"เมื่อแสงแดดสาดส่องมาทำให้พืชผักงอกงาม  เมื่อสติสาดแสงมาช่วยให้จิตสังขารแปรเปลี่ยน" : ติช นัท ฮันห์

            วันนี้เป็นวันแรม ๑ ค่ำ  เดือน ๑๑  เป็นวันที่มีประเพณีการตักบาตรเทโวของวัดใกล้บ้านวัดเขาสมอแคลง วัดคลงเรือ และวัดวังทอง  และวัดอื่น ๆ ฉันไม่ได้ไปตักบาตรเทโว  แต่ฉันก็ตั้งใจเตรียมสิ่งของ เครื่องไทยทาน อาหารแห้งและปัจจัยให้คุณยายลูกคิด (เพื่อนบ้าน)ไปร่วมพิธีตักบาตรเทโวที่วัดเขาสมอแคลง

           ฉันรู้สึกดีที่เห็นแสงแดดส่องจ้าตั้งแต่เช้า  แม้อากาศจะร้อนบ้างก็คงไม่เป็นไร  เพราะแสงแดดจะได้ส่องถึงกระถางผักที่ฉันปลูกไว้  ผักของฉันเบียดกันแน่นมาก  มีผู้แนะนำฉัน ๒ อย่างคือ อย่างแรก..ให้รีบถอนต้นที่เบียดกันทิ้งไปให้เหลือน้อยลง อย่างหลังบอกว่า..ให้รอมันโตกว่านี้อีกหน่อยจึงถอน  ฉันเชื่อคำแนะนำทั้งสองอย่าง  และทำตาม

          

           เมื่อเห็นแสงแดดส่องต้นผักกาดของฉัน  ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงปู่ ติช นัทฮันห์   ฉันเดินขึ้นบนบ้านมุ่งไปที่ตู้หนังสือช่อง "ชี้ทางธรรม" สำหรับหนังสือเกี่ยวข้องกับคำสอน ธรรมะและปรัชญา นำหนังสือ "สู่ชีวิตอันอุดม" ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์  มาอ่านอีกครั้งหนึ่ง

           จึงสรุปคำสอนของหลวงปู่มาเพื่อให้อ่านเข้าใจรวดเร็วว่า ..."สติเป็นส่วนหนึ่งของจิตสังขารในทางที่เป็นกุศล อยู่ในกลุ่ม ๕ อย่างที่จำเพาะเจาะจงลงไปรวมฉันทะ ปณิธาน สมาธิ และวิริยะ  การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายถึงการเอากิเลสหรือจิตสังขารที่เป็นอกุศลออกไป ยิ่งกดดันมากเท่าไร มันยิ่งงอกมากเท่านั้น  แต่ควรรับมัน สัมผัสและแปรเปลี่ยนมัน  คือความสามารถในการสาดแสงสว่งในการเจริญสติไปยังเนื้อนาแห่งมโนวิญญาณ หากโทสะเกิดขึ้นก็ไม่ควรกดดัน  หากเราเชื้อเชิญสติเข้ามาสัมผัสกับโทสะ  เรากล่าวว่า "หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันโกรธ"  สองสิ่งจะเกิดขึ้นพร้อมกัน คือโทสะกับสติ ถ้าเราบำรุงเลี้ยงสติเป็นเวลานานพอสมควร  โทสะก็จะได้รับการยอมรับ และแปรสภาพไปให้ยิ่งใหญ่หรือลดน้อยลงขึ้นอยู่กับอำนาจของสติ

          การปฏิบัติของเราคือมองให้ลึกลงไปว่า..ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย ความตาย ความพลัดพรากเป็นของธรรมดา ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้และเรามีกรรมเป็นของตนล้วนไม่ล่วงพ้นไปจากกรรมนั้น ๆได้  เป็นการสดสติแห่งแสงสว่างลงไปเพื่อแปรเปลี่ยนความกลัวการแก่ การเจ็บ การตาย และการพลัดพราก  โดยให้ดราเผชิญกับตัวเราว่าเราเป็นผลมาจากอดีตกรรม

         หลายขณะที่เราสามารถเห็นธรรมชาติของการโยงในถึงกันในบุคคลและสิ่งของ  แต่บางขณะเราก็ลืมแล้วถอยหลังลงไปในโลกแห่งภาพลักษณ์ที่เราสร้างขึ้น  ด้วยเหตุนี้การปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอจึงจำเป็น  เพื่อดอกไม้แห่งโพธิจะได้เบ่งบานชั่วกาลนานในเนื้อนาทางมโนวิญญาณของเรา

         แสงอาทิตย์สาดส่องไปยังพืชผักและช่วยให้มันงอกงามฉันใด สติที่มีแสงเป็นประกายก็ช่วยแปรสภาพให้จิตสังขารทั้งหลายฉันนั้น

         ทุกจิตสังขารไวกับพลังแห่งสติ  เมื่อจิตสังขารเป็นกุศล  สติจะช่วยให้กุศลจิตงอกงามและขายตัวออก  ถ้าจิตสังขารเป็นไปโดยนัยลบ  พลังแห่งสติจักช่วยให้แปรสภาพจากนัยลบเป็นบวก  สติจึงเป็นหัวใจแห่งการปฏิบัติธรรม"