การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบริหารการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศมีต้นกำเนิดจากองค์กรที่แสวงหาผลกำไร ในช่วงปี คศ 1950 – 1960 โดยให้
ความสำคัญในการทำงานประจำของเสมียน โดยเฉพาะในส่วนของการทำบัญชีเกี่ยวกับบัญชีเงินเดือนและ
บัญชีแยกประเภท ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ถูกทำอย่างอัตโนมัติ เมื่อคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพและใช้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ทำให้ความมั่นคงของสารสนเทศมีการเติบโตเพื่อรองรับทุกกระบวนการทางธุรกิจ เครือข่ายของข้อมูลก็เติบโตมากขึ้นในเวลาดังกล่าว และถูกใช้มากขึ้นเพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ โดยการติดต่อสื่อสารข้อมูลถูกรวมเข้ากับกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าและลูกค้ามากยิ่งขึ้น การติดต่อสื่อสารข้อมูลเริ่มแรกจากระบบ Electronic Data Interchange (EDI) ในช่วงปี คศ 1970 ซึ่งในช่วงนั้น คำว่า การค้าเริ่มมีความหมายเดียวกันกับเครือข่ายข้อมูล ความเร็วและขนาดของข้อมูลมีการเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยการที่องค์กรขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ทำให้ระบบสารสนเทศมีระดับและความซับซ้อนที่มากขึ้น
กลยุทธ์และความมั่นคงของสารสนเทศ (Strategy and
Information Security)
การวางแผนกลยุทธ์สารสนเทศมีความสำคัญยิ่งในโลกของการเปลี่ยนแปลง
ประกอบด้วยแผนกลยุทธ์ย่อยที่บ่งชี้ถึงองค์ประกอบแต่ละอย่างในโครงสร้างทางเทคโนโลยี
โดยการวางกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอาจประกอบด้วยโปรแกรมประยุกต์
โครงสร้างเครือข่าย การจัดการ IT และอื่นๆ
ส่วนประกอบที่สำคัญจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อองค์กร
ดังนั้นในการวางกลยุทธ์จะต้องให้ความสำคัญ
ความมั่นคงของสารสนเทศเป็นส่วนประกอบหนึ่งของกลยุทธ์
ความซับซ้อนของข้อมูลในองค์กรที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การปกป้องข้อมูลมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
การปกป้องไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น
แต่จะต้องมีความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลประกอบด้วย
ซึ่งข้อมูลภายในองค์กรอาจยังขาดระบบควบคุมความมั่นคงที่เพียงพอ
แต่ก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้หากอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารและการควบคุมการเข้าถึงของพนักงานภายในองค์กรมีความมั่นคงเพียงพอ
ส่วนของระบบเปิดที่มีการเชื่อมโยงกับคู่ค้าและลูกค้านั้น
การมีระบบควบคุมความมั่นคงนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีเพื่อสร้างความไว้วางใจกันระหว่างองค์กรบทบาทความมั่นคงของสารสนเทศในการวางกลยุทธ์นั้นได้ถูกพัฒนาให้สามารถเก็บความลับและสร้างให้เป็นเครือข่ายที่มีความน่าเชื่อถือ
นำเสนอประโยชน์ที่สูงสุดในการวางกลยุทธ์สำหรับองค์กร
ซึ่งข้อมูลสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเป้าหมายขององค์กร
มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มประโยชน์ให้กับองค์กร
การวางแผนกลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูลมีการสร้างโปรแกรมการรักษาความมั่นคงของข้อมูล
ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนการป้องกันข้อมูล
นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยี กระบวนการจัดการที่เป็นแบบแผน
และคำนึงถึงวัฒนธรรมองค์กร
โดยโปรแกรมดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพและมีการจัดการการควบคุมอีกด้วย
วิธีการวางแผนกลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูล (Information Security Strategy Planning
Methodology)
กลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูลถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ
ดูจากสภาพแวดล้อมโดยรวม เป้าหมายขององค์กร
