การวางแผนกลยุทธ์ที่ดีต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

เข้าใจว่าการวางแผนกลยุทธ์นั้นมีที่มาจากการวางแผนชนะสงคราม
ซึ่งมีการวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยน ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดเวลา

ในประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊กนั้น หนึ่งในผู้ที่วางแผนเชิงกลยุทธ์
ที่ดีที่สุดก็คือขงเบ้ง เพราะขงเบ้งรู้จักสภาพของ สภาพการณ์ภายนอก
และสภาพการณ์ภายใน หรือ รู้เขา รู้เรา แต่ผมจะไม่เขียนว่า รบร้อยครั้ง
ชนะร้อยครั้ง ในประวัติศาสตร์ก็พบว่าขงเบ้งก็พ่ายแพ้อยู่หลายครั้ง
ขงเบ้งพบกับสิ่งที่เรียกว่า ความยุ่งเหยิง(chaos) นั้นหลายครั้ง

วัตถุประสงค์ของขงเบ้งก็เช่นเดียวกับกับนักวางแผนที่มีวัตถุประสงค์
ทั้งหลายก็คือ ต้องการชัยชนะเด็ดขาดเพื่อจะกู้แผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น
แต่จากการศึกษาเรื่องของสามก๊ก ขงเบ้งคือนักวางแผนกลยุทธ์ชั้นเยี่ยม
สามารถวิเคราะห์และวางแผนด้วยความรอบรู้ดินฟ้ามหาสมุทร นั้นก็คือ
การวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวอย่างรอบคอบและรอบด้าน

ความยุ่งเหยิง(chaos)ประการหนึ่งก็คือเหตุการณ์ตอนที่จะเผาสุมาอี้
นั้นได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี สุมาอี้ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม แล้วก็ถูก
ลูกไฟที่ขงเบ้งกลิ้งจากเขามา สุมาอี้ก็คิดว่าตนจะต้องตายเสียแล้ว แต่
เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็คือ กลับมีฝนตกลงมา ทำให้ไฟที่กลิ้งลงมา
นั้นมอดเสียสนิท หากสุมาอี้ตายตอนนั้นก็มีผลทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยน

หลายครั้งที่สุมาอี้ได้ใช้กลยุทธ์ในการถอยตั้งรับ ก็ทำให้ขงเบ้งผู้ที่ต้อง
การจะรุกหน้าเข้าไป ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ว่าจะนำเอาเสื้อผ้าสตรี
ไปให้ ก็ไม่สน การวางแผนถอยตั้งรับเพราะกำลังคนกำลังสติปัญญาของคน
ไม่สามารถสู้กับคู่ปรับก็คือถอยรอเวลา

เมื่อมาดูการวางแผนกลยุทธ์ในบ้านเรา ทำให้มีทางเลือกแค่ทางเดียวคือ
จะต้องลุยลูกเดียว ประเภทเดินหน้าแล้วฆ่ามัน ถึงแม้ว่าจะวิเคราะห์สถานการณ์
แล้วเป็นสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกประเด็น จริง ๆ แล้วการวางแผนกลยุทธ์
แบบนี้ก็มาจากอเมริกันชน ที่ต้องการจะลุยลูกเดียว เป็นเหตุให้เกิดการพ่ายแพ้
ในสงครามเวียดนาม ทั้ง ๆ ที่วิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกภายใน ได้เปรียบ
ทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็ใช้สุดยอดกลยุทธ์ก็คือการถอยทางยุทธศาสตร์ ความคิด
ที่เป็นรากฐานของอเมริกันชน ก็คือทุกอย่างสามารถควบคุมได้โดยวิทยาศาสตร์
จนลืมไปว่าทุกสรรพสิ่ง ทุกสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ต้อง
ประเมิืนสถานการณ์ทุกครั้ง การชนะของเวียดนามก็คือการปรับเปลี่ยนการต่อสู้
หลาย ๆวิธี  ตอนปลายของเล่าปี่ที่ต้องการรบเอง ลุยฝ่าไปข้างหน้าแม้จะชนะ
ในตอนต้น แต่ก็จะแพ้ในตอนปลาย ดังนั้นจึงไม่เห็นวิธีการปรับเปลี่ยนการวางแผน
กลยุทธเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้การวางแผนกลยุทธ์ไม่มีพลวัตร และ
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลง  เพราะคิดว่าการวางแผนกลยุทธ์เป็นเทคนิค
ที่จะทำใ้ห้เกิดความสำเร็จด้านเดียว ซึ่งไม่ใช่ การวางแผนกลยุทธย่อมจะพบกับ
เหตุการณ์ทั้งสองด้านคือ ความสำเร็จและความล้มเหลว ไปพร้อม ๆ กับการ
แก้ไขปรับเปลี่ยนกลยุทธ์  สิ่งที่สำคัญที่สุดของการวางแผนกลยุทธ์คือการคิด
เชิงกลยุทธ์  หากมีการคิดเชิงกลยุทธเป็นวิธีการเชิงบริหาร จะส่งผลทำให้เกิด
การปรับเปลี่ยนแผนอย่างรวดเร็วท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะรุก
รับ ถอย ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่รุกอยู่ร่ำไป แล้วความพ่ายแพ้ย่อมเกิด
ขึ้นเมื่อเห็นทุกสิ่งหยุดหนึ่งไม่เป็นพลวัตร (dynamic)