กนง. ลงมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5% ประเมินคุมเงินเฟ้ออยู่ในกรอบได้ หลังแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ลดแรงกดดัน ยอมรับราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยง เตรียมทบทวนเป้าหมายเศรษฐกิจปีนี้ใหม่สิ้นเดือน ก.ค.นี้ นางอัจนา ไวความดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า   ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) ระยะ 14 วัน     ที่ใช้ เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.0% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปีนี้ มีแนวโน้มชะลอตัว  ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน  ทำให้ยังอยู่ในระดับเป้าหมายระหว่าง 0-3.5%   "อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันน่าจะเหมาะสม และเอื้อให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอน รวมทั้งความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อไประยะหนึ่ง โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน" นางอัจนา กล่าว     ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบจากระดับ 62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  ซึ่งแรงกดดันจากราคาน้ำมัน        ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงช้ากว่าที่คาดไว้ และมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะกลับมาเป็นบวกช้ากว่าที่ประมาณการไว้เช่นกัน โดยคาดว่าในเดือนสิงหาคมอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจึงจะกลับมาเป็นบวก  จากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบที่ 0.4% นางอัจนา กล่าวว่า ธปท. จะทบทวนประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ ในช่วงสิ้นเดือน กรกฎาคมนี้  จากเดิมคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.25-5.25%  ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ราคาน้ำมัน เพราะส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า   ส่วนการบริโภคภาคเอกชนแม้ว่าจะชะลอตัวลง แต่อยู่ในอัตราที่ไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น  และในส่วนของผลกระทบทางการเมืองก็จะหารือกันในที่ประชุมเช่นกัน โดยเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับงบประมาณปี 2550 ทั้งกรณีเลวร้ายที่สุดและกรณีที่ดีที่สุด ด้านนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน กล่าวว่า การประชุมเรื่องอัตรา ดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ยุ่งยาก เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หลังเห็นว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ และ กนง.     ก็ไม่ห่วงเรื่องอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้มากนัก ซึ่งเชื่อสถานการณ์คงไม่เลวร้ายมากนัก

คมชัดลึก  21  ก.ค.  49