และความเป็นไปได้ในวิธีการที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต
ซึ่งกลยุทธ์ยังจะรวมถึงภารกิจ เป้าหมาย การะบวนทางธุรกิจ
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การปฏิบัติงานภายในองค์กร
และเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันและในอนาคต
การวางกลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูลที่ดีนั้นต้องประกอบด้วยวิธีการรวบรวมข้อมูล
การหาข้อเท็จจริง และการวิเคราะห์
โดยการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยพัฒนาให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุด
รูปแบบการวางกลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูล
(Information Security Strategy Planning Model)
1. สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (The Business Environment)
ความมั่นคงของข้อมูลช่วยสนับสนุนเป้าหมายขององค์กร
โดยการวางกลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูลประกอบด้วยรูปแบบ เป้าหมาย
โครงสร้าง และกระบวนการขององค์กร
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเป็นตัวกำหนดว่าการรักษาความมั่นคงมีความจำเป็นหรือไม่
และยังมีผลต่อระดับความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงด้วย
โดยความมั่นคงของข้อมูลต้องสนับสนุนเป้าหมายขององค์กร
กระบวนการวางแผนกลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูลจะต้องทำความเข้าใจในภารกิจขององค์กร
ระบบการจัดการที่เป็นทางการ และวัฒนธรรมขององค์กร
2. มูลค่าของข้อมูล (Information Value)
ความมั่นคงของข้อมูลเกี่ยวข้องกับการป้องกันข้อมูล
แหล่งที่มาของการป้องกันข้อมูลขึ้นอยู่กับมูลค่าของข้อมูล
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลกันสินค้าที่จับต้องได้
ข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่ยุ่งยากในเชิงเศรษฐศาสตร์
สามารถทำซ้ำได้โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำและมันไม่สามารถตรวจสอบได้หากถูกทำลาย
แต่ถ้านำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นเพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ
ข้อมูลนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
3. ความเสี่ยง (Risk)
การรักษาความมั่นคงของข้อมูลพยายามลดความไม่ชัดเจนในการแบ่งแยกความมั่นคง
โดยวัตถุประสงค์ของโปรแกรมความมั่นคงของข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในราคาที่เหมาะสม
ซึ่งองค์กรจะเป็นผู้กำหนดว่าความเสี่ยงใดยอมรับได้
และความเสี่ยงใดยอมรับไม่ได้
แนวทางในการเข้าถึงการจัดการความเสี่ยงคือการวิเคราะห์ความเสี่ยง
โดยใช้มาตรฐานที่ได้กำหนดไว้มาพิจารณา
การวิเคราะห์ความเสี่ยงจะดูจากความเป็นไปได้ของความเสียหายและทำการพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับแต่ละความเสี่ยง
4. กระบวนการการวางแผนกลยุทธ์ (The Strategic Planning
Process)
การพัฒนากลยุทธ์ความมั่นคงของข้อมูลประกอบด้วยการหาข้อเท็จจริง
การวิเคราะห์ การกำหนดเป้าหมาย และการพัฒนาโครงงานให้บรรลุเป้าหมาย
โดยกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ได้นำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ในการจัดการ
การสัมภาษณ์เพื่อหาข้อมูลควบคู่กับการจัดการ
การทบทวนระบบเอกสารต่างๆที่มีอยู่ ทำการศึกษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
ตลอดจนการควบคุมจากภาครัฐล้วนมีบทบาทสำคัญในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์
5. การวางแผนด้านเทคโนโลยี
(Technology Plan)
การวางแผนด้านเทคโนโลยีจะบ่งบอกถึงเทคโนโลยีและเทคนิคมาตรฐานที่ช่วยสนับสนุนการป้องกันความมั่นคงของข้อมูลในองค์กร
การรักษาความมั่นคงถูกนำมาใช้ในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย
อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมั่นใจว่าใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์
โดยกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีความมั่นคงของข้อมูลต้องกำหนดเทคโนโลยีทีจะนำมาใช้ให้สอดคล้องเป้าหมายของธุรกิจ
