"การพิจารณาความดี - ความชอบ" ถ้าพูดถึงเรื่อง ทำงานในระบบราชการแล้ว สิ่งที่ทุกคนหวังและทำงานในแต่ละปีงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ นั่นคือ ผลของการพิจารณาความดี - ความชอบ ซึ่งแต่ะละคนต่างลุ้นว่าในแต่ละครั้งในการประเมินผลของการทำงานของตนเอง จะได้รับผลเช่นไร... (งบประมาณหนึ่งจะมี 2 ครั้ง)...ได้แก่ ครั้งที่ 1 ผลงานระหว่างรอบปีงบประมาณ เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 25... - 31 มีนาคม 25... (ณ 1 เมษายน 25...) ครั้งที่ 2 ผลงานระหว่างรอบปีงบประมาณ เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน 25... - 30 กันยายน 25.. (ณ 1 ตุลาคม 25...) ซึ่งถ้าพูดกันจริง ๆ แล้ว การประเมินผลการปฏิบัติงานในแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับผู้บริหารจะให้ความยุติธรรมต่อลูกน้องในการทำงานได้มากน้อยเพียงใด...บางคนยึดถือหลักการในการพิจารณาความดี - ความชอบ ให้ตามผลงานที่ลูกน้องตนเองได้ปฏิบัติ...แต่บางคนเรียกว่ายึดถือหลักการน้อย...ขอยึดถือความรู้สึกของตนเองเป็นหลัก...(นี่คือ ปัญหาของการปฏิบัติงานในระบบราชการ ที่จะทำให้ลดน้อยลงเป็นไปค่อนข้างยาก...)...เพราะถ้าหน่วยงานใดยังคิดที่จะให้ความดี - ความชอบ ตามความรู้สึกของตนเองด้วยแล้ว และกลับไปให้กับคนที่ปฏิบัติงาน เช่น คนใกล้ชิด คนเอาใจนายเก่ง คนที่ชอบประจบ คนที่รับใช้สนิทกับครอบครัวเจ้านายด้วยแล้ว...บอกได้เลยว่าที่เป็นเช่นนี้ ทำให้ผลของการปฏิบัติงานสำหรับคนที่ตั้งใจทำงานให้กับราชการอย่างจริงจังลดน้อยลง...ขวัญ กำลังใจในการทำงานก็ลดลง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงานและผลของการทำงานในภาพรวมของประเทศลดลงด้วย... จะเห็นได้ว่า...ในสมัยก่อน การพิจารณาความดี - ความชอบ รัฐได้ออกหลักการให้แต่ละส่วนราชการปฏิบัติ แต่การปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ เป็นไปค่อนข้างน้อย...แต่ก็มีบางส่วนที่ให้ความดี - ความชอบ ตามผลการปฏิบัติงาน...แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ให้เพราะความรู้สึกอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นองค์ประกอบ...ถ้าพูดถึง เป็นการให้ความยุติธรรม ค่อนข้างยากมาก ๆ ในการปฏิบัติ...การที่ให้ความดี - ความชอบ ในแต่ละครั้ง...อยู่ที่หัวหน้าส่วนราชการ ต้องให้ความยุติธรรมต่อผลของงาน เพื่อขวัญ กำลังใจที่ลูกน้องจะได้รับ...เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ก็เป็นเช่นเดิม ว่าการพิจารณาก็จะให้กับบุคคลที่รับใช้ใกล้ชิด...หรือผู้ที่ทำผลประโยชน์ให้กับผู้บังคับบัญชา...ซึ่งหาใช่ผลงานที่พูดถึงในข้างต้นไม่... ถ้าหน่วยงานใด ยึดถือหลักการที่รัฐมอบให้มาใช้ในการปฏิบัติและใช้ความยุติธรรม ความมีจิตสำนึกในการเป็นผู้บริหาร ที่มีต่อลูกน้องทุกคน... โดยหาเลือกปฏิบัติต่อลูกน้องคนใดคนหนึ่งไม่...ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านผู้บริหารจะได้ใจลูกน้อง และได้วัตถุประสงค์ซึ่งภาครัฐหวังที่จะให้เกิดขึ้นกับระบบราชการไทยอย่างจริงจัง...แต่ในทางกลับกัน ถ้าท่านพิจารณาความดี - ความชอบ โดยเลือกปฏิบัติให้กับลูกน้องที่ใกล้ชิดด้วยแล้ว...ท่านจะไม่ได้ใจลูกน้องอีกคน ซึ่งคิดดี หวังดี ต่อการทำงานให้กับท่าน แถมผลกระทำในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" ยังจะติดตัวท่านอีก ไม่ว่าตัวท่านเองหรือแม้แต่ครอบครัว... สำหรับลูกน้องที่ผิดหวังในเรื่องของการพิจารณาความดี - ความชอบด้วยแล้ว...ผู้เขียนขอแนะนำว่า...ขอให้ท่านทำใจเถอะ เพราะผลไม่เป็นไปอย่างที่ตัวเราหวัง ตัวเราคิดหรอก...เป็นอำนาจที่อยู่เหนือสิ่งที่เราควบคุมได้...คิดเพียงว่า ขึ้นอยู่กับ "กฎแห่งกรรม"...คนเราทำดี ย่อมได้ดี ไม่ได้ดีในตอนนี้...โอกาสหน้าก็อาจได้ดีกว่านี้...ไม่ได้ดีกับตนเอง แต่ลองหันไปมองรอบ ๆ ตัวเราว่า...มีสิ่งอื่น เช่น ครอบครัวมีความสุข ลูกไม่เกเร ทำให้พ่อ - แม่ต้องเดือดร้อน ความพอมีพอกินของครอบครัว ขอเพียงว่าให้เรามีความสุขต่อชีวิต ต่อตนเองและต่อครอบครัวของเราก็พอแล้ว...แต่ถ้าเราได้ผลของความดี - ความชอบ นั่นแสดงว่า...หัวหน้างานมีความผดุงซึ่งความยุติธรรมในการทำงาน เห็นผลของการทำงานของเราอย่างจริงจัง... มีจิตสำนึกในการเป็นผู้บริหารที่ดีต่อลูกน้องของตนเอง... สิ่งที่สำคัญ : เมื่อหัวหน้างานให้ความดี - ความชอบแล้ว นั่นคือ การเรียกชี้แจง ทำความเข้าใจให้กับลูกน้องทุกคน ได้รับทราบถึงผลของการพิจารณา ฯ ในแต่ละครั้ง... เพื่อเป็นข้อยุติและรับทราบความคิดเห็น... "ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ทำงานอย่างเต็มที่ทุกท่านค่ะ..." "การเป็นผู้บริหารไม่ใช่เรื่องง่ายและการเป็นลูกน้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกัน...ขอเพียงให้ต่างฝ่ายยึดหลักของผลงานอย่างจริงจัง เพียงเท่านั้น...ก็จะทำให้ประเทศชาติเกิดการพัฒนายิ่งขึ้น..."
ถูกต้อง !!! เห็นด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ...คุณ Kevil...