"เราขอมากไปไหม เราขอแค่อยู่อาศัยในบ้านอันเป็นเรือนเกิด และบ้านที่อยากจะฝังร่างเป็นเรือนตายก็เท่านั้น"

ผู้ที่ผ่านไปมาบริเวณสะพานผ่านฟ้า ถนนมหาชัย หลายคนคงจะสังเกตเห็น "ป้อมมหากาฬ" ซึ่งเป็นป้อมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็น 1 ใน 14 ป้อมสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่ทรงสร้างพระนครและพระบรมมหาราชวัง เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึก แต่อีกหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ตลอดหลังแนวกำแพง เป็นที่ตั้งของ "ชุมชนป้อมมหากาฬ" ชุมชนที่มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี นับเนื่องตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 บริเวณแห่งนี้นั้นในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชบริพารที่มีหน้าที่ดูแล วัดภูเขาทองและวัดราชนัดดาที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬยังเป็นชุมชนโบราณที่มีตำนานและอาชีพเก่าแก่ดั้งเดิมของคน ไทยที่ยังสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกรุง รัตนโกสินทร์ที่หลงเหลืออยู่น้อยเต็มทีในปัจจุบัน สำหรับอาณาบริเวณของชุมชน ด้านทิศเหนือติดสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ทิศใต้ติดคลองวัดเทพธิดาราม ทิศตะวันออกติดกับคลองโอ่งอ่าง ทิศตะวันตกติดป้อมมหากาฬ

พ.ศ.2535 กรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้ชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องถูกไล่รื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวน สาธารณะ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยการดำเนินโครงการตามแผนแม่บทฯ นั้นครอบคลุมพื้นที่อาณาบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ (1) กรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน ซึ่งได้แก่อาณาเขตที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองคูเมืองเดิม (2) บริเวณ กรุงรัตนโกสินทร์ชั้นนอก บริเวณที่มีอาณาเขตล้อมรอบด้วยคลองคูเมืองเดิม แม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศเหนือ คลองรอบกรุง และแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ และ (3) บริเวณฝั่งธนบุรีซึ่งอยู่ตรงข้ามบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อกรุงเทพมหานครต้องการอนุรักษ์ป้อมมหากาฬ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องหมายแสดงอาณาเขตของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เพราะตัวป้อมเชื่อมต่อกับแนวกำแพงเมืองที่ขนานกับคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่เชิงสะพานผ่านฟ้าจนสุดเขตวัดราชนัดดาที่ติดกับวัดเทพธิดา จึงส่งผลให้ชุมชนป้อมมหากาฬที่ตั้งอยู่หลังแนวกำแพงเมือง เขตพระนคร และอยู่ในอาณาบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นนอกถูกรื้อถอน ตามแนวคิดการอนุรักษ์โบราณสถานที่ต้องการรักษาป้อม แต่ไม่ต้องการรักษามิติวิถีชีวิตความเป็นชุมชนที่อยู่คู่มากับป้อม

หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพียง 1 ปี กรุงเทพมหานครตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง มีชาวบ้านบางรายที่มีที่ดินรองรับอยู่แล้ว ยอมรับค่าเวนคืน 100% แล้วรื้อถอนไปปลูกอยู่ที่อื่น ส่วนรายใดที่ไม่ยอมรื้อย้าย ในปี พ.ศ.2538 กรุงเทพมหานครประกาศว่าจะนำรถมาไถทั้งชุมชน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เหลือต้องยอมรับเงินค่าเวนคืน 75% และในช่วงปี พ.ศ.2540 ชาวบ้านจึงนำเงินค่าเวนคืนไปวางดาวน์เพื่อซื้อที่ดินในโครงการของกรุงเทพมหา นคร ได้แก่ โครงการการเคหะฯ ฉลองกรุง แถวมีนบุรี ทั้งที่ตอนนั้นชาวบ้านเองก็ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจใดๆ เลย รู้จากการเคหะฯ แค่เพียงว่าสาธารณูปโภคจะพร้อมในอนาคต แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีโครงการดังกล่าวไม่มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคดังที่แจ้งไว้ อีกทั้งการสัญจรไปมาก็ลำบาก ไม่มีรถเข้าออก ไม่มีสถานพยาบาล ที่สำคัญคือ ไม่มีแหล่งอาชีพรองรับชาวบ้าน ดังนั้น การที่ชาวบ้านจะต้องรื้อย้ายไปไกลถึงชานเมือง จึงเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวโดยเฉพาะการทำมาหากินของชาวบ้านหลายๆ อาชีพในชุมชน ล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่ทำต่อเนื่องกันมานาน จำเป็นต้องอาศัยลูกค้าที่เคยติดต่อซื้อขายกันมาก่อน อย่างเช่น อาชีพทำกรงนก การเลี้ยงนกเขาชวา การเลี้ยงไก่ชน การหลอมทอง บางอาชีพก็ต้องอาศัยลูกค้าในยานใกล้เคียง เช่น อาชีพปั้นตุ๊กตาดินเผารูปฤาษีดัดตนในอริยาบทต่างๆ ซึ่งมีตลาดรับซื้ออยู่ที่ตลาดวัดราชนัดดา ถ้าชาวบ้านย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่ที่ไกลจากที่เดิมมากๆ อาจจะต้องเสียลูกค้าขาประจำกลุ่มเดิมที่ติดต่อกันมานาน

