เป็นครั้งแรกที่ผมไปบาหลี ที่เมือง Denpasar  ระหว่างวันที่ ๓ – ๖ ต.ค. ๕๓  เป็นการไปประชุม “พันธมิตรนักกิจกรรม” (Action Alliance) ด้าน “ทรัพยากรมนุษย์เพื่อสุขภาพ” (Human Resources for Health) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  ซึ่งชื่อเต็มๆ คือ Asia-Pacific Action Alliance on Human Resources for Health  ชื่อย่อคือ AAAH  โดยที่เขาประชุมกันมาทุกปี ปีที่แล้วประชุมที่ฮานอย   ปีนี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๕ ในหัวข้อ HRH Challenges for Achieving MDGs

          การประชุมนี้ เป็นการเตรียมการประชุม PMA Coference 2011 เรื่อง 'Reviewing progress, renewing commitments to health workers towards MDGs and beyond'  กลายๆ   และยังมีการประชุมแยกเฉพาะเรื่อง ที่เรียกว่า side meeting เรื่อง HRH Education Network   คือจะมีการปรึกษาหารือกันเพื่อสร้างเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาด้าน HRH  ให้เชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบสุขภาพปฐมภูมิ หรือระบบสุขภาพชุมชน   และให้เป็นการศึกษาและฝึกอบรมร่วมกันหลายวิชาชีพด้าน HRH 

          เจ้า HRH Education Network นี่แหละครับที่ทำให้หมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธาน AAAH คนปัจจุบันจัดการให้ผมไปร่วมประชุม  เพื่อหาลู่ทางช่วยกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการศึกษาด้าน HRH เพื่อหนุนให้ระบบสุขภาพของประเทศต่างๆ มีความเป็นธรรม (equity) มากขึ้น

         หลังจากนอนที่โรงแรม โนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ท หนึ่งคืน  และนั่งการบินไทย ๔ ชั่วโมง   ผมก็ไปถึงสนามบิน เดนพาซาร์ ในบ่ายวันที่ ๓ ต.ค. ๕๓  สิ่งที่เตะตามี ๓ อย่าง  (๑) มีคนมาให้บริการแลกเงินแบบไม่ได้รับอนุญาต แต่ทำกันอย่างโจ่งแจ้งมากมาย ก่อนถึงบริเวณตรวจคนเข้าเมือง   นี่คือตัวบ่งชี้คอรัปชั่นในอินโดนีเซีย  (๒) มีบริเวณเคาน์เตอร์ visa on arrival ใหญ่กว่าบริเวณตรวจลงตราคนที่ไม่ต้องขอวีซ่า และคนที่มีวีซ่า   สะท้อนภาพการส่งเสริมการท่องเที่ยว   (๓) พอออกมาจากด้านในของสนามบินก็พบกองทัพเจ้าหน้าที่ยกป้ายรับผู้เดินทาง   มากมายแน่นขนัด   ทำให้ผมคิดว่าการมาบาหลีโดยไม่มีคนมารับคงจะยากลำบาก  คือสังคมของเขาไม่ได้จัดระบบให้คนช่วยตัวเอง  แต่ต้องให้ใช้บริการท้องถิ่น

          หลังจากรอรวมพลประมาณครึ่งชั่วโมง คณะของผู้มาร่วมประชุม AAAH ซึ่งมาพร้อมๆ กันประมาณ ๑๐ คน ก็นั่งรถบัสขนาด ๓๐ ที่นั่ง ติดแอร์เย็นสบายเข้าสู่เมือง และมุ่งหน้าสู่โรงแรม Sanur Paradise Plaza Hotel ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลบริเวณที่เรียกชื่อว่า Sanur ซึ่งเป็นหาดที่หันหน้าไปทางตะวันออกแต่อยู่ค่อนไปทางใต้  ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง   ยวดยานไม่ติด  ผ่านบ้านช่องแบบบ้านนอกของบ้านเรา   โดยมีหลายอย่างคล้ายบ้านเรา   ที่เตะตาอย่างยิ่งคือสิ่งที่ถือเป็นของสูง เช่นศาลพระภูมิ ต้องนุ่งผ้าขาวม้าตาหมากรุกขาวดำ   แม้อนุสาวรีย์ที่อยู่กลางวงเวียนทำด้วยหินอ่อนก็ยังแกะสลักเป็นนุ่งผ้าขาวม้า   และผมมาพบที่โรงแรมว่าต้นไม้ประดับก็นุ่งผ้าขาวม้า   

