นี่คือการทำงาน “วิจัยและพัฒนา” ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่อยู่บนฐานชีวิตจริง

          การสร้างงานในพื้นที่เป็นเรื่องใหญ่ของการสร้างโอกาสมีสัมมาชีพและชีวิตที่ดี ที่จะนำไปสู่ความรักความภูมิใจความหวงแหนท้องถิ่นของตน   ตรงตามคำวิพากษ์ของท่านอดีตรองนายกฯ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ ในการประชุมประจำปีของสภาพัฒน์ฯ เมื่อวันที่ ๖ ส.ค. ๕๓

 

          เราจึงควรมีมาตรวัดบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อการสร้างงาน เน้นการสร้างงานในพื้นที่ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ 

 

          เป็นการทำงานสร้างสรรค์วิชาการ งานพัฒนาคน โดยมีเป้าหมายไปสู่การสร้างงานในพื้นที่   ซึ่งจะยกระดับเศรษฐกิจและระดับความเป็นอยู่ในพื้นที่ 

 

          วิชาการสายรับใช้สังคมไทย จึงต้องมีเป้าหมายเพื่อยกระดับหรือสร้างนวัตกรรมในการผลิตสินค้า  ยกระดับบริการ  มองทั้งที่การผลิต การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า/คุณค่า (value chain)   และพัฒนาการตลาด  ของท้องถิ่น

 

          มีการวิจัยเพื่อพัฒนา “สินค้า” หรือวิธีการใหม่ๆ ร่วมกับ “ผู้ประกอบการชาวบ้าน” ในท้องถิ่น   โดยหากประสบความสำเร็จ กลายเป็นสินค้าตัวใหม่ที่ทำรายได้ดี   สถาบันอุดมศึกษาก็ได้ส่วนแบ่งกำไรเป็นค่าสินทรัพย์ทางปัญญา

 

          เป็นการสร้างงานโดยร่วมกันทดลองงานใหม่ๆ ที่หากได้รับผลสำเร็จ ชาวบ้านก็ได้รับประโยชน์ และสถาบันอุดมศึกษาก็ได้รับประโยชน์   โดยที่ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “หุ้นส่วน” ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

 

          มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ในพื้นที่ในลักษณะใหม่ ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์   แต่เป็นความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน   มีความเสี่ยงร่วมกัน ต้องฟันฝ่าบากบั่นร่วมกัน   หากล้มเหลวก็เจ็บปวดร่วมกัน   แต่ด้วยความมานะอดทนต่อการดำเนินการเชิงวิจัยและพัฒนา ความล้มเหลวจะเป็นต้นทางไปสู่ความสำเร็จ โอกาสสำเร็จจะมีสูง   และมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐเข้ามาช่วยลดความเสี่ยง ในรูปของทุนวิจัยและพัฒนา 

          ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องมีหน่วยงานที่มีจิตวิญญาณของธุรกิจ   เข้าไปเสาะหาโอกาสและหุ้นส่วนทำงานวิชาการเพื่อสร้างงานในพื้นที่   ที่จะสร้างผู้ประกอบการขนาดจิ๋วในพื้นที่ ที่อาจเริ่มต้นเป็นธุรกิจในครัวเรือน ที่มีโอกาสขยายงานเป็นธุรกิจที่มีการจ้างงาน

 

          มหาวิทยาลัยมีเครือข่ายกับผู้บริโภคที่มีคุณภาพ   จึงมีโอกาสที่จะช่วยเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในพื้นที่กับผู้บริโภคที่อยู่นอกพื้นที่   หากนวัตกรรมสินค้าตัวใหม่ที่มีคุณภาพสูงตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ก็อาจเกิดเครือข่ายระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิตที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

          และใช้ความต้องการของผู้บริโภคเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ หรือพัฒนาคุณภาพของสินค้าตัวเดิมขึ้นไปอีก เป็นการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง หรือ CQI

 
          มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปสร้างวัฒนธรรมหรือจิตวิญญาณ CQI (Continuous Quality Improvement) ที่นำไปสู่จิตวิญญาณ Innovation ให้เกิดขึ้นในประชาคมของพื้นที่ที่ตนเข้าไปเป็นหุ้นส่วนพัฒนา

 

          นี่คือการทำงาน “วิจัยและพัฒนา” ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่อยู่บนฐานชีวิตจริง

 

          การทำงานวิชาการกับหุ้นส่วนในพื้นที่นี้ อาจใช้กลไกของการทำวิทยานิพนธ์เพื่อปริญญาเอกหรือปริญญาโท ก็ได้   และในบางกรณี บัณฑิตผู้นั้นเองที่จะเป็นผู้สร้างงานขึ้นในพื้นที่

 

          สิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาจะต้องตระหนักและเรียนรู้ คือการมีมุมมองใหม่ๆ ต่อพื้นที่   ในลักษณะของการหา “โอกาส” สร้างสรรค์วิชาการร่วมกับภาคชีวิตจริงในพื้นที่   มองเห็น “สินทรัพย์ทางปัญญา” ที่มีอยู่ในพื้นที่   ที่มหาวิทยาลัยมีโอกาสเข้าไปร่วมเป็นหุ้นส่วน เพื่อเอาสินทรัพย์นั้นมาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม

 

          ในการทำงานเหล่านั้น มหาวิทยาลัยได้ผลงานวิชาการออกตีพิมพ์เผยแพร่ด้วย   หรือบางกรณีอาจมีการจดสิทธิบัตรร่วมกับหุ้นส่วน 

 

          สกอ. ควรอุดหนุนให้มีการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำปี ซึ่งอาจเรียกชื่อว่า “มหกรรมหุ้นส่วนการสร้างงานในพื้นที่”  นำเอาเรื่องราวความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน   มีการยกย่องให้รางวัลโครงการที่ประสบความสำเร็จสูง หรือมีนวัตกรรม   เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการสร้างงานในพื้นที่   โดยมีเป้าหมายใหญ่คือ ให้สังคมไทยเป็นสังคมเรียนรู้ หรือสังคมอุดมปัญญาเต็มทั้งแผ่นดิน
 
 
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ส.ค. ๕๓