สอบสัมภาษณ์

      หลังจากลงทะเบียนทาง Internet ชำระเงินและจัดเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงวันนัดสัมภาษณ์ คือ 28 ตุลาคม 2553 ผู้เขียนออกจากที่พักตั้งแต่ตี 4 กว่า ไปถึงสถานฑูตอเมริกา ฝั่งถนนวิทยุ ประมาณตี 5 เวลาบอกแท๊กซี่ให้ย้ำว่าไปฝั่งถนนวิทยุน่ะค่ะ ตรงข้ามจะเป็นสวนลุมพินี เพราะสถานฑูตมี 2 ด้าน เห็นบางท่านบอกว่าหลงทางไปอีกฝั่งหนึ่งมาต้องวนรถกลับมา เสียเวลาพอสมควรค่ะ

     ผู้เขียนไปถึง ตี 5 มียามรักษาความปลอดภัยมาทำงานกันแล้ว 4-5 คน มีฝรั่งอเมริกามานั่งรอก่อนผู้เขียน 1 คน ผู้เขียนรอเป็นคนที่ 2 คิวนัดสัมภาษณ์ 8 โมงเช้า ประตูสถานฑูตเปิด 06.30 น. ปรากฏว่า ผู้เขียนมาก่อนเพื่อนก็ยังต้องไปต่อท้ายคนที่ได้คิว 07.00 ,07.15, 07.45 น. ถึงจะเป็นคิวผู้เขียน 08.00 น. เฮ้อ!!!. กว่าจะได้เข้าไปในสถานฑูตปาเข้าไปตั้ง 07.50 น. สรุปยืนเข้าแถวรอด้านนอกเกือบ 3 ชั่วโมง โอ้อออออ พระเจ้าอะไรกันนี่ นึกในใจ เราเป็นใครกันหนา ทำไมถึงต้องมาอดทนขนาดนี้

     ระหว่างที่เข้าแถวรอนั้น มีน้องเจ้าหน้าที่คนสวย พูดจาไพเราะ คอยมาตรวจเอกสารเป็นระยะ ๆ และแยกประเภท visa  K 1 (วีซ่าคู่หมั้น) และ visa B2 (วีซ่าท่องเที่ยว/เยี่ยมเียียน) คนที่ขอวีซ๋าคู่หมั้นมีประมาณ 5-6 คนได้อภิสิทธิ์เข้าไปในสถานฑูตก่อน (นึกน้อยใจ แหมเราอุตส่าห์มาเป็นคนที่สอง แต่กลับได้เข้าไปทีหลังเกือบท้าย ๆ แถว แต่นึกอีกที คงเป็นระบบบริหารจัดการของเขา เหมือนเวลาเราทำงานกับคนหมู่มากก็ต้องมีระบบมาบริหารจัดการเหมือนกัน) ยืนรอนาน ๆ เลยหันไปคุยกับคนข้าง ๆ ปรากฏว่า เขาได้สามีฝรั่งมาขอวีซ่าคู่หมั้น ครั้งแรกไม่ผ่าน สามีอยู่ที่อเมริการ้องไห้ใหญ่ มาคราวนี้สามีจ้างทนายหมดไป 45,000 บาท เพื่อช่วยภรรยาเตรียมเอกสารให้ ผู้หญิงเป็นม่ายลูกติด 1 ทำนาอยู่กาฬสินธุ์ จบแค่ ม.6 น่ะค่ะ พูดภาษาอังกฤษคล่องเชียว อีกคนเป็นช่างอยู่โคราชได้ทุนของบริษํทไปเรียนต่อวิศวกรที่เท๊กซัส สองคนนี้ดูกระวนกระวายและเครียดมาก ๆ ตัวผู้เขียนเองสังเกตแล้วยังงง ๆ ว่าทำไมต้องจริงจังขนาดนั้น ขอไม่ได้ก็ไม่ต้องไปดิ บ้านเราน่าอยู่ที่สุดในโลก ...แต่พอตอนท้าย ๆ ช่วงสอบสัมภาษณ์ผู้เขียนเองกลับมีอาการตื่นเต้นเล็กน้อยจนฟังเขาถามไม่รู้เรื่อง

