ผมมีปณิธานในการฝึกฝนตนเองหลายข้อ   โดยขอย้ำว่า เป็นการฝึกฝน คือลงมือปฏิบัติ หรือระงับยับยั้งตัวเอง ให้ไม่ปฏิบัติ 

          เรื่องแรกคือความสร้างสรรค์   ผมเกิดมาเป็นเด็กบ้านนอก   ได้รับการเลี้ยงดูปลูกฝังแบบเด็กบ้านนอก   พ่อแม่และครูไม่เข้าใจเรื่องความสร้างสรรค์   แต่เน้นความเป็นคนดี ความเพียร อดทน ซื่อสัตย์ และเห็นแก่ส่วนรวม   ไม่ทำบาป   และให้เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่  ดังนั้นคุณสมบัติด้านการสร้างสรรค์ของผมจึงติดลบมาตั้งแต่เด็ก   ผมตระหนักในข้อด้อยนี้ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม และเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ   สังเกตเห็นเพื่อนๆ มีความคิดแปลกๆ เป็นตัวของตัวเอง   ที่เรียกว่ามี lateral thinking   ผมก็บอกตัวเองว่า ผมต้องฝึกฝนให้คิดอย่างนั้นเป็นบ้าง   และตั้งหน้าฝึกฝนมาจนปัจจุบัน

          ความสร้างสรรค์จะมีพลัง หากเข้าใจและมีทักษะในการดำเนินการสิ่งต่างๆ ในท่ามกลางความซับซ้อนและปรับตัว (complex adaptive systems - CAS)   ผมจึงหมั่นศึกษาทั้งภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติ   และมองว่า CAS เป็นระบบเปิด ไร้ขอบเขต ไร้ขีดจำกัด   ดังนั้น หากเราหมั่นฝึกฝนตนเองให้มีท่าทีเปิดกว้าง   เวลาทำสิ่งที่ยาก (และซับซ้อน) จะมีปัจจัยช่วยจากภายนอกเข้ามาในบางจังหวะ ช่วยให้บบรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ   แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็จะเฝ้าระวังไม่ให้ปัจจัยลบมันเข้ามาทำความเสียหาย   คือต้องเปิด แต่เปิดแบบมีการเฝ้าระวัง 

          ลดอัตตา   การลดอัตตามีผลดีหลายอย่าง   ขอกล่าวถึงเพียง ๒ อย่าง  อย่างแรกคือช่วยให้เกิดสภาพ “ตัวเบา” ไม่แบกโลก ไม่แบกความดี ความเก่ง ฯลฯ   อย่างที่ ๒ คือ ช่วยให้เราเป็นคนที่เปิดกว้าง   ซึ่งจะเกิดพลังจากการเปิดกว้างดังในย่อหน้าบน

          เรียนรู้จากสภาพจริง  เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ ๒๕ ก.ย. ๕๓ ผมวิ่งออกกำลังจากโรงแรม อะมารี รินคำ ไปตามถนนห้วยแก้ว บ่ายหน้าไปทางกาดสวนแก้ว   พอถึงสถานบริการสปา แห่งหนึ่ง มีประกาศว่า “ปิดปรับปรุง ๑ เดือน  Close for Renovation 1 month”   ผมก็ได้เรียนรู้ทันที   ว่าหลักของการสื่อสารคือ ให้เอาตัวผู้รับสารเป็นหลัก   อย่าเอาตนเองเป็นหลัก   คนที่มาอ่านประกาศนี้ ใครจะรู้ว่าเริ่มประกาศเมื่อไร   และเมื่อไรจะเปิดให้บริการอีก   ผมได้เรียนรู้จากสภาพจริง ชีวิตจริง ทำนองนี้มากมาย ตั้งแต่เด็ก   ผมเฝ้าพร่ำสอนตนเองว่าอย่าทำสิ่งนั้น อย่าทำสิ่งนี้   อย่าทำอย่างนั้น อย่างนี้   ให้ยึดหลักปฏิบัติอย่างนี้   ให้ฝึกฝนเรื่องนั้น เรื่องนี้   แม้จะไม่เก่ง แต่ก็จะได้เป็นทักษะติดตัว

          ฝึกความช่างสังเกต  เรื่องนี้เป็นแบบฝึกหัดที่เรียนไม่รู้จบ   และไม่ใช่แต่สังเกตโดยประสาทตาเท่านั้น   แต่ต้องหมั่นฝึกทุกประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) รวมทั้ง “สัมผัสภายใน” (ใจ) ของตนเองด้วย   ความช่างสังเกตจะผูกพันอยู่กับสติ ซึ่งก็คือการอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ผูกพันวุ่นวายกับเรื่องในอดีตและในอนาคต   อย่างในหลักการ KM มีเรื่อง deep listening  ซึ่งจะทำได้จริง จะต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน   มองในมุมหนึ่ง deep listening คือความช่างสังเกตที่ใช้ประสาทหูเป็นประธาน แต่จริงๆ แล้วใช้ทุกประสาทเข้ามาประกอบ   ซึ่งจะช่วยให้ deep listening เปล่งประกาย ส่งสัญญาณไปกระตุ้นผู้พูดหรือผู้เล่าให้เกิดความอิ่มเอม เกิดกำลังใจ และเล่าออกมาได้แจ่มชัดและมีพลัง   

 

วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.ย. ๕๓
โรงแรม อะมารี รินคำ  เชียงใหม่