัยแบบ PAR เท่านั้น จึงจะสามารถช่วยอธิบายและช่วยขยายโลกทรรศน์ไปยังความรู้เชิงบริบทในการวิจัยแบบ PAR ซึ่งถ้าหากนำเอาแง่มุมนี้มาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนของการวิจัยแบบอื่นและการวิจัยแบบดั้งเดิมก็จะไม่สามารถตอบโจทย์การวิจัยที่ต้องการได้เช่นกัน ทั้งนี้ นอกจากจะเนื่องด้วยทรรศนะพื้นฐานต่อความรู้และความจริงอันเป็นที่ยอมรับของการวิจัยแบบ PAR นั้น อยู่ในวิธีคิดคนละชุดของการวิจัยแบบทั่วไปแล้ว จุดมุ่งหมายและการสนองตอบต่อปัญหาที่ให้ความสนใจ รวมทั้งความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับชุมชนและสังคมของการวิจัยแบบ PAR กับการวิจัยแบบทั่วไป ก็แตกต่างกัน ดังจะขยายความให้เห็นดังภาพต่อไปนี้

องค์ความรู้และภูมิปัญญาปฏิบัติในงานวิจัย PAR
จากภาพ ด้านซ้ายมือของผู้อ่านเป็นรูปหนังสือตำราซึ่งแทนความรู้เรื่องแกงส้มที่สร้างขึ้นโดยการวิจัยแบบทั่วไป อีกทั้งนำมาบันทึกและต้องจัดการความรู้ด้วยพิธีกรรมดังเป็นที่คุ้นเคยกันทั่วไปคือการอ่าน คิด และสร้างความรู้ความเข้าใจ ส่วนด้านขวามือ เป็นแกงส้มที่สามารถกินได้และเป็นแกงส้มจากการทำได้จริง เมื่อหิวและกิน นอกจากได้บรรลุจุดหมายของการกิน คือ อิ่มอร่อยแล้ว ก็ได้รู้จักแกงส้มด้วยตนเองอย่างซาบซึ้ง
หากมีคน ๒ กลุ่มวิจัยสร้างความรู้และจัดการความรู้ต่างกัน ๒ แบบ ซ้ายขวา ความรู้แบบด้านซ้ายก็จะยิ่งเพิ่มพูนรอบด้านมากขึ้น ผู้คนสามารถรอบรู้และจินตนาการเกี่ยวกับแกงส้มได้ต่างๆนานาๆ ทว่า นอกจากความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารรอบด้านเกี่ยวกับแกงส้มแล้ว ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าแกงส้มเป็นอย่างไรและความอร่อยของแกงส้มอันแท้จริงนั้นมีรสชาติเป็นอย่างไร
ต่างจากภาพด้านขวามือ เมื่อแกงส้มและนำมารับประทานกันแล้วก็ได้บรรลุจุดหมายของการทำอาหารและแกงส้ม อีกทั้งรู้วิธีที่จะผลิตแกงส้มให้อร่อยอย่างเดิมขึ้นมาได้อีกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าความรู้ด้านซ้ายมือจะพรรณาไปอย่างไร ความรู้จริงและบทเรียนจากประสบการณ์ปฏิบัติด้านขวามือประการเดียวเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาและตอบโจทย์ในสถานการณ์นี้ได้อย่างแท้จริง การวิเคราะห์และพิจารณาที่ระดับนี้ก่อนจึงจะเห็นพลังความรู้ปฏิบัติในการวิจัยแบบ PAR
แง่มุมใหม่เพื่อพิจารณาความรู้จากการวิจัย PAR กับการวิจัยแบบทั่วไป
ความสำคัญของความรู้และการวิจัยแบบ PAR จึงไม้ได้อยู่ที่ระดับการเปรียบเทียบผลการวิจัยด้วยความรู้ชนิดเดียวกัน ทว่า จะอยู่ที่ลักษณะของปัญหาและโจทย์การวิจัยว่าจะต้องตอบด้วยความรู้ในวิถีปฏิบัติ หรือต้องตอบด้วยความรู้พื้นฐานเพื่อสร้างการอธิบายให้เข้าใจ หากต้องการแก้ปัญหาปฏิบัติและมุ่งปรับปรุงระดับคุณภาพแห่งชีวิต แต่ใช้กระบวนการวิจัยที่ไม่ได้ตอบผ่านการปฏิบัติ ก็จะทำให้เห็นได้ว่า ประเด็นปัญหาของการพิจารณาว่าความรู้ของการวิจัยแบบ PAR นั้นอ่อนและง่ายกว่าการวิจัยแบบทั่วไป ก็จะไม่เป็นประเด็นอีกต่อไป และในทางกลับกัน ก็จะไปพ้นประเด็นว่าความรู้จากการวิจัยแบบทั่วไปไร้สาระ เป็นกิจกรรมวิชาการสร้างผลงานของนักวิจัยได้ แต่นำไปแก้ปัญหาสังคมไม่ได้ ทั้งนี้ ก็เนื่องจากไม่มีเหตุผลอันใดที่เราจะต้องนำเอามาเปรียบเทียบกันนั่นเอง