       เข้าไปในรั้วสถานฑูต อ้าวต่อแถวอีกแล้ว เพื่อรับเอกสารกรอกขนาดซองจดหมายราชการสีขาว กรอกชื่อ-ที่อยู่ นิด ๆ หน่อย ๆ ตรงนี้จะมาเจอน้องคนสวยที่ออกไปจัดระเบียบแถวพวกเราตั้งแต่อยู่ด้านนอกรั้วตอนเช้ามืด น้องเขาจะตรวจดูเอกสารและแยกเอกสารต่าง ๆ ผู้เขียนเตรียมเอกสารไปเพียบตามที่บอกไปในตอนที่ 2 แต่น้องเขาเลือกเอาแค่ 6 แผ่นคือ 1. หนังสืออนุญาตให้ไปต่างประเทศจาก สพฐ.ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 2.หนังสือรับรองการเป็นข้าราชการฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 3.หนังสือเชิญจากเพื่อนและจากบริษัทเพื่อน รวมแล้วกระดาษแค่ 6 แผ่น นอกนั้นน้องคนสวยบอกเราให้เก็บไว้

       ไปต่อแถวอีกเพื่อสแกนนิ้วมือ ทุกจุดใช้เวลาทำการไม่นานน่ะค่ะ แต่เสียเวลาต่อแถวคอยนานมาก ผู้เขียนเริ่มหิวแล้วเพราะทานกาแฟมาแก้วเดียว จึงหยิบหมากฝรั่งมาเคี้ยวเพื่อไม่ให้น้ำย่อยกัดกระเพาะ เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะไม่คุ้มกัน พอใกล้จะถึงคิวสแกนนิ้วมือ ผู้เขียนเดินไปทิ้งหมากฝรั่ง เดินกลับมาน้องที่ต่อท้ายชี้มือให้ไปสแกนนิ้วมือ ปรากฏว่า

       เจ้าหน้าที่ที่รอรับการสแกนนิ้วมือ เป็นคนไทยแต่เหมือนกันเขาไร้วิญญานอย่างไรไม่รู้ ไม่ยิ้ม หน้าเครียดตลอดเวลา

        ผู้เขียนทักไปว่า "สวัสดีค่ะ"

        แต่หล่อนกับถามมาว่า "เมื่อกี้คุณมาจากทางไหน"  ผู้เขียนงงนิด ๆ คิดว่าหล่อนคงไม่ใช่คนไทย เพราะคนไทยถ้าใครทักสวัสดีมา เราจะตอบสวัสดีกลับทันที แต่หน้าตาหล่อนเป็นคนไทยชัด ๆ นี่หนา

       ผู้เขียน        "แถวดิฉันอยู่ตรงนี้ค่ะ" แล้วผู้เขียนหันหลังกลับไปชี้แถวตัวเอง(เขามีช่องสแกนนิ้ว 3 ช่้องให้เข้าแถว 3 แถวแต่สังเกตว่าแถวผู้เขียนขยับช้ามาก ๆ ) คราวซวยเลย ใครไปอย่าไปเข้าแถวแรกทางซ้ายมือน่ะค่ะให้เข้าแถวที่ 2-3)

      หล่อน        "เมื่อกี้คุณเดินมาจากแถวโน้นใช่ไหม" หล่อนตะคอกใส่ผู้เขียนพร้อมสายตาที่เหมือนกับเราเคยมีเรื่องโกรธแค้นกันมาสัก 3 ชั่วโคตรแบบไม่ให้อภัยกัน และพยายามบังคับให้ผู้เขียนยอมรับโทษที่หล่อนกำลังพยายามจะยัดเยียดให้

      ผู้เขียน       "ไม่ใช่ค่ะ  แถวดิฉันอยู่ตรงนี้ค่ะ" พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ

     หล่อน         "คุณเดินมาจากตรงโน้นใช่หรือไม่" เสียงหล่อนตะคอกอีกครั้ง คราวนี้ลงน้ำเสียงหนักกว่าเก่า