6. การวางแผนด้านการจัดการ (Management Plan)
ความมั่นคงของข้อมูลถือเป็นระบบการจัดการ
ซึ่งการจัดการจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมองค์กร
รวมถึงเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ
นอกจากนี้กลยุทธ์การรักษาความมั่นคงของข้อมูลต้องสนับสนุนกลไกการทำงานขององค์กรด้วย
บทบาทหน้าที่สำคัญของผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ลักษณะของผลงานที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ CIO
ในด้านของความรับผิดชอบของผู้บริหาร กลยุทธ์ที่ต้องอาศัยความชำนาญ
และความสามารถพิเศษ และสภาพที่มีความสัมพันธ์ในทุกหน้าที่ภายในองค์กร
ทั้งผู้ร่วมงาน, พนักงาน IT, ลูกจ้าง
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นถือเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรให้ประสบความสำเร็จ
ดังนั้น CIO จะประสบความสำเร็จ
ได้จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
เป็นผู้นำ (leader) ไม่ใช่ผู้จัดการ (manager)
รู้ถึงปัจจัยพื้นฐานขององค์กรได้แก่ความมุ่งหมายและเป้าหมายทางธุรกิจ
ความต้องการทางธุรกิจที่ยังมีอยู่ และผู้ตัดสินใจ
สร้างวิสัยทัศน์เพื่อให้เป็นองค์กรที่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้โดยไม่ใช้วิธีการชักจูง
แต่ใช้การสร้างกรอบวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมเทคโนโลยี
โดยเฉพาะการส่งเสริมในด้านเครือข่าย และ Real time
ทำให้เกิดการคาดหวังที่จะใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยมีหลักการที่รัดกุม มีแนวทางที่ชัดเจนแน่นอน
ว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
แปลงกลยุทธ์ธุรกิจสู่กลยุทธ์ด้าน
IT
ในปัจจุบันบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ไม่ใช่เพียงที่จะมาช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานและดำเนินงานเท่านั้น
แต่จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้กลยุทธ์ของบริษัทประสบความสำเร็จ
โดยจะช่วยสนับสนุนให้ผู้บริหารตัดสินใจถูกต้องและแม่นยำบนพื้นฐานของข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา
รวมทั้งการนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ในการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆของบริษัท
เพื่อความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม อย่างยั่งยืน
จากบทบาทที่สำคัญดังกล่าว
จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการบริหารกลยุทธ์ด้าน IT
โดยมีหลักการที่สำคัญ คือ บริษัทควรใช้จ่ายงบประมาณกับ IT
ในส่วนที่มีการสนับสนุนโดยตรงต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business strategy)
และเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบริษัทเท่านั้น
โดยผู้บริหารต้องมีความสามารถในการควบคุมงบประมาณและการลงทุนใน IT
และขณะเดียวกันต้องติดตามวัดประสิทธิผลของ IT
ที่มีต่อความสามารถหลักขององค์กร (IT’s bottom-line impact)
และต้องกำจัดธุรกรรมด้าน IT
ที่มีอยู่แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็น (Underperforming)
ออกไปจากองค์กร
เพื่อความสำเร็จขององค์กร ผู้บริหาร
ต้องตระหนักถึงประเด็นต่างๆที่สำคัญ เกี่ยวกับการบริหารและจัดการด้าน
IT ดังต่อไปนี้
(1) ผู้บริหารด้านธุรกิจ (Business Manager) และผู้บริหารด้าน
IT (IT manager) จะต้องมีความเห็นร่วมกันว่าบริษัทจะกำลังไปทิศทางไหน
และอะไรที่ IT สามารถช่วยได้ โดยการแปลงกลยุทธ์ด้านธุรกิจ (Business
strategy) มาสู่การปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์ด้าน IT ที่เรียกว่า “
strategic IT requirements ” หรือกล่าวได้ว่า
ความต้องการเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายบริหาร (management’s strategic
intentions) จะเป็นตัวกำหนดเป้าหมายและเป็นตัวขับเคลื่อน IT
(strategic IT requirements) นั่นเอง
(2) ต้องมีแนวคิดนวัตกรรมใหม่ๆในด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการ
ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางธุรกิจเดิม
โดยประยุกต์ความสามารถของ IT และจะต้องทำให้ IT
เป็นตัวผลักดันให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น
และช่วยสนับสนุนให้โอกาสเหล่านี้
สามารถนำเสนอออกมาในรูปแบบการวางแผนเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ผลที่ได้คือ
ธุรกิจสามารถแสวงหาโอกาสใหม่ๆ
ที่มีศักยภาพทางการแข่งขันที่เหนือกว่าในอดีต จากการสนับสนุนของ
IT
(3) จัดลำดับความสำคัญของโครงการ IT
และจัดสรรทรัพยากรไปสู่โครงการที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริษัทควรใช้จ่ายงบประมาณลงไปในโครงการที่มีความสัมพันธ์กับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
(Strategic intention) ของธุรกิจเท่านั้น ผลที่ได้
คือ เงินจะถูกใช้จ่ายอย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
และผู้บริหารด้านธุรกิจและผู้บริหารด้าน IT
ต้องเห็นด้วยกันกับการตัดสินใจนั้น
(4) ต้องมีการประเมินผลทางธุรกิจที่ได้จาก IT
ในโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว โดย
ผู้บริหารด้านธุรกิจและผู้บริหารด้าน IT
จะต้องช่วยกันตัดสินใจว่าโครงการ IT
เดิมโครงการใดควรจะได้รับงบประมาณสนับสนุนต่อไปในระดับใด ผลที่ได้คือ
บริษัทจะมีเกณฑ์ในการจ่ายเงินให้กับโครงการที่มีอยู่แล้วและสามารถพิจารณา
ว่าควรสนับสนุนต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะทำให้มีเงินเหลือพอที่จะสนับสนุนโครงการ
พัฒนาใหม่ๆ ต่อไป
(5) ต้องมีการวัดผลงานของ IT
ว่ามีส่วนช่วยและสัมพันธ์กับธุรกิจเพียงใด
ซึ่งเป็นการง่ายที่จะวัดประสิทธิผล IT
ในเชิงการปฏิบัติงาน แต่เป็นการยากที่จะวัดผลของ IT
ที่มีต่อธุรกิจในส่วนที่จับต้องไม่ได้ เช่น
ผลของการเก็บข้อมูลในระยะยาวเพื่อช่วยผู้บริหารตัดสินใจการวางทิศทางขององค์กรในอนาคต
เป็นต้น
บริษัทส่วนใหญ่มักจะมีการเชื่อมโยงกันแบบหลวมๆ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ
ในระดับบริหารกับ IT ผลก็คือทำให้การลงทุนด้าน IT
ไม่สนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทได้อย่างชัดเจน ทำให้ CEO
ไม่สามารถบอกได้ว่าบริษัทได้อะไรจากการลงทุนด้าน IT บ้าง
ผู้บริหารด้าน IT ก็มีความยากลำบาก
โดยไม่สามารถสื่อสารกับผู้บริหารด้านธุรกิจและ CEO ได้ว่า IT
ทำอะไรให้องค์กรบ้าง
ซึ่งปัญหาการขาดการเชื่อมโยงระหว่างการบริหารทางธุรกิจกับ IT
นี้จำเป็นต้องถูกแก้ไขนอกจากปัญหาการเชื่อมโยงของกระบวนการบริหารดังกล่าว
ยังคงมีปัญหาต่างๆ อีกมากที่มักพบบ่อยมีดังนี้
(1) แผนทางธุรกิจ (Business plan)
ไม่เกื้อหนุนการขับเคลื่อนแผนงานด้าน
IT
(2) แผนงานด้าน IT มุ่งเน้นแต่ในด้านเทคโนโลยี
มากกว่าจะเข้าถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยตรง
(3) ผู้บริหารด้าน IT
ไม่มีความสามารถที่จะสื่อสารกับผู้บริหารด้านธุรกิจในแง่ของมุมมองทางธุรกิจ
(business perspective) จึงทำให้ผู้บริหารด้านธุรกิจ
มองไม่เห็นและไม่เข้าใจว่า IT
จะเป็นสิ่งที่สนับสนุนกลยุทธ์ของพวกเขาได้
(4) โครงการ IT ใหม่ๆไม่สนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจ
รวมทั้งค่าใช้จ่ายของ IT
ในการบำรุงรักษาทั้งในด้านอุปกรณ์และการใช้งานไม่สนับสนุนกลยุทธ์ของบริษัท
(5) งบประมาณของบริษัทไม่สะท้อนถึงการวางแผนด้าน IT
เนื่องจากแผนงานด้าน IT
ไม่สามารถชี้แนะผู้บริหารในการตัดสินใจได้อย่างถูกทิศทาง
ทั้งในโครงการใหม่และโครงการเดิม
ความท้าทายของ
ผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
CIO; Chief Information Officers)
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บทบาทและหน้าที่ของ CIO
ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง
เริ่มตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นั้น CIO ไม่ได้มีบทบาทอย่างแท้จริง
โดยงานส่วนใหญ่จะเป็นการรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ
(Information Infrastructure)
