เดิมคิดว่าตอนที่ 13 เป็นตอนสุดท้ายแล้ว แต่คุยกันไปคุยกันมา ภรรยาผมบอกว่า “มันยังไม่สมบูรณ์” เพราะสิ่งที่ประทับใจจริงๆ ยังพูดออกมาไม่หมด เธอจึงรับอาสาเขียนให้ ถือว่าเป็นตอนสุดท้ายนะครับ . . .
 
เคยอ่านหนังสือที่อธิบายประสบการณ์การเดินทางว่าจริงๆ แล้วสิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ว่าเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนในประเทศนั้นๆ เพียงใด หากเรามีจิตใจที่ดีก็จะชักนำแต่คนดีๆ มาเจอะเจอ ตอนที่อ่านหนังสือก็ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่พอเมื่อได้ไปเที่ยวเกาหลีเองในครั้งนี้ จึงเห็นกฏแห่งแรงดึงดูดนี้ชัดมาก เมื่อมานั่งคุยย้อนหลังกันแล้ว ความประทับใจที่ได้จากการเห็นวิวทิวทัศน์หรือสถานที่เที่ยวก็คงจะไม่แตกต่างจากการไปกับทัวร์ แต่สิ่งที่ได้จากการไปเองก็คือความประทับใจในไมตรีจิตของผู้คนที่เราได้ไปพบ
 
 ในทริปนี้เราสองคนโชคดีมากที่ได้พบกับคนดีๆ มาตลอด เริ่มตั้งแต่วันที่ติดต่อตั๋วเครื่องบิน เจ้าหน้าที่การบินไทยก็ให้คำแนะนำที่ดีให้ข้อมูลต่างๆ ครั้นเมื่อเราเปลี่ยนแผนจะไปสายการบินเอเซียน่าแทนการบินไทยเจ้าหน้าที่คนแรกที่ได้คุยด้วยก็ให้บริการอย่างน่าประทับใจมาก ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ในขณะที่เขียนบทความนี้ยังนึกถึงเธอประทับใจอย่างมาก (ถึงแม้ว่าตอนหลังจะติดต่อไปเจอคนอื่นที่ไม่ประทับใจเท่ากับคนแรกก็ตาม)
 
วันที่จะเดินทางไปพูซาน ที่สถานีรถไฟโซลได้รับความช่วยเหลือจาก Mr. Jun Sang-wook ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างพิเศษสุด คือว่าเราต้องการจะไปพูซานด้วยรถ High Speed KTX คุณ Jun แกก็บอกพวกเราว่าสำหรับคนต่างชาติหากซื้อ KR Pass น่าจะคุ้มกว่าเพราะแค่ค่า KTX เที่ยวเดียวจากโซลไปพูซานก็คนละห้าหมื่นกว่าวอนแล้ว แต่พวกเราไม่ได้ซื้อไว้ก่อน คุณ Jun จึงเป็นธุระไปถามเจ้าหน้าที่รถไฟว่าพวกเราซื้อกันวันนี้แล้วใช้วันนี้เลยจะได้ไหม คำตอบก็คือซื้อได้แต่ต้องเป็นการซื้อออนไลน์ ไม่ใช่ที่สถานี จะใช้คอมพ์ของสถานีก็ไม่ได้ แกก็เลยต้องพาไปร้านที่ขายคอมพิวเตอร์ ไปขอเขาใช้ และช่วยจนเราซื้อออนไลน์ได้ในที่สุด นอกจากนี้เรายังมีปัญหาเรื่องกระเป๋าที่พังไปหนึ่งไป แกก็ยังแนะนำว่าในสถานีนี้มีศูนย์การค้าน่าจะหากระเป๋าเดินทางได้ บอกทางให้เสร็จสรรพ ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี
 
 
 คนต่อมาที่ประทับใจก็คือ คุณสริญณี ที่พบกันระหว่างทางที่เราจะไปขึ้นรถไฟเพื่อไปเคียงจู เธอช่วยเหลือพวกเราสองคนเป็นอย่างดี ขนาดจะแยกทางกัน ก่อนที่เธอจะลงรถไฟ ก็อุส่าห์พาเจ้าหน้าที่รถไฟมายังโบกี้ที่เรานั่งเพื่อฝากฝังให้เจ้าหน้าที่บอกเราด้วยเมื่อถึงสถานีเคียงจู แม้ในขณะนี้ขณะที่พูดถึงเธอ เราก็ยังอดยิ้มไม่ได้ เพราะเห็นภาพที่ร่าเริงแจ่มใสพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ รู้สึกซาบซึ้งใจในไมตรีจิตและความห่วงใยของเธอ แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเชียว
 
คนต่อมาก็คือคุณคิม คนขับแท็กซี่ที่เคียงจู นึกๆ ดูก็ยังรู้สึกผิดเหมือนกันที่ตอนแรกไม่ค่อยไว้ใจแกเท่าไรนัก แต่แล้วเวลาก็พิสูจน์ว่าคนดีมีอยู่ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ตอนนี้ยังนึกถึงภาพคุณคิมและภรรยาที่สถานีรถไฟเคียงจูเมื่อเช้าวันที่เราจะขึ้นรถไฟกลับโซล
 
คนต่อมาคือคุณคริสเทียน ที่นำทีมงานมาสัมภาษณ์ผู้คนในย่านอินซาดอง ในขณะนั้นที่พวกเรานั่งอยู่ตรงขั้นบันไดระหว่างรอให้ฝนหยุด ก็นั่งดูเด็กสาวสองคนกำลังแต่งหน้ากัน ทีมงานคุณคริสเทียนเข้ามาสัมภาษณ์เด็กก่อน แล้วก็มาสัมภาษณ์เรา พูดคุยกันจึงรู้ว่าคุณคริสเทียนเคยมาฮันนิมูนที่เมืองไทย

 

นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารต่างๆ ที่พวกเราเข้าไปทานกัน เรียกได้ว่าประทับใจกับทุกร้านเลย ไม่ว่าจะอาหารหรือเจ้าของร้านที่บริการประทับใจ เมื่อพูดถึงการเที่ยวครั้งนี้ทีไรก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนเหล่านี้ เราคิดว่าสิ่งที่ชักนำให้เราได้พบแต่คนดีๆ น่าจะมาจากใจของพวกเราที่ว่างไม่ได้คาดหวังอะไร มีแต่ความรู้สึกดีๆ ให้กับสิ่งต่างๆ เราได้พบกับสิ่งดีๆ สิ่งที่ทำให้ซาบซึ้งใจมาถึงทุกวันนี้ คิดว่านี่เป็นกฏแห่งการดึงดูดนั่นเอง

 

สรุปว่าผู้คนที่เราได้เข้าไปรู้จัก เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทริปนี้แตกต่างๆ ไปจากทริปอื่นๆ ที่เคยไปมา ใครว่าวิวทิวทัศน์สวย ผมว่าน้ำใจไมตรีที่คนมีให้กันนั้นสวยยิ่งกว่าเป็นไหนๆ . . . หรือใครว่าไม่จริง !