     ผู้เขียน         "ใช่ค่ะ ดิฉันเอาขยะไปทิ้ง เกรงว่าด้านในจะไม่มีที่ทิ้งขยะค่ะ" เมื่อพูดเสร็จผู้เขียนได้ท่องคาถาบูชาพระรัตนตรัยในใจ เพื่อสงบสติของตนเองซึ่งได้ผลดีมาก เพราะผู้เขียนยังสามารถส่งยิ้มให้หล่อนได้แบบจริงใจ

     หล่อน          ถึงกลับอึ้งและเงียบไปสักพัก (แหมคุณเธอใช้คำถามไม่ถูกต้องและไม่ได้ถามแบบมีเหตุมีผลเลยนี่ จะบังคับให้ผู้เขียนตอบว่าเดินลัดแถวคนอื่นมันไม่ใช่นี่น่ะ ตัวผู้เขียนเองยิ่งเป็นคนชอบความยุติธรรมและความถูกต้องมาก ๆ ชะด้วยซิ)

     หล่อน           "อ่านกฏหมายสหรัฐด้านหน้าให้เข้าใจ"  หล่อนตะคอกมาอีกทีแต่คราวนี้ น้ำเสียงดูดีกว่าสองคราวแรกมาก ๆ  (ค่่ะ) ผู้เขียนเติมค่ะให้หล่อนในใจเพราะหล่อนพูดไม่มีหางเสียงเลย แถมสีหน้าหล่อนไม่มีวิญญานด้วยค่ะ กฏหมายสหรัฐที่เขาพิมพ์ติดไว้ข้างฝา ก็เหมือนกับขู่ว่าถ้าคุณโกหก เอกสารเท็จ ฯลฯ เจอข้อหาหนัก อันนี้ผู้เขียนศึกษามาหมดแล้วเลยอ่านแบบเข้าใจเร็วขึ้น

     หล่อน            "สแกนนิ้วมือ 10 นิ้ว" หล่อนออกคำสั่ง

     ผู้เขียน           รีบจัดการสแกนมือซ้าย 4 นิ้ว ตามด้วยมือขวา 4 นิ้ว และหัวนิ้วโป้งซ้ายขวาทั้งสองนิ้ว ตามที่หล่อนสั่งทันที

    หล่อน             "คุณเคยเปลี่ยนชื่อหรือไม่"

    ผู้เขียน            "ไม่เคยค่ะ ใช้ชื่อนี้มาแต่เกิด" แต่หล่อนยังย้ำถามมาตั้ง 4-5 ครั้ง ผู้เขียนก้อยืนยัน (ปรากฏว่าผู้เขียนพึ่งมาถึงบางอ้อว่าทำไมหล่อนต้องย้ำถามถึง 4-5 ครั้ง เพราะชื่อภาษาอังกฤษผู้เขียนกรอกสมัครทาง Internet ไม่ตรงกับ Passport ที่จริงปกติชื่อผู้เขียนจะสะกดว่า "Niparat"  แต่เวลาไปทำบัตรประจำตัวประชาชนกับ passport เครื่องคอมพิวเตอร์มันจะสะกดชื่อเราอัตโนมัติเป็น "Nipharat" ผู้เขียนเคยชินแต่แบบที่ไม่มีตัว  "h" สังเกตเห็นหล่อนพิมพ์อะไรไม่รู้ ต๊อกแต๊ก ๆๆๆๆ อยู่ตลอดเวลา พึ่งมาเข้าใจทีหลังว่า หล่อนแก้ไขใบสมัครสะกดชื่อผู้เขียนให้ตรงกับ passport นึกขอบคุณหล่อนทีหลังและรู้สึกผิดที่ไปมีความคิดอคติกับหล่อนว่า "หน้าหล่อนไม่มีรอยยิ้มและพูดไม่มีหางเสียง แถมน้ำเสียงกระด้างมาก" ผ่านเรื่องชื่อไป มาถึงเรื่องนามสกุล

     หล่อน              "ใครสมัครให้คุณ"

     ผู้เขียน             "สมัครเองค่ะ

     หล่อน              "คุณเคยเปลี่ยนนามสกุลไหม"

     ผู้เขียน             "เคยค่ะ  ....................."