สิ่งที่จะต้องพิจาณาก็คือ ประเด็นปัญหาที่สนใจและต้องการดำเนินการวิจัยนั้น เป็นการตอบปัญหาแบบใด และต้องใช้ความรู้ชนิดใด หากเป็นความรู้ในการปฏิบัติและมุ่งสู่การสร้างความจริงเพื่อแก้ปัญหาปฏิบัติ ก็ต้องเลือกดำเนินการวิจัยแบบ PAR ซึ่งการวิจัยแบบอื่น ถึงแม้จะแสดงความรู้และให้ข้อมูลที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ก็จะไม่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวนั้นได้ เพราะลักษณะปัญหาและโจทย์การวิจัยต้องการความรู้และการบรรลุผลคนละแบบนั่นเอง วิธีคิดและวิธีอธิบายในลักษณะนี้เป็นวิธีอธิบายระดับการเข้าสู่ปัญหาอย่างเหมาะสมและมุ่งพัฒนาระเบียบวิธีเพื่อการตอบโจทย์วิจัยได้อย่างถูกต้อง.
สวัสดีครับอาจารย์
ผมสนใจอยากจะทำ PAR ที่หมู่บ้านห้วยปลาหลด จ.ตาก ครับ
ที่ผ่านมาผมเข้าไปมีส่วนร่วมในงานพัฒนาที่นี่พอสมควร
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด โจทย์ที่ผมสนใจ กับโจทย์ที่ชาวบ้านสนใจ ยังไม่ตรงกันนัก
งานวิจัยแบบนี้เราต้องยึดโจทย์ชาวบ้าน/ชุมชนเป็นหลักหรือเปล่าครับ
และเราสามารถทำงานวิจัยแบบนี้ให้มีทั้งคุณค่าต่อชุมชนควบคู่ไปกับคุณค่าทางวิชาการได้หรือไม่ครับ
สวัสดีครับหนานเกียรติครับ
ขอบพระคุณครับอาจารย์
ผมและพี่คิม ซึ่งมีโอกาสเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้ที่บ้านห้วยปลาหลด
ต่างก็มีความสนใจหมู่บ้านนี้คนละไม่น้อยครับ
ผมชวนพี่คิมทำวิจัยที่หมู่บ้านนี้ด้วยกัน ซึ่งพี่คิมก็สนใจมาก ๆ
(ผมแอบบอกไปโดยยังไม่ได้บอกอาจารย์ว่าจะขอให้อาจารย์เป็นที่ปรึกษาให้)
หมู่บ้านนี้ในแง่วิชาการเพียว ๆ ก็มีอะไรที่น่าสนใจมากเลยครับ
ผมเองสนใจหลายประเด็น เช่น
(๑) การปรับตัวของชาวบ้านที่สามารถผสมผสานแบบแผนทางวัฒนธรรมเข้ากับโลกาภิวัตน์
(๒) ระบบการปกครองของหมู่บ้านซึ่งมีการจัดความสัมพันธ์ในหมู่บ้านหลายลักษณะ ผสมผสานกันแบบดั้งเดิมกับแบบการปกครองสมัยใหม่ รวมไปถึงการจัดการความขัดแย้งด้วย ซึ่งรายละเอียดลึก ๆ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจ
(๓) การจัดการทรัพยากรทั้งธรรมชาติและสิ่งสร้างภายในหมู่บ้าน
นอกจากนั้นก็ยังมีความสนใจในเชิงพัฒนา ซึ่งน่าจะทำ PAR ได้ เช่น
(๑) การปรับตัวและการอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากิน ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของชุมชน
(๒) การท่องเที่ยวชุมชน
(๓) การพัฒนาแกนนำรุ่นใหม่
(๔) การสร้างเครือข่ายฯ
อาจารย์พอจะมีคำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นอย่างไรบ้างครับ