ร้อยกรองทำนองฉันท์

ฉันท์ หมายถึง คำประพันธ์ชนิดหนึ่งที่บังคับเสียงหนัก (ครุ) เสียงเบา (ลหุ) ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกำหนดความหมายไว้ว่า “ ชื่อคำประพันธ์ประเภทหนึ่งซึ่งวางคำ ครุ ลหุ โดยวิธีต่าง ๆ”
กำชัย ทองหล่อ อธิบายว่า “ ฉันท์ คือ ลักษณะถ้อยคำที่กวีได้ร้อยกรองขึ้นให้เกิดความไพเราะซาบซึ้ง โดยกำหนดคณะ ครุ ลหุ และสัมผัสไว้เป็นมาตรฐาน”
ประวัติความเป็นมาของฉันท์
ฉันท์นี้ไทยได้ถ่ายแบบมาจากอินเดีย ของเดิมแต่งเป็นภาษาบาลีและสันสกฤต โดยเฉพาะในภาษาบาลีมีตำราที่กล่าวถึงวิธีแต่งฉันท์ไว้เป็นแบบฉบับ เรียกชื่อว่า“คัมภีร์วุตโตทัย” ต่อมาไทยเราได้จำลองแบบมาแต่งในภาษาไทยโดยเพิ่มเติมบังคับสัมผัสขึ้น เพื่อให้เกิดความไพเราะตามแบบนิยมของไทย
ฉันท์ในภาษาบาลีแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ฉันท์วรรณพฤติกับฉันท์มาตราพฤติ ฉันท์ใดกำหนดด้วยตัวอักษร คือ วางคณะและกำหนดเสียงหนักเบาที่เรียกว่า ครุ ลหุ เป็นสำคัญ ฉันท์นั้นเรียกชื่อว่า “วรรณพฤติ” ฉันท์ใดกำหนดด้วยมาตรา คือ วางจังหวะสั้นยาวของมาตราเสียงเป็นสำคัญ นับคำลหุเป็น ๑ มาตรา คำครุนับเป็น ๒ มาตรา ไม่กำหนดตัวอักษรเหมือนอย่างวรรณพฤติ ฉันท์นั้นเรียกว่า “มาตราพฤติ”
ฉันท์มีชื่อต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์วุตโตทัยมีถึง ๑๐๘ ฉันท์ แต่ไทยเราดัดแปลงเอามาใช้ไม่หมด เลือกมาแต่เฉพาะที่เห็นว่าไพเราะ มีทำนองอ่านสละสลวย และเหมาะแก่การที่จะบรรจุคำในภาษาไทยได้ดีเท่านั้น
ฉันท์ที่นิยมแต่งในภาษาไทยเป็นฉันท์วรรณพฤติ ไม่นิยมแต่งฉันท์มาตราพฤติ เพราะจังหวะและทำนองที่อ่านในภาษาไทยไม่สู้จะไพเราะเหมือนฉันท์วรรณพฤติ กวีโบราณมักนิยมแต่งฉันท์เพียง ๖ ฉันท์เท่านั้น ได้แก่ อินทรวิเชียรฉันท์ โตฎกฉันท์ วสันตดิลกฉันท์ มาลินีฉันท์ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ และสัทธราฉันท์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงมีบทบาททำให้ฉันท์แพร่หลายในคำประพันธ์ไทย จากการที่ทรงริเริ่มบทพระนิพนธ์วรรณคดีประเภทฉันท์ด้วยสรรพสิทธิ์คำฉันท์ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ แล้วยังทรงนิพนธ์สมุทรโฆษคำฉันท์เป็นที่ยกย่องของกวีรุ่นหลัง จนวรรณคดีสโมสรยกย่องให้เป็นยอดวรรณคดีประเภทฉันท์ ทรงพระนิพนธ์ตำราฉันท์ทั้งวรรณพฤติและมาตราพฤติไว้เป็นแบบอย่างของฉันท์ไทยอีกด้วย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูดคำฉันท์ เรื่อง มัทนะพาธา และยังมีฉันท์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นคำฉันท์ชั้นครู ๒ เรื่อง คือ อิลราชคำฉันท์ ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) และสามัคคีเภทคำฉันท์ ของ นายชิต บุรทัต
ปัจจุบันการเขียนฉันท์เป็นเรื่องยาว ๆ เริ่มหมดไป แต่นิยมเขียนสั้น ๆ เฉพาะในโอกาสสำคัญ ๆ มีผู้สนใจประดิษฐ์ฉันท์ใหม่ ๆ ขึ้น เริ่มตั้งแต่สยามมณีฉันท์ ของ น.ม.ส. เปษณนาทฉันท์กับมุทิงคนาทฉันท์ ของนายสุภร ผลชีวิน และชิต บุรทัต ฉันท์ ของนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ลักษณะข้อบังคับของฉันท์
ฉันท์เป็นคำประพันธ์ที่บังคับเสียงหนัก (ครุ) เสียงเบา (ลหุ) โดยกำหนดคำครุลหุไว้ตามบัญญัติแต่ละชนิดของฉันท์
คำลหุ
๑) เป็นคำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น (รัสสระ) ในมาตราแม่ ก กา เช่น มะระ
ธุระ เลอะเทอะ เกะกะ ฯลฯ
๒) คำที่ใช้พยัญชนะตัวเดียวในลักษณะเสียงเบา เช่น ธ ณ บ ก็ ฯลฯ
คำครุ
๑) เป็นคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ในมาตราแม่ ก กา เช่น ครู ใจ ดี ฯลฯ
๒) คำที่มีมาตราตัวสะกดทั้ง ๘ มาตรา รักชาติ ศาสน์ พุทธ ญาติ ฯลฯ
๓) คำที่ประสมด้วยสระเกิน (อำ ไอ ใอ เอา) เช่น จำ ใจ ไป เข้า ฯลฯ
ข้อสังเกต ในบางกรณี อำ ไอ ใอ เอา อาจใช้เป็นคำครุหรือลหุก็ได้

เรื่องราวที่จารึคสวยงามความหมายดีงามมากๆฮะ