เนื่องจากตัวเองไม่ได้มีโอกาสพูดในที่ประชุมในวันนี้ เนื่องจากข้อจำกัดของเวลา จึงขอถือโอกาสนำมาถ่ายทอดลงบันทึกฉบับนี้นะคะ
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า จากการที่ได้ฟังผู้เข้ารับการอบรมหลาย ๆ ท่าน ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่มาเข้ารับการอบรมในครั้งนี้แล้ว จะแตกต่างจากวัตถุประสงค์ที่ตัวเองตั้งไว้โดยสิ้นเชิง อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องนี้เข้ามายังสายงานที่ตัวเองรับผิดชอบโดยตรง เมื่อเห็นหัวข้อ เห็นทีมวิทยากร ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์หมอ JJ, คุณชายขอบ, พี่เม่ย, คุณเที่ยง กรอปกับมีความสนใจในเรื่องดังกล่าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเสนอผู้บริหารไปว่าสนใจที่จะไปเข้ารับการอบรมในเรื่องนี้ ดังนั้นเป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ตัวเองตั้งไว้ จึงเป็นดังนี้
เป้าหมายวัตถุประสงค์
Ø อยากเห็นตัวเป็นๆของอาจารย์หมอ JJ, และคุณชายขอบ
Ø อยากมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นคุณอำนวยจากผู้เข้ารับการอบรมØ คาดว่าหลังจากอบรมแล้ว ถ้าทางคณะฯ ได้ผู้บริหารชุดใหม่ แล้วมีการพูดคุยเรื่อง KM อย่างชัดเจน ตนเองคงจะเป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่จะทำหน้าที่เป็นทีมงาน KM ไม่ว่าในบทบาทใด บทบาทหนึ่ง
บรรลุผลเกินคาด
Ø จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 บรรลุเกินคาดเพราะได้รับทราบว่าคุณชายขอบถามหาว่าใครนะที่นามสกุลเขียวแป้นแสดงว่าเราก้อพอมีคนอยากรู้จักเหมือนกัน![]()
Ø วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เนื่องจากช่วงเวลาในการลปรร.เรื่องประสบการณ์ในการเป็นคุณอำนวยน้อยไปนิดนึง ทำให้บรรลุผลตามที่ตั้งเป้าไว้ระดับหนึ่งเท่านั้น
Ø ได้รู้จักน้องใหม่ไฟแรงเพิ่มหนึ่งท่าน คือ น้องโอม แห่งหน่วยกิจการนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานี
ไม่บรรลุผลØ เนื่องจากช่วงเวลาที่ให้ทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องประสบการณ์การเป็นคุณอำนวย จากผู้เข้ารับการอบรม น้อยไป ทำให้มองเห็นภาพคุณอำนวย ในบทบาทที่ควรจะเป็นยังไม่ชัดเท่าไหร่ แต่คิดว่าจากคุณสมบัติ ที่ตัวเองมีอยู่ไม่ว่าจะเป็น การสนใจ ตั้งใจ และจริงใจ ในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ KM นี้ คงจะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวคูณ ให้คนในองค์กรเข้ามาเห็นความสำคัญของ KM มากขึ้น ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า เราได้ทำหน้าที่ "คุณอำนวย" โดยไม่รู้ตัวแล้ว (ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะมีคุณสมบัติข้อนี้อยู่) โดยจะเริ่มจากคนใกล้ตัวที่เรามองเห็นแวว เริ่มจากลูกน้องในงาน เริ่มจากพี่ ๆ ที่สนิท ที่พอจะมีแวว แล้วค่อยขยายผลไปสู่วงกว้าง ต่อ ๆ ไป
