คุณพ่อคุณแม่ จำนวน 23 ครอบครัว ประเมินกิจกรรมที่ใช้ฝึกลูกที่มีความต้องการฝึกทักษะชีวิตด้วยโปรแกรมพิเศษ/เฉพาะบุคคลจากทีมสหวิชาชีพทางการแพทย์และการศึกษา พร้อมระบุอุปสรรคและความสำเร็จในการฝึกทักษะชีวิตลูกด้วยตนเองที่บ้าน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ครอบครัวที่ 1. ลูกสมาธิสั้น
กิจกรรมที่ฝึก: การเข้านอน-ตื่นนอนเองตามเวลา, การอาบน้ำแปรงฟันเอง, แต่งตัวเอง-ทำการบ้าน, ทานอาหารเอง, ไหว้พระ-ทำสมาธิก่อนนอนเอง
อุปสรรค: ต้องกระตุ้น เตือน แนะนำ เพราะไม่มีสมาธิทำกิจกรรม
ความสำเร็จ: ลูกทำทุกกิจกรรมได้เองในระดับปานกลาง คือ การดูแลตนเอง (ให้คะแนน 5/10) การเล่น (ให้คะแนน 8/10) การศึกษา (ให้คะแนน 7/10) การสื่อสาร (ให้คะแนน 6/10) การใช้เวลาว่าง (ให้คะแนน 6/10) และการเข้าสังคม (ให้คะแนน 7/10)
วิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัด: คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับความสามารถในทักษะการดูแลตนเองของลูกแล้วปรับขอบเขตกิจกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อฝึกทักษะการดูแลตนเองไปพร้อมๆ กับทักษะอื่นๆ ที่คะแนนไม่ถึง 7/10 คือ การสื่อสารและการใช้เวลาว่างตามความสนใจ ความสามารถ และความสุขของลูก ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ชุมชน
แปรผลความต้องการเรียนรู้ทักษะชีวิต: ต้องการ
ครอบครัวที่ 2. ลูกสมาธิสั้น
กิจกรรมที่ฝึก: ทำกิจวัตรประจำวันที่ผู้ปกครองกำหนดให้เด็กทำเอง
อุปสรรค: บางครั้งต้องพาทำพร้อมชมเชย-เยินยอก่อนที่ลูกจะทำได้เองบ้าง
ความสำเร็จ: ไม่ต้องคอยกำกับกระตุ้นเตือนเด็ก
วิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัด: คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกสังเกตและประเมินความสามารถและความสุขที่ลูกมีทักษะการดูแลตนเองได้จริง (ให้กี่คะแนนจาก 10) โดยไม่มีการกำหนดและใช้แรงเสริมทางบวกมากเกินความเหมาะสม และควรมองทิศทางทักษะชีวิตที่มีเป้าหมายด้านอื่นๆ ได้แก่ การเล่น (ให้กี่คะแนนจาก 10) การศึกษา (ให้กี่คะแนนจาก 10) การสื่อสาร (ให้กี่คะแนนจาก 10) การใช้เวลาว่าง (ให้กี่คะแนนจาก 10) และการเข้าสังคม (ให้กี่คะแนนจาก 10)
แปรผลความต้องการเรียนรู้ทักษะชีวิต: ต้องการ
ครอบครัวที่ 3. ลูกสมาธิสั้น
กิจกรรมที่ฝึก: กิจกรรมที่เด็กชอบจะทำได้ดี กิจกรรมที่เด็กไม่ชอบ อาจใช้การเล่นแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วมเพื่อฝึกเด็กให้คิดและแก้ไขปัญหาเอง
อุปสรรค: พ่อแม่จัดการอารมณ์ได้ไม่ดี ขาดความอดทน ขาดสมาธิในการฝึกให้ลูกคิดแก้ไขปัญหา
ความสำเร็จ: ลูกทำทุกกิจกรรมได้เอง คือ การดูแลตนเอง (ให้คะแนน ?/10 เพราะมีปัญหาบังคับการขับถ่าย) การเล่น (ให้คะแนน 9/10) การศึกษา (ให้คะแนน 8/10) การสื่อสาร (ให้คะแนน 8/10) การทำงาน (ให้คะแนน 8/10) การใช้เวลาว่าง (ให้คะแนน 7/10) และการเข้าสังคม (ให้คะแนน 8/10)
วิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัด: คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับความสามารถในทักษะการดูแลตนเองของลูกแล้วปรับขอบเขตกิจกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อฝึกทักษะการดูแลตนเองไปพร้อมๆ กับทักษะการจัดการอารมณ์-คิดแก้ไขปัญหาอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทักษะชีวิตอื่นๆ ที่คะแนนดี (เกิน 7/10) แล้ว สำหรับทักษะการขับถ่าย คงต้องสื่อสารด้วยจิตวิทยาของการเรียนรู้ให้เด็กลองคิดเองว่า จะขับถ่ายอย่างไร เมื่อไร แล้วลองแก้ไขปัญหาถ้าไม่มีใครเตือนให้ขับถ่าย อย่าบังคับหรือกำหนดเวลาในการขับถ่าย แต่อาจเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมที่เด็กสนใจและรู้จักจัดการอารมณ์ (ทั้งตัวเด็กและเข้าใจอารมณ์ของพ่อแม่) ในการคิดแก้ไขปัญหาในการดูแลตนเองเรื่องการขับถ่ายที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ชุมชน
แปรผลความต้องการเรียนรู้ทักษะชีวิต: ต้องการ
ครอบครัวที่ 4. ลูกออทิสติก
กิจกรรมที่ฝึก: ฝึกการรอคอย (อยากกินน้ำต้องรอคอย) ฝึกการแปรงฟัน-ใส่เสื้อผ้า ฝึกการสื่อสารให้เด็กพุดกับลูกค้า ฝึกความรับผิดชอบทำการบ้าน-เก็บงาน ฝึกระเบียบวินัย (เล่นแล้วเก็บ)
อุปสรรค: เด็กไม่ยอมทำตามที่พ่อแม่ฝึก
ความสำเร็จ: ลูกทำทุกกิจกรรมตามได้เกือบทุกข้อ คือ การดูแลตนเอง (ให้คะแนน ?/10) การเล่น (ให้คะแนน 5/10) การศึกษา (ให้คะแนน 3/10) การสื่อสาร (ให้คะแนน 7/10) การทำงาน (ให้คะแนน 5/10) การใช้เวลาว่าง (ให้คะแนน 5/10) และการเข้าสังคม (ให้คะแนน 7/10)
วิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัด: คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับและประเมินความสามารถในทักษะการดูแลตนเองของลูก โดยไม่มีการบังคับหรือกำหนดกิจกรรมตามพ่อแม่มากเกินความเหมาะสม แล้วปรับขอบเขตกิจกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อฝึกทักษะการดูแลตนเองไปพร้อมๆ กับทักษะอื่นๆ ที่คะแนนไม่ถึง 7/10 คือ การเล่น การศึกษา การทำงาน และการใช้เวลาว่างตามความสนใจ ความสามารถ และความสุขของลูก ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ชุมชน
แปรผลความต้องการเรียนรู้ทักษะชีวิต: ต้องการ
ครอบครัวที่ 5. ลูกออทิสติก
กิจกรรมที่ฝึก: ฝึกการพูด (เล่านิทานให้ฟัง พูดตามที่แม่บอกพร้อมมองรูปภาพ สบตาและมองเวลาคุยกับแม่)
อุปสรรค: เด็กไม่เข้าใจภาษาสนทนากับแม่ เด็กมีภาษาของตนเอง พูดโดยไม่มองภาพ และไม่อยู่นิ่งให้พ่อแม่ฝึก
ความสำเร็จ: ลูกชอบซักถามตามเรื่องที่พ่อแม่เล่า เด็กเล่าเรื่องเองได้แต่ใช้ภาษาไม่ถูก ประเมินการดูแลตนเอง (ให้คะแนน 3-4/10) การเล่น (ให้คะแนน 5/10) การศึกษา (ให้คะแนน 5/10) การสื่อสาร (ให้คะแนน 2/10) การทำงาน (ให้คะแนน 2/10) การใช้เวลาว่าง (ให้คะแนน 7/10) และการเข้าสังคม (ให้คะแนน 3/10)
วิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัด: คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับและไม่คาดหวังในความสามารถในทักษะการสื่อสารมากเกินไปในขณะที่เด็กไม่อยู่นิ่ง แต่ใช้ในเวลาว่างที่ลูกสำรวจและทำกิจกรรใดๆ เพราะมีคะแนน 7/10 แล้วปรับขอบเขตกิจกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อฝึกทักษะการสื่อสารไปพร้อมๆ กับทักษะอื่นๆ ที่คะแนนไม่ถึง 7/10 คือ การดูแลตนเอง การเล่น การศึกษา การทำงาน และเข้าสังคมตามความสนใจ ความสามารถ และความสุขของลูก ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ชุมชน
แปรผลความต้องการเรียนรู้ทักษะชีวิต: ต้องการ
ครอบครัวที่ 6. ลูกมีความบกพร่องทางการเรียนรู้