          หลังเข้าห้องพัก ไปอาบน้ำเพื่อความสดชื่น   พออกจากห้องพักนกเขาก็ขันทักทายทันที   ผมนึกขึ้นว่า อ้อ! นกเขาชะวา   แล้วสติก็เตือนว่า ที่ขันนี้เป็นนกเขาใหญ่ ไม่ใช่นกเขาชะวาที่เป็นนกเขาเล็ก   ตลอด ๓ วัน ผมเข้าใจว่าไม่ได้ยินเสียงนกเขาเล็กเลย แปลกมาก

           ตกกลางคืน ผมชอบมากที่นอกห้องมีเสียงดนตรีธรรมชาติขับกล่อม มีทั้งเสียงจิ้งหรีด และเสียงที่เดาว่าเป็นเสียงนกและเสียงกบเขียด  มีเสียงหนึ่งดังชัดเจนที่สุด จ๋อย จ๋อย จ๋อย รับกันที่โน่นที่นี่ตรงป่านอกโรงแรมตรงหน้าห้องนอนผมพอดี หรือจริงๆ แล้วตรงกับห้องพักตลอดแนวกว่า ๓๐ ห้อง    เสียงกบเขียดและนกมันดังพอที่จะเล็ดลอดเข้ามาในห้องแอร์   ให้ความสดชื่นแก่ผมมาก

         เช้าวันที่ ๔ ต.ค. ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่   นั่งทำงานแล้วออกไปวิ่งตอนเกือบ ๖ โมงเช้า   โชคดีที่ผมวิ่งเดาสุ่มไปทางขวามือเมื่ออกจากโรงแรม จึงมุ่งไปยังชายหาด   ที่ชายหาดผมตรงไปที่ทางเดินชมวิวที่ยื่นออกไปในทะเล มีศาลานั่งชมวิว หรือนั่งกินลมอยู่   มีคนนั่งและยืนชมพระอาทิตย์ขึ้นสิบกว่าคน   ลมพัดเย็นสบาย   ทันใดนั้นพระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นน้ำ   ผมดูนาฬิกา เป็นเวลา ๖ น. พอดี 

          ผมวิ่งไปทางซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าทะเล หรือเท่ากับวิ่งไปทางทิศเหนือ  มีทางเดินปูอิฐปูนเรียบร้อย   มีร้านค้าขายเครื่องดื่มและของที่ระลึกเรียงราย   แต่ร้านเกือบทั้งหมดยังไม่เปิดเพราะยังเช้าอยู่   นอกจากร้านแล้วก็มีศาลพระภูมิตั้งอยู่เป็นระยะๆ   ผมวิ่งไปจนไปชนคลองที่ปากคลองออกสู่ทะเล น้ำสกปรกมาก  ทางด้านนี้ไม่มีหาดทราย

          ผมวิ่งกลับมาและวิ่งลงใต้ไปตามชายหาดซึ่งมีทางเดินปูอิฐเรียบร้อยเหมือนกัน   พบว่าทางนี้มีชายหาดทรายและสะอาดกว่าทางทิศเหนือมาก   ผมชื่นชมว่าเขาจัดโซนนิ่งดี   ไม่มีโรงแรม ร้านค้า หรือบ้านใดครอบครองพื้นที่ชายหาด   คือพื้นที่สาธารณะเริ่มตั้งแต่ถนนคนเดินไปจนจรดทะเล   พื้นที่ส่วนบุคคลหรือนิติบุคคลอยู่ถัดจากถนนลึกเข้าไปข้างใน  

          เช้าวันที่ ๕ ต.ค. ผมก็วิ่งไปทางนี้อีก เพราะชายหาดและสถานที่สวยงาม   บรรยากาศน่าวิ่ง   เป็นการวิ่งบนทางเดิน ไม่ได้ลงไปวิ่งที่พื้นทราย   เพราะไม่สะดวกเหมือนวิ่งที่หัวหิน หาดป่าตองที่ภูเก็ต หรือหาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี   ที่นั่นชายหาดเป็นหาดธรรมชาติ ที่บาหลีนี้ชายหาดเป็นหาดธุรกิจ คือมีเขื่อนและทางเดินยื่นลงไปในทะเล พร้อมกับมีศาลาเป็นระยะๆ   วันนี้ผมวิ่งไปถ่ายรูปไปเช่นเคย จนถึงหาด Inna Sindhu ตรงร้าน Circle K ซึ่งเป็นเหมือนเซเว่นฯ ของอินโดนีเซีย ก็กลับ

