เขามีลูกสาวหนึ่งคนจนบัดนี้เติบโตเป็นผู้ใหย่ แต่งงานกับนักดนตรี

โบสถ์ซานตาโกเซ่-4

โสภณ  เปียสนิท

..........................................

 

                         เขามีลูกสาวหนึ่งคนจนบัดนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่งงานกับนักดนตรี ทั้งคู่จึงแยกตัวไปทำมาหากินด้วยการเป็นนักดนตรี โดยเล่นเปียโนตามร้านอาหารประจำแห่งหนึ่งและรับจ้างเล่นดนตรีทั่วไป ไม่มีความสนใจในการวาดภาพเหมือนดังที่พ่อทำให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

                           ผมถามว่าวาดภาพขายอย่างนี้ได้เงินมากน้อยเพียงใด เขาตอบแบบกันเองว่า “ไม่มากนัก ราว 2-3000 พันเหรียญยูโรต่อเดือน คำนวณอย่างเร็วพบว่าอยู่ราว ๆ 100,000-150,000 บาทต่อเดือน น่ามานั่งวาดเหมือนกันนะครับ ถ้าใครมีฝีมือพอ แต่ต้องจ่ายเป็นค่าเช่าพื้นที่ราว 40 เหรียญยูโรต่อเดือน

                            ชีวิตของเขาเรียบง่าย เช้าขึ้นถีบจักรยานจากบ้านมาถึงที่ทำงาน รีบน้ำเครื่องมือหากินมาตั้งประจำที่ รอรับนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ มีนักท่องเที่ยวก็วาดภาพตามที่เขาต้องการ ถ้าซื้อภาพที่วาดไว้แล้ว ก็ขายไป ไม่มีใครมาก็วาดภาพสีน้ำของเขาไปเรื่อย ๆ เก็บไว้ เย็นลงถีบจักรยานกลับบ้าน

                            ขณะที่คุยกันไป เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาวาดภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นภาพวิวบ้านเรือนรอบบริเวณโบสถ์ซานตาโกเซ่ แน่นอนย่อมต้องมีภาพของโบสถ์ซานตาโกเซ่เป็นองค์ประกอบอยู่มุมด้านซ้ายสุด แผ่นฟ้าด้านหลังโบสถ์มีแสงทองสาดส่องเรืองรอง ผมดูไม่ออกว่าเป็นแสงสีทองของวันใหม่ สื่อความหมายถึงความสดใสในอนาคต หรือว่าเป็นแสงทองเปล่งประกายเป็นลำสุดท้ายแห่งดวงตาของโลก ก่อนการจากลาสำหรับวันนี้

                            เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของผู้วาด ชายวัยกลางคนจากอัลเบเนี่ยน ที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมานานเพื่อแสวงหาความรุ่งเรือง ถึงวันนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะพบกับความรุ่งเรืองแห่งชีวิตใหม่ หรือว่าชีวิตที่เป็นอยู่ในวันนี้ เป็นเพียงแสงลำสุดท้ายแห่งชีวิตก่อนการจากลา ต่างกันแต่เพียงว่า “การจากลาของดวงสุรีย์เป็นการจากไปเพื่อกลับมา แต่ชีวิตจากไปแล้ว จะได้กลับคืนมาหรือไม่ คงไม่มีใครรู้”