     หล่อน              "คุณไม่ได้กรอกข้อมูลนามสกุลเดิม ให้เขียนนามสกุลเดิมที่คุณเคยใช้"

     ผู้เขียน             นึกในใจว่า เราพยายามหาช่องกรอกอยู่น่ะ แต่ในระบบไม่มีให้กรอกนี่นา ไม่เป็นไร ผู้เขียนจึงเขียนด้วยปากกา แล้วหล่อนก็รับไปกรอกให้ทาง Internet

    หล่อน                "ใครออกค่าใช้จ่าย"ให้คุณ"

    ผู้เขียน               "ออกเองทั้งหมดค่ะ แต่คนที่เชิญมา เขายินดีให้พักบ้านเขาฟรี"

    หล่อน                ยื่นบัตรคิว 030 ให้ผู้เขียน แล้วบอกว่าไปรอสัมภาษณ์ด้านใน

         นี่แค่ขั้นตอนสแกนนิ้วมือน่ะเนี่ย จะรอดไหมนี่ชักขี้เกียจชะแล้วสิ เพราะสังคมที่ทำงานผู้เขียน ครูบาอาจารย์พูดจาไพเราะ มีสัมมาคารวะและให้เกียรติผู้อื่น ผู้เขียนไม่เคยเจอหน่วยงานที่ไม่ให้เกียรติผู้มาติดต่องานขนาดนี้ เดินเข้าไปในห้องรอสัมภาษณ์ โฮ้ทำไมคนเยอะจัง มองเข้าไปในห้องเล็ก ๆ อ้าว.........คุณนายฝรั่งทั้งหลายยังไม่เสร็จสักคนเลยเหรอนี่ นั่งหน้าสลอน หน้าดำคร่ำเครียดกันทุกคน ผู้เขียนส่งยิ้มไปให้ทุกคนในห้อง บางคนก็ยิ้มตอบ บางคนก็เชิดใส่ ไม่เป็นไรเข้าใจๆๆๆ อิอิ

         ปรากฏว่าผู้เขียนมาตั้งแต่ตีห้า แต่ได้สัมภาษณ์ตอน 11.45 น.แถมได้แจ๊กพอต ช่องเลข 9  คนสัมภาษณ์เป็นฝรั่งสาวสวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สวยจนผู้เขียนจ้องหน้าเธอตลอดเวลาไม่กระพริบตาเลยล่ะ ผู้เขียนเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยค่ะ

     ฝรั่งคนสวย       ถามผู้เขียนเป็นภาษาไทย สำเนียงฝรั่ง เร็วมาก (ย้ำน่ะค่ะว่าเธอพูดเร็วมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ) ผู้เขียนรู้คำถามคำเดียวคือ .+*/-๑@#$^&..........ค่ะ

     ผู้เขียน            ขอโทษค่ะ ขอคำถามอีกทีค่ะ

     ฝรั่งคนสวย       .+*/!@##$^&*(.+*/-..................ค่ะ

    ผู้เขียน             เดาเอาว่าเขาน่าจะถามว่า "คนรับรองคุณเขาทำงานอะไรค่ะ"

    ผู้เขียน              เขาทำงานบริษัทค่ะ

    ฝรั่งคนสวย         เธอส่ายหัวไปมาเหมือนแขกอินเดียเวลาสนทนากันแล้วย้ำถามคำถามเดิม

   ผู้เขียน               ตอบเหมือนเดิม

   ฝรั่งคนสวย          ส่ายหัวแล้วเอามือกุมกระหมับ บอกว่า "ม่ายช่ายขา ฉานถามขุ๋นหว่า".....(ได้โปรดอ่านออกเสียงตามที่ผู้เขียน เขียนมาน่ะค่ะเพราะเธอถามแบบนี้จริง ๆ )