แต่เมื่อโลกเริ่มเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจโดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
จึงทำให้หน้าที่ของ CIO
ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร
ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์และสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่องค์กร ตั้งแต่ปี
2000 เป็นต้นมา องค์กรเริ่มที่จะเห็นความสำคัญของ CIO
มากขึ้นในการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้บริหารจำนวนมากที่ยังมองว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่บริโภคทรัพยากรขององค์กรมากเกินไป
แต่กลับให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า
ทำให้ผู้บริหารเหล่านี้ไม่เห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร
ดังนั้นผู้บริหารกลุ่มนี้จึงเห็นเพียงว่าเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นต้องการผู้บริหารเพียงระดับผู้จัดการ
หรือเพียง Line manager
เข้ามาดูแลเพื่อสนับสนุนกระบวนการทำงานของพวกเขาเท่านั้น
ผู้บริหารระดับสูงหลายท่านกล่าวว่า “My CIO talks techno-bubble”
จึงทำให้บางองค์กร ตำแหน่ง CIO มักเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอนาคต
ซึ่งในอดีตหลายคนกล่าวว่า CIO ย่อมาจาก “Career is over”
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะ CIO ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลว่าโครงการสารสนเทศที่นำเสนอ
จะสามารถสร้าง Business Value ให้กับองค์กรได้อย่างไร
ความท้าทายของ CIO ในยุคต่อจากนี้คือ
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำนั่นเอง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำ
มีการศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้นำและผู้ปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ
ซึ่งศึกษาจากองค์กรกว่า 200 องค์กรในอเมริกาพบว่า EQ
เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำมาก โดยผลการวิจัยชี้ชัดว่า 67%
ของความสามารถที่บุคคลใช้เพื่อความสำเร็จในงาน เป็นเรื่องของ EQ
(เช่นความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น
ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์กรได้ เป็นต้น) ในขณะที่อีก
33% ที่เหลือเป็นเรื่องของความสามารถทางสติปัญญา
และความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills)
ยิ่งไปกว่านั้นการวิจัยยังพบว่า ยิ่งงานมีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร
ความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills)
และความสามารถทางสติปัญญาจะลดความสำคัญลง แต่ EQ
จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น
การประยุกต์ใช้ ICT เพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ปัจจุบันพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้เข้ามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมสามารถประมวลผลข้อมูลข่าวสารได้เร็ว และสื่อสารกันได้สะดวก เทคโนโลยีดังกล่าวจึงเรียกรวมว่า ICT - Information and Communication Technology ไอซีที มีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะการประยุกต์ในระบบการศึกษา ดังกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (พ.ศ. 2547 - 2549) ไว้ว่า “ผู้เรียน สถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษา ทุกแห่งมีโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การบริหารจัดการ การวิจัย การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยได้รับบริการอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ นำไปสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้”
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญ กับผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ให้ความสำคัญสูงสุดในกระบวนการการปฏิรูปการเรียนรู้ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น ปลูกฝังคุณธรรมในทุกวิชา มีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขอย่างแท้จริง