          ผมได้เข้าใจว่าเสน่ห์ของหาดบาหลีคือหาดทรายยาวเหยียด สุดลูกหูลูกตา   ต่างกับหาดของบ้านเราที่เป็นอ่าวเล็กอ่าวน้อย

          นึกถึงชายหาดบางแสน และพัทยา ที่มีเก้าอี้ผ้าใบให้นั่ง/นอน กินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม พร้อมร่มกันแดดสลอน   ที่บาหลีไม่มีมากขนาดนั้น  เห็นมีแต่ร้านเครื่องดื่มอยู่ห่างๆ กัน   มีอยู่ร้านหนึ่งดันเอาเศียรพระพุทธรูปมาวางไว้เป็นเครื่องประดับ พร้อมกับสถาปัตยกรรมจำลองที่พอเห็นก็จะนึกถึงบรมพุทโธ (บุโรบุโด) ที่ ย็อกยาการ์ตา

          ข้อสังเกตอย่างหนึ่งสำหรับบาหลีคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะจริงๆ  มีโบสถ์ฮินดูอยู่ทั่วไป และแม้ตามบ้านก็มีสถานที่กึ่งโบสถ์  หรืออย่างน้อยก็มีศาลพระภูมิ  ในบางที่คล้ายศาลเพียงตา   สิ่งที่นำมาบูชาโดยทั่วไปคือกระจาดดอกไม้หลากสี ที่ใส่กลีบดอกไม้หลากหลายชนิด  ไม่มีการบรรจงจัดแจกันอย่างบ้านเรา

          ผมกลับจากบาหลีในบ่ายวันที่ ๖ ต.ค. โดยไม่ได้ใช้เงินเลย   ยกเว้นจ่ายค่าภาษีสนามบิน ๑๕๐,๐๐๐ รูเปีย  ระบบของสนามบินเดนพาซาร์ยังล้าหลังอยู่หลายอย่าง ดังกรณียังแยกเก็บค่าภาษีสนามบิน   รวมทั้งไม่ให้คนไม่มีตั๋วเข้าไปในสนามบิน   ผมเผลอทำตั๋วหาย พรรคพวกต้องไปตามเจ้าหน้าที่การบินไทยมายืนยัน ผมจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไป 

        วันที่ ๑๒ ต.ค. พบคุณผึ้ง ซึ่งหลังประชุมเสร็จยังอยู่เที่ยวบาหลีต่ออีก ๒ วัน   โดยย้ายโรงแรมไปอยู่แถวชายหาดใกล้ๆ สนามบิน  เธอบอกว่าบรรยากาศดีกว่าโรงแรม Sanur Paradise Plaza มาก   ค่อยได้บรรยากาสบาหลีขึ้นมาหน่อย   ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ที่ผมเขียนบันทึกนี้ น่าจะคล้ายตาบอดคลำช้าง

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ต.ค. ๕๓

 

ชายหาดบาหลี ส่วนที่เรียกว่า ซานัว (Sanur) มีสัญญลักษณ์คือเรือ

 

ทางเดินเลียบทะเล มีร้านค้าฝั่งด้านในที่ไม่ติดทะเล ทุกๆ ที่มีศาลพระภูมิหลากหลายแบบ บวงสรวงด้วยถาดกลีบดอกไม้เล็กๆ

 

ที่ชายหาดมีทางเดินคอนกรีตยื่นลงไปในทะเล และมีศาลาเช่นนี้เป็นช่วงๆ

ลู่วิ่งชายหาดของผม

 

ถ่ายจากทางเดินที่ยื่นเข้าไปในทะเลแห่งหนึ่ง

 

 เทวสถานที่อยู่ใกล้ทางไปชายทะเล

 

ศิลปกรรมเรื่อราวในมหาภาตะยุทธ ตั้งอยู่ระหว่างทางจากสนามบินเข้าเมือง