    ผู้เีขียน              "ขอโทษ ดิฉันคงจะตื่นเต้น จนฟังคำถามคุณไม่เข้าใจ รบกวนช่วยถามช้าๆ หน่อยได้ไหมค่ะ"    (แต่ในใจผู้เขียนคิดว่า โฮ้คุณพูดไทยสำเนียงฝรั่งแล้ว "รัวเป็นคั่วข้าวต๊อกแต๊ก ที่ใช้ทำบุญกระยาสาดนี่น่ะ" ใครจะไปฟังหล่อนพูดรู้เรื่องอ่ะ) พร้อมกับยิ้มยกใหญ่ให้กำลังใจเธอ แต่เธอไม่ยักกะยิ้มตอบแฮ่ะ คงเหนื่อยแต่เช้ามาแล้ว แต่ยังดีว่าเขาเป็นฝรั่งแต่หางเสียงมี "ขา" หรือค่ะทุกคำ ไม่เหมือนคุณเธอคนไทยที่จุดสแกนนิ้วมือเลย

   ฝรั่งคนสวย         "คาย... เชิญ...ขุ๋น...ไป...เที๋ยวขาาาาา" เธอพูดช้าลงเยอะมาก ผู้เขียนเริ่มฟังเธอรู้เรื่องแล้วล่ะ ไชโยยยยยยยยยยย

   ผู้เขียน              "Mr. ..........ค่ะ"

   ฝรั่งคนสวย         "เข๋า...แต๋งงาน...หยั๋งขาาาาาาาาาา"  (ดีน่ะที่เธอเรียงประโยคถูกไม่ยักกะถามว่า เขาแต่งงานขาหยั๋ง ไม่งั้นเป็นเรื่องเลยน่ะนี่ ผู้เขียนยิ่งเส้นตื้นชะด้วยสิ 5555++) ปรากฎว่าเธอสนใจแต่ข้อมูลคนรับรอง ไม่ยักกะสนใจข้อมูลผู้เขียนเลยแม้แต่นิด เมื่อผู้เขียนตอบเธอจนเป็นที่พอใจแล้วเธอถึงวกมาถามเรื่องผู้เขียน

  ฝรั่งคนสวย             ..........ขุ๋นมีลูกกี๋คนขา

                            ...........ชุ๋นเคยไปเที่ยวประเทศไหน๋มาบ้างขา 

  ฝรั่งคนสวย            "ขุ๋น..ไป..เทียว ทำ..มาย..ไป..นาน..จังขาาาาาาาาา" ***หมายเหตุผู้เขียนไม่ได้พิมพ์ผิดน่ะค่ะ ได้โปรดอ่านสำเนียงตามที่ผู้เขียนพิมพ์มา เธอพูดแบบนี้จริง ๆๆๆ

  ผู้เขียน                  "เพราะดิฉันคิดว่า ตั๋วเครื่องบินราคาแพง ดิฉันออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด จึงอยากไปให้คุ้มอีกอย่างต้นสังกัดดิฉันเขาอนุญาตให้ดิฉันไปต่างประเทศได้ถึง 1 เดือน ดิฉันจะลากิจอีก 2 สัปดาห์   (ถึงตอนนี้เธอรีบเปิดดูเอกสารจาก สพฐ.เปรียบเทียบกับฉบับภาษาอังกฤษที่ท่านรองฯ ประมวลได้เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องทันที เธอเปิดดูกลับไป กลับมาหลายเที่ยวเลยค่ะ)

          ผู้เขียนไม่เปิดโอกาสให้เธอซักเลยและรีบอธิบายต่อทันทีว่า......บริษัทที่เชิญมาเขาจะพาดิฉันไปพิพิธภัณธ์และสวนป่า ดิฉันจะไปเก็บข้อมูลมาเขียนหนังสือให้เด็กด้อยโอกาสอ่าน เพราะดิฉันทำงานเกี่ยวกับเด็กยากจนและด้อยโอกาส เด็กพวกนี้ไม่มีโอกาสได้ออกไปเห็นโลกภายนอก และไม่มีเงินซื้อหนังสืออ่าน ดิฉันทำหนังสือแจกเด็กฟรีค่ะ อยากให้เขารู้ว่าประเทศของคุณเจริญก้าวหน้าแค่ไหน" .......... แน้โดนผู้เขียนหยอดด้วยคำหวานชะแล้วสิ เรื่องจิตวิทยาในการพูดโน้มน้าว ผู้เขียนกินขาดอยู่แล้วค่ะ