Ø จริงๆแล้วข้อที่ไม่บรรลุข้อนี้ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น แต่ในระหว่างการทำกิจกรรมกลุ่มช่วงเวียนกันทำความรู้จักหันไปเห็นแล้วว่าคนต่อไปที่จะมายืนตรงหน้าเราคือพี่เม่ยในใจตอนนั้นคิดไว้แล้วว่าขอให้คำสั่งของ JJ คือการทักทายแบบฝรั่ง ตัวเองจะได้มีโอกาสกอดพี่เม่ยแต่พอพี่เม่ยมาถึงตรงหน้าท่าน JJ ก็ยุติการทำกิจกรรมกลุ่มทันที(แหม้ เสียดายจัง)![]()
ทำอะไรต่อ
ก็จะพยายามเป็นตัวคูณในการเชิญชวนคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานในคณะฯที่สนใจได้มีโอกาสได้ร่วมเข้ามาทำความรู้จักกับ gotoknow เพิ่มมากขึ้น แล้วขยายผลต่อหวังว่าคนเหล่านี้จะมาเป็นตัวช่วยในการเป็นคุณอำนวยในระดับคณะ
ข้อเสนอแนะ
ในการจัดกิจกรรมในลักษณะเช่นนี้ ถ้ามีการฝึกอบรมให้ใช้ blog น่าจะถือโอกาสนำผู้เข้าอบรมเหล่านี้ได้นำ blog ของตนเองเข้าใน blog ชุมชนคนเขียน blog มอ. (อันนี้คงต้องฝากไปยังคุณวิภัทรด้วยนะคะ)
ทำอย่างไรให้KFC(op) กลุ่มนี้ติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา
ตั้งกลุ่ม cop "psukfcop" โดยในเบื้องต้นให้ผู้เข้ารับการอบรมในวันนี้ร่วมเป็นสมาชิก cop โดยทางกจ.ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน
สวัสดีค่ะ อยากกอดพี่เม่ย แนะนำว่าให้ไปบริจาคเลือดที่ภาคพยาธิค่ะ แล้วบอกเขาว่าขอให้พี่เม่ยมากอดข้างเตียงค่ะ ทางพยาธิเขายินดี (เพราะเขาจะได้เลือดดีเพิ่มอีก หลายถุง)
เขียนเก่งนะคะ แหมผู้จัดเนี่ยสมควรตาย ไม่ให้คุณรัตติยา พูด แต่มองในมุมดี ทำให้คุณ รัตติยา บันทึกฉบับนี้ออกมาไงคะ
"เริ่มจากลูกน้องในงาน" ในความเห็นของผมนะครับ ถ้าเปลี่ยนเป็นคำว่า "เริ่มจากเพื่อนร่วมงาน" จะให้ทั้งความหมายที่เยี่ยม ความรู้สึกที่ยอด และอบอุ่นด้วยนะครับ
ด้วยความเคารพครับ
ตาม ผอ.บวรมาค่ะ อีกรอบ ตัว อีชั้น เองได้รับความเข้าใจเรื่อง การใช้ภาษากับคน จาก ผอ.บวรมากมาย วันนี้ก็ได้อีกแล้วช่วยตามแนะลีลา ติชม การคุยกับคนของอีชั้น สักพักนะคะ ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ค่ะ ไม่รู้ต้องจ่ายค่าลงทะเบียนเท่าไร ตอนนี้ F อยู่ค่ะ ขอบคุณ ผอ.บวรค่ะ
ขอบคุณ ผอ.บวร มากคะ จริง ๆ แล้ว ในใจหนะความหมายที่คิดไว้ คืออย่างที่ผอ.ให้ข้อเสนอแนะมานั่นแหละถูกต้องแล้วค่ะ แต่ความตั้งใจที่ตัวเองเขียนคำว่าลูกน้องในงาน เพียงแค่อยากจะสื่อออกมาให้เห็นว่า เราสามารถเริ่มกระบวนการ KM ได้หลายระดับ จากเพื่อนสู่เพื่อน จากพี่สู่น้อง จากน้องสู่พี่ จึงถึงระดับ จากหัวหน้า สู่ ลูกน้อง หรือแม้กระทั่งจากลูกน้อง สู่หัวหน้า ซึ่งความหมายของทั้งหมดโดยรวมแล้ว เราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงานเดียวกันค่ะ
ใจจริงอยากทำตามที่คุณเมตตาแนะนำนะคะ แต่เกรงว่า น้ำหนักเกิน เขาจะไม่รับบริจาคเลือดหนะคะ
ผ่านตาบันทึกก่อนหน้านี้ตอนกลางวัน อ่านไม่ทันกำลังตามเก็บอยู่ค่ะ เชื่อว่าจะต้องได้บรรยากาศอีกแน่นอน ขอชมไว้ตรงนี้ก่อนเลยค่ะ และขอขอบคุณที่เอามาเขียนเล่านะคะ
ขอบคุณค่ะ เป็นเพราะพยามยามเขียนจากความรู้สึกด้วยมั๊งค่ะ เลยถ่ายทอดออกมาดี
จากบันทึกนี้ผมว่าคุณรัตติยา ไม่ใช่เป็นเพียงคุณอำนวยที่ยอดเยี่ยมโดยไม่รู้ตัว หากแต่เป็นคุณลิขิตชั้นเซียนด้วยเลยครับ
เห็นด้วยกับพี่ชายขอบค่ะ