ปี พ.ศ.2545 กรุงเทพมหานครประกาศทำการรื้อย้าย และหลังจากนั้นไม่นานนักปี พ.ศ.2546 ชุมชนป้อมมหากาฬ ปิดป้อม ปิดชุมชน ต่อสู้กับการไล่รื้อที่ไม่ชอบธรรม ชาวชุมชนหลายคนต้องออกจากงานมาเฝ้าระวังดูแลบ้านเป็นเวลากว่า 6 เดือน

กล่าว ได้ว่า การรื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬเป็นหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของแนวคิดการใช้ที่ดินในเมืองเพื่อ สาธารณประโยชน์ ระหว่างรัฐกับชาวบ้านในชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับทางออกและวิธีการที่รัฐดำเนิน การไล่รื้อ ซึ่งเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่หน่วยงานรัฐมักนำมาใช้กับชาวบ้าน เมื่อต้องการใช้พื้นที่บริเวณต่างๆ เป็นพื้นที่สาธารณะหรือเป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง

ตลอดระยะหลายสิบปีมานี้ ที่ชาวบ้านเริ่มทราบข่าวการไล่รื้อ หลายครอบครัวต้องนอนฝันร้ายกับความกังวล มีชีวิตอยู่บนความไม่มั่นคง ด้วยเงื่อนไขหลายๆ อย่าง จึงนำมาสู่เวทีประชุมของชุมชนป้อมมหากาฬจนเกิดข้อเสนอทางเลือกให้กับกรุงเทพ มหานคร โดยการยื่นข้อเสนอพร้อมทั้งแบบตัวอย่างการจัดผังชุมชน ขออยู่ต่อในที่ดินเดิม จากเนื้อที่ทั้งหมด 4 ไร่เศษ โดยขอแบ่งปันพื้นที่เช่าในการปลูกสร้างบ้าน 1 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือใช้สร้างสวนสาธารณะ (land sharing) พร้อมทั้งแสดงความพร้อมทางการเงิน ด้วยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย และเริ่มทำกิจกรรมในการพัฒนาชุมชนด้าน สิ่งแวดล้อม เพื่อยืนยันว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถาน อยู่ร่วมกับคูคลองได้เป็นอย่างดี

นอกจากชาวบ้านจะให้ความสำคัญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของกรุงเทพมหานครแล้ว มิติความเป็นชุมชนที่มีบรรยากาศวิถีชีวิตแบบไทยๆ ในชนบท ทั้งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุง ยังเกิดจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่อยู่ร่วมกัน มานาน พึ่งพาอาศัยกันแบบญาติพี่น้อง ซึ่งมีส่วนสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนม เหมือนเป็นการสร้างชุมชนให้เป็นครอบครัวใหญ่ ตรอกทางเดินที่ใครผ่านไปผ่านมา ยังมีการทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เหมือนพี่ ป้า น้า อา เหมือนลูกเหมือนหลาน ลานกว้างในชุมชนที่ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยสามารถมาทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจของตน การรักษาต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เก่าแก่หลายต้นเอาไว้ นอกจากจะสร้างความร่มเย็นให้กับชาวชุมชนและผู้ที่แวะเข้าไปเยี่ยมเยียนแล้ว ยังผูกพันด้วยระบบคติความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย จิตสำนึกของชาวชุมชนที่ต้องการอนุรักษ์ประเพณีบางอย่างที่สืบทอดมาจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นพิธีบูชาเจ้าพ่อประจำป้อมมหากาฬ ซึ่งถือว่าเป็นพิธีกรรมการบูชาสิ่งศักด์สิทธิ์ของเมือง แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันและการมองเห็นคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมที่มี อยู่ในชุมชน