           ผู้เขียนพูดชะยาว และเธอก็ไม่ขัดจังหวะการพูดของผู้เขียนเลยน่ะค่ะ เธอเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์และตั้งใจฟังผู้เขียนอธิบายดีมากค่ะ พอผู้เขียนพูดจบ เธอยิ้มให้ผู้เขียนนิดหนึ่ง ผู้เขียนรู้ได้ทันทีว่า visa ผ่านแน่ ๆๆ แต่คงจะได้สัก 1-3 ปีเท่านั้นเพราะผู้เขียนตอบคำถามข้อมูลเกี่ยวกับคนรับรองแล้วเธอส่ายหัวแบบแขกอินเดียอยู่ตลอดเวลาแถมยังทำหน้าเครียดตลอดเวลา

          เธอไม่ถามอะไรผู้เขียนอีกได้แต่พิมพ์อะไรไม่รู้ หน้าก็ไม่มองผู้เขียน มาถึงตอนนี้ผู้เขียนออกอาการตื่นเต้นนิดหน่อย และลุ้นว่าตกลงเธอจะให้ผ่านรึเปล่านี่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนมาขอ ผู้เขียนมีความคิดว่า ผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร มีตั้งหลายประเทศที่จะให้ผู้เขียนไปเที่ยว รอสักพัก.........

          เธอยื่นกระดาษที่ผู้เขียนได้กรอกไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาในรั้วสถานฑูตทีแรก และเธอบอกว่า

         "ให้เอาใบ๋หนี้ ปายยื๋นที๋ปายส่าหนี ข่าง...น๋อก จ๋ายเงิ๋น 75 บาด รอรับ Visa 3-5 วาน"

       ผู้เขียน          งงและอึ้งนิดหน่อย คิดว่าตัวเองฟังผิด แต่มั่นใจตรงที่ว่าเธอบอกว่า Visa เพราะเธอเป็นฝรั่งที่พูดคำว่า Visa ชัดมากๆๆๆ อิอิ

      ผู้เขียน          รีบพูดว่า "Thank you very much"  พร้อมกับยกมือไหว้เธอและยิ้มเต็มแก้มให้เธอ เธอเงยหน้ามองผู้เขียนและยิ้มตอบกลับมาทันที เธอยิ้มสวยมาก ๆ ค่ะ หน้าตาก้อสะสวยด้วยค่ะ เธอยึด passport ผู้เขียนไว้ด้วยค่ะ

      กลัีบมาอุดร รอแค่ 2 วัน ก็ได้รับ EMS ซองสีเหลืองที่เขาบอกให้ผู้เขียนซื้อไว้ ปรากฏว่าได้วีซ่าจนถึงปี คศ.2020 ผู้เขียนงง ๆๆๆ มานั่งบวกลบระหว่าง คศ.2010 คือปีนี้กับปี คศ.ที่วีซ่าหมดอายุ คือ คศ.2020 ยังไงก็เป็น 10 ปี ถึงเชื่อตาตัวเองว่า ได้วีซ่า 10 ปีจริง ๆๆ งานนี้ทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ค่าเครื่องบินไป กทม.ค่าโรงแรม จิปาถะ หมดไปหมื่นกว่าบาท ได้วีซ่า 10 ปี ตกปีละ พันกว่าบาท คุ้มเกินคุ้มค่ะ ทีนี้อยากไปอเมริกาเมื่อไหร่ แค่จองตั๋วเครื่องบินก็ไปได้แล้วค่ะ****"หมายเหตุแต่คนละเรื่องกับ ด่าน ตม.เข้าประเทศเขาน่ะค่ะ บางทีบินไปถึงประเทศเขา หากเราเคยประวัติไม่ดีหรือคนในครอบครัวเราเคยทำอะไรเสียหายไว้ เขาตรวจพบไล่กลับทันที เขาไม่สนใจหรอกว่าเราจะนั่งเครื่องบินมาไกลขนาดไหนน่ะค่ะ เขาจะไม่ให้เข้าประเทศเขาเลย"