แผนหลักใช้ ICT เพื่อพัฒนาการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการมีภารกิจหลักที่จะต้องดูแลเด็กและเยาวชนทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน รวมแล้วประมาณ 18 ล้านคน ให้ได้รับการศึกษาภาคบังคับ (9 ปี) และการศึกษาขั้นพื้นฐานในเบื้องต้น (12 ปี) รวมทั้งสนับสนุนให้เรียนถึงระดับอุดมศึกษา ตามศักยภาพของแต่ละคนเพื่อสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ รวมทั้งเป็นกำลังงานของประเทศชาติ ช่วยพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขและสามารถไปสู่เป้าหมายข้อหนึ่งที่รัฐบาลระบุไว้ คือ เพื่อให้เป็นสังคมแห่งคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการสร้างเสริม ต่อยอดการเรียนรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มอยู่ตลอดเวลา
แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ.2547-2549) ที่จัดทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนราชการและภาคเอกชนภายนอกที่เกี่ยวข้องและผู้แทนระดับ CIO (Chief Information Officer) ของแต่ละกรมของกระทรวงศึกษาธิการ มีรายละเอียดขั้นตอน วิธีการทำงานชัดเจนมาก แต่ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะยุทธศาสตร์ 4 ประการที่แผนหลักนี้ระบุไว้ เพื่อไปสู่ความสำเร็จ คือ 1) การใช้ ICT เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ 2) การใช้ ICT เพื่อการบริหารและบริการทางการศึกษา 3) การผลิตและการพัฒนาบุคลากร และ 4) การกระจายโครงสร้างพื้นฐาน ICT เพื่อการศึกษา
ในเรื่องการใช้ ICT เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ มีเป้าหมายให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงและสามารถใช้ ICT ตามมาตรฐานหลักสูตร ซึ่งจะประกอบด้วยเรื่องสำคัญ อาทิ ความหมายของข้อมูล แหล่งข้อมูล การจัดเก็บและเรียกใช้ ส่วนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ และการใช้ระบบปฏิบัติการ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้เทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากลความรู้และการใช้เครือข่ายค้นคว้า วิเคราะห์ภาษาคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาโปรแกรม ซึ่งกรอบหลักสูตรดังกล่าว จะมีความยากง่าย เป็นขั้นตอน ครู อาจารย์ จะเป็นส่วนสำคัญมากที่จะพัฒนาความรู้ กระบวนการ ถ่ายทอดความรู้ ให้เด็กเรียนอย่างเข้าใจและสนุกสนาน รวมทั้งใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพการทำงานของครู อาจารย์ เด็กและผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องทุกคน
ในส่วนของการใช้ ICT เพื่อการบริหารและบริการทางการศึกษา มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาเพิ่มจากระดับกระทรวง ระดับกรมที่ตั้งเรียบร้อยแล้วมีข้อมูลทะเบียนนักเรียนโดยใช้ระบบ EIS (Educational Information Systems) ซึ่งจะมีการใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นตัวเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูล ซึ่งสามารถติดตามความก้าวหน้า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนติดตามเพื่อให้การช่วยเหลือกรณีที่อยู่ในกลุ่มยากไร้ ด้อยโอกาสหรือพิการ หรือเป็นกลุ่มมีความสามารถพิเศษ ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถถ่ายโอนไปยังโรงเรียนแห่งใหม่ได้โดยสะดวก มีระบบบริหารงานบุคคล ระบบงานสารบรรณ ระบบห้องสมุด ซึ่งจะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการค้นคว้าที่กว้างขวางขึ้นได้ ระบบบริหารพัสดุครุภัณฑ์ ระบบบริหารสถานศึกษาโดยจะนำระบบ GIS (Geographic Information Systems) เข้ามาช่วยในการดูแลการจัดสรรทรัพยากรการจัดการในระดับพื้นที่
ตัวชี้วัดส่วนหนึ่ง คือ Website ของเขตพื้นที่การศึกษาและของโรงเรียนที่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน จำนวน CAI ที่ครู อาจารย์ทุกระดับ รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย ร่วมกับนักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์พัฒนามีแพร่หลายในงานนิทรรศการและวงการธุรกิจด้านนี้ เห็นได้ชัดเจนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ และจะมีมากขึ้นอีก จำนวน e-mail ที่ส่งถึงกัน