สำหรับสวนสาธารณะนั้น ชาวชุมชนเองก็ไม่ได้คัดค้านกรุงเทพมหานครในการสร้างแต่อย่างใด แต่ชุมชนได้เสนอทางเลือกในการจัดการพื้นที่ร่วมกันโดยการขอแบ่งพื้นที่อยู่ อาศัย และชาวชุมชนจะเข้ามาช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดสวนสาธารณะ รวมทั้งจะคอยจัดเวรยามรักษาความปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืนให้กับผู้ที่มา พักผ่อนหย่อนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังช่วยกันพัฒนาชุมชนให้เป็นจุดดึงดูดด้านการท่องเที่ยว ทั้งตลาดน้ำในคลองโอ่งอ่าง ร้านค้าจำหน่ายสินค้าฝีมือช่างพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ที่สำคัญชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนเพื่ออนุรักษ์บ้านเรือนโบราณที่มี คุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ซึ่งถ้าภาครัฐสนใจให้การสนับสนุน ชุมชนดั้งเดิมตรงนี้อาจจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ยังมี ชีวิตชีวาอีกแหล่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ในสมัยผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีสัญญาณหลายอย่างที่ทำให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการแก้ไขปัญหา เรื่องที่อยู่อาศัยร่วมกัน เกิดบันทึกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร และชุมชนป้อมมหากาฬ ในการทำการวิจัยศึกษาการจัดการเรื่องชุมชนบ้านไม้โบราณ แต่หลังจากโครงการเสร็จสิ้นลงท่าทีความไม่ชัดเจนของกรุงเทพมหานครก็เกิดขึ้น อีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปที่ร้องเรียนการทำงานของกรุงเทพ มหานครว่าเพิกเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมายในกรณีชุมชนป้อมมหากาฬ ทำให้สถานการณ์ชุมชนกลับเข้าสู่ช่วงวิกฤติอีกครั้ง ขณะเดียวกันในการต่อสู้ที่ยาวนาน แกนนำชุมชนหลายรายอ่อนแรง ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นทั้งขวัญและกำลังใจการต่อสู้ก็ล้มหายตายจาก เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชุมชน นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤติทั้งภายในและภายนอกชุมชน

แต่สำหรับชุมชนป้อมมหากาฬ วิกฤติคือโอกาส พ.ศ.2551 ชาวชุมชนพลิกวิกฤติในการหลวมรวมตัวกันใหม่ เดินหน้ายื่นจดหมายร้องต่อสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้เข้ามาร่วมแก้ไขจัดการปัญหาการจัดการที่อยู่อาศัย โดยสภาที่ปรึกษาฯ ได้เปิดเวทีในการพูดคุย รับฟังปัญหาโดยเชิญตัวแทนจากชุมชนเข้ามาร่วมหารือ แลกเปลี่ยน รวมทั้งลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา จนเกิดข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาการจัดการที่อยู่อาศัยบนแนวทางสันติวิธี ที่ยื่นต่อกรุงเทพมหานครภายใต้การเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานครอีกครั้งของ ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ซึ่งสนับสนุนและเปิดโอกาสในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของสภาที่ปรึกษาฯ เรียกได้ว่าเป็นความหวังอีกครั้งสำหรับชุมชน

เมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าทีเข้าทาง เห็นแนวทางในการร่วมกันแก้ไขปัญหา หากแต่ฟ้าเปิดได้ไม่นานนัก กรุงเทพมหานครเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารระดับสูง เกิดการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ซึ่งสำหรับชุมชนป้อมมหากาฬแล้ว คิดว่านี่คือนิมิตรหมายที่ดีในการเคลื่อนงานต่อสำหรับผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานครพรรคการเมืองเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น กลับพบว่า ชุมชนกำลังเผชิญกับตอขนาดใหญ่ การต่อสู้เรียกร้อง และแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมากลับถอยหลังลงคลอง(โอ่งอ่าง) อีกครั้ง ข้อเสนอของชุมชนหลายต่อหลายครั้งในสมัยผู้ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ไม่ได้รับการติดตาม และเปิดเวทีในการร่วมแก้ไข พร้อมๆ กับการประกาศชัดเจนจากปากผู้บริหารระดับสูงของกรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบ ดูแลป้อมมหากาฬ เกี่ยวกับอนาคตของชุมชนป้อมมหากาฬ 17 เดือนนับถอยหลัง (จากระยะนี้ เดือนมกราคม พ.ศ.2554 คือเส้นตายของชุมชน)

ระยะเวลา 19 ปีของการต่อสู้ของชุมชนป้อมมหากาฬ ผ่านทั้งคืนวันที่สุขและทุกข์ที่สุดมานับครั้งไม่ถ้วน ชาวชุมชนไม่ได้เรียกร้องขออะไรมากกว่าไปกว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่ อาศัยบนแนวทางการจัดการร่วม การมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาชน เมื่อว่าเส้นตายของชุมชนกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ วันคืนงวดเข้ามาทุกวัน แต่สำหรับชุมชนป้อมมหากาฬแล้ว การต่อสู้ยังไม่เคยสิ้นสุดจนกว่าข้อเสนอของชุมชนจะได้รับการเปิดเวที เกิดแนวทางในการแก้ไขร่วม