      อยากจะแนะนำคนที่จะไปอเมริกาว่า อย่าไปโกหกเขาน่ะค่ะ ให้พูดความจริงทั้งหมด เพราะเขามีหลักจิตวิทยาในการจับผิดสูงมาก ผู้เขียนสังเกตแค่การที่ผู้เขียนเดินไปทิ้งขยะ เขายังพยายามจับผิดเราเลย นี่ยังคิดเลยน่ะค่ะว่าถ้าหล่อนออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกแล้วมาพูดกับผู้เขียนอย่างนี้ ผู้เขียนจะอธิบายและโน้มน้าวให้หล่อนมีทัศนคติและมองโลกในแง่บวก เพื่อที่หล่อนจะได้มีสุขภาพจิตที่ดีกว่านี้  อิอิ

     ที่สำคัญควรแต่งกายให้เกียรติสถานที่ เพราะนั่นหมายถึงดินแดนประเทศที่คุณกำลังจะเดินทางไป มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเจ้าของร้านขายอะไหล่รถยนต์ ไปเที่ยวยุโรปมาหลายประเทศแล้ว วันที่ผู้เขียนพบเธอไปสอบสัมภาษณ์พร้อมกัน เธอใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อลำลองตัวโคร่ง ที่สำคัญกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งเลยเพราะเธอดื่มมาทั้งคืน ยังไม่ได้นอน ปรากฏว่าเธอสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่านค่ะ การที่คุณมีประัวัติไปเที่ยวมาทั่้วโลกไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้วีซ่าเข้าอเมริกาง่าย ๆ น่ะค่ะ เพราะอเมริกาเขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

       ต้องยอมรับว่า ระบบการคัดกรองของเขายอดเยี่ยมมาก ทีแรกผู้เขียนไม่รู้น่ะค่ะว่าเขาจับตามองเราตั้งแต่มารอคิวสอบสัมภาษณ์ข้างนอกแล้ว แต่ก็มีความรู้สึกด้วยสัญชาตญานว่า เหมือนมีคนจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา พอเสร็จจากสอบสัมภาษณ์มายืนคุยกับพวกรักษาความปลอดภัย (มีแต่คนอีสานทั้งนั้นค่ะเว้าลาวใส่กัน เขาเลยกล้าพูดให้เราฟัง) พวกนี้จะขึ้นตรงกับ ยูเอ็น ค่ะ เขาบอกว่าจะมีกล้องวงจรปิดสังเกตเราทุกอิริยาบทและมีกล้องติดทุกจุดเลย

      อีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ ระหว่างที่นั่งรอสัมภาษณ์ได้คุยกับสาวสวย 2 คน ทราบว่าเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินหนึ่ง มาขอวีซ่าอเมริกา น้องนางทั้งสองบอกว่า "หนูบินมาทั่วโลก พวกหนูไม่ต้องไปขอวีซ่าด้วยตนเองเลยน่ะค่ะ สายการบินเขาจะจัดการให้หมดทุกคน แต่สำหรับอเมริกาพนักงานทุกคนต้องมาติดต่อและยื่นขอวีซ่าด้วยตนเอง เป็นประเทศเดียวในโลกค่ะที่ต้องมาขอด้วยตนเอง"

        ทุกท่านสามารถย้อนกลับไปอ่าน ขอวีซ่าอเมริกา ตอนที่ 1 ได้ที่ http://gotoknow.org/blog/niparat/405415   และตอนที่ 2 ได้ที่ http://gotoknow.org/blog/niparat/405420 

      ขอให้โชคดีทุกท่านน่ะค่ะ หากมีข้อสงสัยโพสต์คำถามไว้ได้น่ะค่ะ ผู้เขียนยินดีตอบทุกข้อคำถามค่ะ โชคดีน่ะค่ะ

นิภารัตน์  วงษ์วิชา

นักวิชาการศึกษาชำนาญการ

สพป.อุดรธานี เขต 3

31 ตุลาคม 2553