กิจกรรมที่ฝึก: ฝึกให้อาหารปลาหลังตื่นนอนและก่อนเข้าห้องน้ำทุกวัน ฝึกอาบน้ำ-แปรงฟัน-กินข้าว ฝึกทำการบ้านเองก่อนเล่น ฝึกสื่อสารขณะเดินทางไกลบนรถยนต์
อุปสรรค: เด็กดูแลตนเองได้ไม่สะอาด มีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก และใช้เวลาเข้าห้องน้ำ-กินข้าวนานมาก
ความสำเร็จ: ลูกทำตามคำสั่งได้ รับผิดชอบหน้าที่ได้ เข้าสังคมได้ ประเมินการดูแลตนเอง (ให้คะแนน ?/10) การเล่น (ให้คะแนน 5/10) การศึกษา (ให้คะแนน 2/10) การสื่อสาร (ให้คะแนน 8/10) การทำงาน (ให้คะแนน 4/10) การใช้เวลาว่าง (ให้คะแนน 5/10) และการเข้าสังคม (ให้คะแนน 10/10)
วิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัด: คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับและประเมินความสามารถในทักษะการดูแลตนเอง โดยเน้นความสามารถในการสื่อสารของเด็กที่ฝึกคิดและเข้าใจเรื่องความสะอาดและการใช้เวลาที่เหมาะสมในการทำกิจกรรมใดๆ เพื่อแบ่งเวลามาสร้างโอกาสฝึกทักษะอื่นๆ ที่คะแนนไม่ถึง 7/10 คือ การเล่น การศึกษา การทำงาน และการใช้เวลาว่างตามความสนใจ ความสามารถ และความสุขของลูก ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ชุมชน
แปรผลความต้องการเรียนรู้ทักษะชีวิต: ต้องการ
สรุปภาพรวม ผู้ปกครองทุกครอบครัวมีความต้องการพัฒนาทักษะชีวิตลูกในรายละเอียดที่แตกต่างกัน และมีความจำเป็นต้องฝึกผู้ปกครองให้ยอมรับความสามารถของลูกในบางขอบเขตของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่จำกัดด้วยปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม และควรปรับสิ่งแวดล้อมที่เสริมสร้างต่อการพัฒนาความสามารถในบางขอบเขตของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่น่าจะส่งผลต่อความสุขและคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว
ดังนั้นควรเตรียมฝึกการจัดการความรู้ในเรื่อง "แนวปฏิบัติฝึกทักษะชีวิตเฉพาะครอบครัวพร้อมการติดตามความรู้ความเข้าใจที่บ้านโดยนักกิจกรรมบำบัด" และระบบการฝึกอบรมพร้อมสอบปฏิบัติความรู้ความเข้าใจในการจัดการอารมณ์-พฤติกรรมทั้งพ่อแม่และตัวเด็กพิเศษอย่างต่อเนื่องหรือเป็นขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง พร้อมประเมินวัดผลได้จริง
ขออนุญาตนำไปบอกกล่าวผู้ปกครอง
และคุณครูได้ลองใช้กับกับกลุ่มเด็กดังกล่าวนะคะ
วันนี้ครูต้อยเปลี่ยนแผนการทำงานโดยลงพื้นที่กับคุณหมอจอยคนสวยค่ะ
สนุกมากมีผู้ป่วยมารอพบหมอเยอะจังเลยค่ะ
ครูต้อยทำกิจกรรมพี่เลี้ยงผู้ป่วยเก็บข้อมูลผู้ป่วย
ที่นอกเหนือจากที่ผู้ป่วยแจ้งให้หมอทราบ
ทำให้ข้อมูลที่เคยแอบซ่อนไว้มาบันทึก
ส่งผลให้ทราบว่าทำไมผู้ป่วยจึงมีสภาวะน้ำตาลสูงอยู่
ทั้งๆที่ควบคุมอย่างใกล้ชิด น้ำตาลในเลือดสูง
สาเหตุมาจากการรับประทานขนมหวานก่อนนอนทุกคืน
คืนไหนไม่ได้ทานก็จะนอนไม่หลับ
ซึ่งข้อมูลนี้ผู้ป่วยไม่เคยเล่าให้บุคลากรทางแพทย์รับทราบ
แต่เล่าให้เพื่อนจิตอาสาฟังค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ยินดีอย่างมากที่คุณครูต้อยจะนำไปเผยแพร่และสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีในกลุ่มผู้ที่เป็นเบาหวานและมีความเครียด...ซึ่งต้องอาศัยความเป็นกัลยาณมิตรและวิธีการทางจิตสังคม เพื่อรับรู้และช่วยเหลือปัญหาระหว่างกลุ่มผู้ที่เป็นทุกข์และกลุ่มผู้มีจิตอาสาครับ