การประยุกต์ใช้ ICT เพื่อการบริหารจัดการ
การ บริหารจัดการเทคโนโลยีด้านต่างๆมาใช้เพื่อการศึกษา ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับคือ ช่วยให้สะดวก หรือง่ายขึ้น และลดความผิดพลาดสำหรับงานที่ซับซ้อนยุ่งยากได้ ยกตัวอย่างเช่น การเก็บข้อมูลโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น การเก็บข้อมูลของครูและบุลากรในโรงเรียน เช่น ระดับขั้น เงินเดือน และถ้ามีงบประมาณมากๆก็สามารถติดต่อข้อมูลทางเครือข่ายยิ่งทำให้สะดวกมาก ขึ้นอีกด้วย สำหรับข้อเสียของการใช้ ICT ไม่ ถูกทางมีมากกว่าไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู นักเรียน เช่นการปกปิดข้อมูล หรือการปรับเปลี่ยนข้อมูล ไม่ว่าจะในทางผลประโยชน์ใดหรือในทางใดก็ตาม ก็เป็นผลเสียในการใช้ ICT ทั้งสิ้น สำหรับนักเรียนถ้าใช้ไม่ถูกทางการติดตามดูแลอาจไปไม่ทั่วถึงซึ่งเป็นผลเสียที่ร้ายแรงเช่นกัน
กำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาที่ตอบสนองแผนระดับชาติและระดับกระทรวง โดยกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายโดยกำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 จัดหาระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
- จัดซ่อมบำรุงห้องคอมพิวเตอร์, ปรับปรุงห้องสมุด, พัฒนาห้องสื่ออิเล็กทรอนิกส์, ขยายระบบเครือข่ายไร้สาย และพัฒนาระบบอิน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาและสรรหาบุคลากรด้าน ICT
- จัดครูสอนตรงตามความถนัดและเอกวิชา, อบรมการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นให้กับครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียน ส่งครูเข้ารับการอบรมการผลิตนวัตกรรมและจัดทำสื่อคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม E-Book, และอื่นๆที่ครูสนใจ, ส่งเสริมการทำวิจัย และนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ต
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประยุกต์ใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้
- การค้นคว้าข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต, การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อความบันเทิง, การส่งงานและการบ้านด้วย Handy Drive
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การประยุกต์ใช้ ICT เพื่อการบริหารจัดการ
- จัดให้มีระบบฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดรับกับทุกระดับมีคลังข้อมูล (Data Warehouse) เพื่อการตัดสินใจ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยผ่านระบบเครือข่าย มีระบบเครือข่ายภายในองค์กร (Intranet) เพื่อใช้ในการบริหารงาน หน่วยงานมี Software ที่ ถูกกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการและพัฒนาระบบและมีโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ใน การบริหารงานด้านบุคลากร ด้านบริหารทั่วไป ด้านงบประมาณ ด้านวิชาการ ด้านติดตามประเมินผล ด้านบริหารกิจการนักเรียนในทุกระดับมีระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System :GIS)และมีเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์และให้บริการข้อมูลข่าวสารของหน่วยงาน
การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตเพื่อให้มีประสิทธิภาพ เราจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องสารสนเทศให้ท่องแท้ ปัจจุบันพัฒนาการและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์การ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายแก่ผู้บริหารในอนาคตให้นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ โดยผู้บริหารต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มของเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถจำ