มีหลายคนบอกผมว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบธนาธิปไตย คือเอาเงินเป็นใหญ่ ไม่เห็นคุณค่า ความบริสุทธิ์ทางการเมือง นักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เป็นการเมืองที่ผูกขาดโดยคนกลุ่มน้อย ไม่กี่ตระกูล ไม่ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือกลุมตน เป็นนักการเมืองพันธุ์ใหม่(กลายพันธุ์จากพันธุ์ชั่ว) มาจากการซื้อเสียง และกลไกโกงการเลือกตั้งทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้ดังนั้นการเมืองจึงเป็นเรื่องของคนกลุ่มกลายพันธุ์เข้าไปทำหน้าที่ ไปใช้อำนาจจัดสรรผลประโยชน์ทางสังคม จัดสรรทรัพยากรที่ละเมิดสิทธิชุมชน และเป็นนักการเมืองที่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชน
             อย่าปล่อยให้ประชาชนอ่อนแอ อย่าปล่อยให้ประชาชนขายเสียง อย่านั่งดูนักการเมืองที่พยายามเอาชนะกันทางการเมืองโดยใช้ทุกกลยุทธในทางโกงเพื่อแย่งชิงกันเข้ามาปกครองบ้านปกครองเมือง อย่าให้ประชาชนเข้าใจการเมืองเป็นละคอนน้ำเน่า เป็นเรื่องของคนมีเงิน เป็นเรื่องของคนชั้นสูง ภูมิฐาน เฉพาะผู้มีความรู้ เป็นพวกเทวดา ทั้งนี้เพราะประชาชนถูกเสี้ยม และสอนว่า ประชาชนคือผู้อยู่ใต้การปกครอง มีหน้าที่ต้องฟังนักการเมือง แม้จะมีรัฐธรรมนูญปี 2540และ2550 ที่ระบุไว้ชัดแจ้งว่า
 รัฐจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย กำหนดแผนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ นั่นก็คือเจตนาจะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองนั่นเอง ประชาชนไทยทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานจะต้องตื่นตัว ต้องไม่งอมีงอเท้า ต้องศึกษาบทเรียนที่แจ่มชัด ของครูประเวียน บุญหนัก  คุณสำเนา ศรีสงคราม ครูครอง จันดาวงค์ คุณเตียง สิริขันธ์และคนอื่นๆ ที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านจากนักการเมืองเผด็จการ ทรราชย์ ที่สมคบกับนักธุรกิจ กลุ่มทุนที่เลวร้าย  สุดท้ายลงเอยที่การสังหารผู้นำชาวบ้าน ต้องไม่กลัวและต้องกล้าที่จะจัดตั้งองค์กรชาวบ้านที่เข้มแข็ง ต้องรู้เท่าทันนักการเมืองและกลุ่มทุน ต้องกล้าจัดการระบอบตัวแทนที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน
          กลุ่มองค์กรประชาชนทุกองค์กรต้องรวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเครือข่าย ป่าชุมชน เกษตรกรรมทางเลือก กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ อนุรักษ์ดินและน้ำ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเครือข่ายสตรี ต้องสร้างกลุ่มองค์กรเครือข่ายเหล่านี้ให้มีความชอบธรรมมากขึ้น ในเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางสังคม ให้อยู่ในสภาองค์กรชุมชน ให้รัฐตราเป็นพ.ร.บ จึงจะทำให้องค์กรเครือข่ายเหล่านี้มีบทบาทในสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่สำคัญต้องร่วมกันต่อสู้ให้ได้มาซึ่งนักการเมืองที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีจริยธรรม ให้มีนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนแท้ๆสร้างนโยบาย ปฏิรูปบ้านเมือง แก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนให้ได้
            ผลการศึกษาวิจัยของTDRI พบว่าคน20%ข้างบนมีสัดส่วนแบ่งรายได้ของประเทศถึง 54.9% แต่คนล่างสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้เพียง4.4% มันต่างกันถึง 12 เท่า TDRI ยังกล่าวอีกว่าประเทศใดที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากแบบนี้ จะเกิดความไม่เป็นธรรมสูง และสังคมนั้นจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง การเมืองภาคประชาชนมีความสำคัญต้องเริ่มที่หมู่บ้าน ให้ทุกพื้นที่เสวนากัน คุยกันให้เห็นตัวตนของหมูบ้านของตัวเอง ว่าขณะนี้หมู่บ้านเรามีปัญหาอะไร จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีไหน จะร่วมกันแก้ไขอย่างไร แบบไหน รวบรวมปัญหาของทุกหมู่บ้านเข้ามาอย่างเป็นเครือข่าย  ปัญหาไหนใหญ่เป็นปัญหาระดับนโยบายนำมาให้ อบต สมาชิกอบตทุกคน นายอำเภอ กำนันผู้ใหญบ้านต้องเข้าร่วมและหาทางออกในการแกปัญหา ทำข้อตกลงกัน ลงนามกันทั้งหมดทุกฝ่าย นำเอาความทุกข์ยากเดือดร้อนของทุกชุมชนไปบรรจุในแผนปฏิบัติการของ อบต อำเภอ ถ้าใหญมากเป็นการบรรจุในแผนจังหวัด นี่แหละการสร้างประชาปไตยชุมชน ที่สูงสุดคือการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขนั่นเอง  

         ประชาธิปไตยชุมชนควรจะเป็นตัวขับเคลื่อนและกำหนดนโยบายรัฐไทยที่ก้าวหน้ามากกว่านักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์และทุจริตคอร์รัปชั่น