|
การเรียนรู้ยุทธศาสตร์การจัดการงานวัฒนธรรม และวัฒนธรรมกับการพัฒนา
จากศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช
วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 |
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">พระครูภาวนาสมาธิคุณ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ตามที่นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้เสนอ รูปแบบ (MODEL) ศึกษากรณีความสำเร็จในการจัดการความรู้ของโรงพยาบาลบ้านตาก และเครือข่ายเกษตรธรรมชาติ จังหวัดพิจิตร โดยใช้การวิเคราะห์ตามทฤษฎีระบบ (System Theory) และ SWOT นั้น ทำให้ทราบจุดบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแนวความคิด (Concept) และเสริมสร้างปัญญาจากการแลกเปลี่ยนความรู้หลายประการ จะกล่าวเป็นลำดับสืบต่อไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 1 ทฤษฎีรูปแบบ ประกอบด้วย INPUT, PROCESS, OUTPUT และ OUTCOME เป็นลักษณะการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรม หรือวิทยาศาสตร์มากกว่าเป็นการวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์</p><p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> การวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์ จะเน้นไปยังบุคคล หรือชีวิต หรือวิถีชีวิต ซึ่งมีการพลวัตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามปัจจัย และสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่สามารถควบคุมได้ และมีระบบซับซ้อน จึงควรจะวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีไร้ระเบียบ (CHAOS THEORY) หรือ DYNAMIC COMPLEX SYSTEM จะเหมาะสมกว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “คนเป็นผู้สร้างความไร้ระเบียบในสังคม ความเป็นคนย่อมแตกต่างจากความเป็นมนุษย์”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 2 ปัจจัยนำเข้า (INPUT) ของทฤษฎีระบบ เป็นต้นเหตุของปัญหาที่ต้องแก้ไข ยังเจาะลงไปไม่ได้ลึกอีกหลายสาเหตุ ที่ต้องเอาเข้ามาวิเคราะห์ด้วย เช่น โครงการของรัฐบาลที่เข้าสู่องค์กร, การทำงานของหน่วยงาน NGO, ระบบการทำงานของข้าราชการ เหล่านี้เป็นต้น ที่มีผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรทั้งสอง แต่ใน VCD ไม่ได้กล่าวถึงความจำเป็นที่ผู้วิเคราะห์ระบบจะต้องเจาะลงไปให้ลึกกว่านี้ โดยนึกถึงสภาพที่เป็นจริงที่เคยพบด้วยตนเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “สรรพสิ่งในสากลโลก ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 3 แนวความคิดในเรื่องวัฒนธรรม หรือกระบวนการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม อย่าไปยึดติดกับเหตุการณ์ในอดีต ต้องมองวิเคราะห์สภาวะปัจจุบัน และสืบสาวไปยังอนาคต เพราะว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์มีการพลวัตอย่างต่อเนื่อง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดความ สมสมัยตามยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 4 การวิเคราะห์โดยใช้ SWOT ที่วิเคราะห์จุดอ่อน, จุดแข็ง, ภัยคุกคาม และโอกาส ควรจะใช้วิธีคิดเชิงบวกเสริมเข้าไปด้วยในการยกย่อง เยินยอ (APPRECIATION) เข้ามาวิเคราะห์ด้วย ซึ่งมีข้อดีมากกว่า SWOT ในแง่ที่มีความยืดหยุ่น มีลักษณะการค้นหาความสำเร็จมาวิเคราะห์ เป็นการเสริมสร้างแรงบวก เพื่อให้เกิดความตื่นเต้น และปิติ นับว่าเป็นจิตวิทยาการกระตุ้นให้ทำงานอย่างภาคภูมิใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “การยกย่องเยินยอผู้อื่นมากเกินไป ต้องระวังในการตกขอบอย่างขาดสติสัมปชัญญะ”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 5 ทุนนิยม อย่าไปตีความหมายว่า “ทุนคือเงินตรา” แต่ทุนในที่นี้ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาที่มีอยู่ในตัวเอง เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นอริยทรัพย์ หรือทรัพย์ภายในทางหลักพุทธศาสนา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “ทุนนิยม ในที่นี้ หมายถึง ทุนทางด้านปัญญา”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 6 เรื่อง KM (KNOWLEDGE MANAGEMENT) ถ้าทำได้ผลสำเร็จ ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน รู้การเรียนรู้มีการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด และสามารถบริหารเวลาทำให้สร้างปริมาณงานได้มากขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “เรื่อง KM ต้องรู้จริงจากการปฏิบัติ ไม่สามารถเข้าใจได้ภายในวันเดียวฉันใด พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลา 6 พรรษา ในการตรัสรู้ จึงสามารถสอนผู้อื่นได้”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 7 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะ หรือ เครื่องมือการจัดการความรู้ในบล็อก (BLOG) โดยผ่านเทคโนโลยี IT เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะ และการจัดการความรู้ซึ่งกันและกัน นับว่าเป็น ขุมทรัพย์ความรู้ไว้ใช้งาน และหมุนเวียนเกลียวความรู้อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “วัฒนธรรมการเรียนรู้ในยุคนี้ มีการปฏิวัติไปตามยุค IT ถ้าสามารถฝืนทวนกระแสในยุคนี้ เรียนรู้ไม่ใช้ IT นับว่าเป็นเลิศในทักษะการเรียนรู้”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 6pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ประการที่ 8 บทสุดท้าย คือ การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้หลังจากทำงานเสร็จแล้ว (AAR - AFTER ACTION REVIEW) โดยตั้งคำถาม 5 ข้อ และให้ตอบตามความคิดของตนเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ทำให้ทราบว่า “AAR เป็นเครื่องมือประเมิน หรือ ตัวชี้วัดการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ชี้วัดถึงประสบสำเร็จหรือล้มเหลว หลังจากเรียนรู้เสร็จ”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left">บทสรุป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="left">สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในการเสริมสร้างปัญญา</p><p align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">1. การใช้ทฤษฎีระบบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">2. หลักการใช้ทฤษฎีไร้ระบบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">3. วิธีการคิดในเชิงบวกในการยกย่อง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal"> เยินยอ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">4. การจัดความรู้ (KM)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">5. เครื่องมือการจัดความรู้ในบล็อก (BLOG)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">6. การแลกเปลี่ยนความรู้หลังจากทำงานเสร็จแล้ว (AAR)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">7. ความสุขในการเรียนรู้ที่ไม่ต้องใช้ตำราเรียน ฃ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal"> (TEXT BOOK)</p>
กระผมอ่านแล้วได้ความรู้มากเลยครับ จะติดตามอ่านต่อไปครับ
นมัสการด้วยความเคารพครับ
โรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี
พระครูภาวนาสมาธิคุณ เกริ่นนำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 นายแพทย์วิจารณ์ พานิช และคุณอุรพิน ชูเกาะทวด ผู้ติดตามจาก กทม. พร้อมด้วย นิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่อง “การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ของชาวนาโรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี” โดยที่นิสิตแต่ละท่านสมมุติตนเองอยู่ในฐานะต่างๆ จนมีวิธีคิดหลากหลายทั้งอยู่ในกรอบ และทะลุกรอบ แต่ยังไม่ทะลุเป้าหมายอันที่ควร เพราะได้ความรู้ในมิติแนวราบเท่านั้น</p> <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt">14 ท่าน 14 ความคิดเห็น</h2> 1. พระมหาชิต ในฐานะชาวบ้านธรรมดา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการติดตามวัฒนธรรมการเรียนรู้ ตั้งแต่ปราชญ์ชาวบ้าน จนถึงภูมิปัญญาระดับท้องถิ่น”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ถ้าเรายกย่องความเป็นปราชญ์ชาวบ้านในฐานะสูงเกินไป ก็ทำให้ยากในการติดตามการเรียนรู้ แต่ถ้าปราชญ์ชาวบ้านลดตนเองลงมา ก็ง่ายในการเรียนรู้ ความเป็นอัตตา ตัวกู ของกู เป็นตัวขัดขวางในการเรียนรู้”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p>2. คุณอาภรณ์ ในฐานะนักเรียนชาวนา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyText"> “อยากปรับเปลี่ยน หรือปรับปรนวิธีการผลิตโดยใช้ความรู้เดิมบูรณาการกับความรู้ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาหรือทุกข์”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “นักเรียนชาวนาในโรงเรียนต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง ไม่มีคำว่าสิ้นสุด จนกว่าเอาชนะตัวทุกข์หรือปัญหาไปได้ ในขณะเดียวกัน ตัวทุกข์หรือปัญหาก็พัฒนาตัวเอง ไม่มีคำว่าสิ้นสุดเหมือนกัน อย่าท้อเมื่อมีปัญหาหรือทุกข์ ไม่จนปัญญาถ้ารู้จักคิดยาว”</p> 3. คุณอุทิศ ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ต้องมีการประเมินผล เพื่อแสดงถึง ความสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของวัฒนธรรมการเรียนรู้ หรือ ส่งเสริมความสำเร็จของชาวนา”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจในการใช้ทรัพยากรในการบริหารได้เต็มที่ สามารถเชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้เป็นระบบ แต่ขึ้นกับเทคนิคในการบริหาร จงให้ตนเป็นคุณอำนาจ หรือเป็นคุณอำนวย เท่านั้นเอง”</p> 4. คุณสุธีรา ในฐานะ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ต้องการลงไปคลุกคลีกับชาวนาอย่างมีส่วนร่วม ให้ชาวนาเลี้ยงตนเองได้ มีจิตสำนึกในความเป็นชาวนาอย่างเต็มตัว และในที่สุด ถอยห่างออกมา”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ชาวนาจะทำหรือไม่ทำต่อ ย่อมมีปัจจัยหลายประการที่เกื้อหนุน คนไทยมักจะทำอะไรเป็นทีม ไม่ค่อยบรรลุผล พอมีผลประโยชน์เข้ามา ก็จะขัดกันเอง นอกจากว่าสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และมี ผู้นำที่มีศักยภาพสูง สามารถพาทีมงานไปได้ตลอดฝั่ง”</p> 5. คุณพรปวีณ์ ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ความรู้ของนักวิชาการ ต้องลดตนเองลงมาให้พอเสมอกับความรู้ของชาวบ้าน ต้องลงไปในพื้นที่ด้วยความจริงใจ และเคารพต่อชาวบ้าน”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ทิฏฐิ คือ พระ มานะ คือ ครูบาอาจารย์ สิ่งนี้ขัดขวางในการเรียนรู้ จะเรียนรู้อะไรให้ลึกซึ้ง ต้องถ่อมตนเอง และอ่อนน้อม จนเขาศรัทธาเรา เหมือนนักการเมืองตอนหาเสียง”</p> 6. คุณกุณฑลีย์ ในฐานะแพทย์ตำบล/อำเภอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “จะสร้างกระบวนการเสริมสร้างสุขภาพของชาวนา โดยมีธงชัยปลายทาง คือ ชาวนาต้องเป็นผู้เยียวยาตนเองก่อน และต้องเสริมสร้างสุขภาพตนเองอย่างมีความรู้”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ถ้าชาวนามีสุขภาพกายและจิตสมบูรณ์ย่อมทำให้กระดูกสันหลังของชาติยั่งยืนได้ อดีตที่ผ่านมาผู้บริโภคได้รับข้าวเคลือบด้วยสารพิษในสารเคมีมามิใช่น้อย แต่ชาวนาผู้ผลิตฉลาดกว่า รู้จักบริโภคข้าวซ้อมมือที่เคลือบด้วยวิตามิน”</p> 7. คุณทวัช ในฐานะครู <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “พยายามสร้างตนเองให้เป็นที่พึ่งของชาวนา โดยยกตนเองเสมือนครูบ้านนอก ที่รับอาสาได้หลายเรื่อง”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “หากเป็นครูรับใช้ชาวบ้าน หรือชาวนา ไม่ลืมลูกศิษย์ที่โรงเรียน นี่คือ จิตวิญญาณความเป็นครู พ่อเรือแจว แม่เรือจ้าง ที่ส่งลูกศิษย์ให้ถึงฝั่งโดยไม่หวังผลตอบแทนประการใด”</p>8. คุณธำรง ในฐานะ พัฒนาการ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ชาวนาต้องสร้างวิธีคิดตามมุมมองของตนเอง เพื่อให้ขบวนการของชุมชนมีอำนาจ และสามารถพัฒนาตัวเองได้”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “พัฒนาการมาชี้ให้ชาวนาเดินตามแผนที่ แต่จะเดินหรือไม่เดินขึ้นอยู่กับชาวนาเอง เพื่อปรับวิถีชีวิตของชาวนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง และวัฒนาสถาพรต่อไป”</p> 9. คุณอันดุสสุโก ในฐานะครูสอนศาสนาอิสลาม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “พยายามนำหลักธรรมทางศาสนามาเสริมจิตวิญญาณ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน คือ ให้ทุกคนรู้จักหน้าที่ มีความบริสุทธิ์ใจ และรักต่อกัน”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “เป็นการชี้ชัดว่า ทุกศาสนาย่อมสอนให้คนเราเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง คือ เข้าถึงแก่น”</p> 10. คุณวิสุทธิ์ ในฐานะโต๊ะอิหม่าม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ทางศาสนาอิสลาม สอนว่า ผลผลิตข้าวที่ได้มา 100% ต้องแบ่งให้คนยากจน 5% เป็นการแสดงถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “เป็นการชี้ชัดว่า เมตตาเป็นสิ่งค้ำจุนโลก” ตามหลักพุทธศาสนา</p> 11. คุณแน่งน้อย ในฐานะคุณนาย อบต. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ปัจจัยหลักในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ อยู่ที่การยกระดับคุณค่า และร่วมชะตากรรมกัน”</p> เรื่องนี้ “วัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เข้มแข็ง อาจจะจำเป็นต้องมีคุณอำนวยเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับชุมชน การทำนาผู้ร่วมชะตากรรมกับชาวนา คือ ธรรมชาติมีหุ้นส่วนอยู่ด้วยมิใช่น้อย น้ำมากไป หรือน้อยไป ต้นข้าวมีผลกระทบกระเทือนแน่นอน ตายหรืออดร่วมชะตากรรมกับธรรมชาติ” 12. คุณอรพิณ ในฐานะตัวแทนมูลนิธิข้าวขวัญ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “เป้าหมายของการเรียนรู้โรงเรียนชาวนา คือ การเปลี่ยนวิธีคิด โดยเอาต้นทุนการผลิตเป็นเป้าล่อ”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “การเปลี่ยนวิธีคิดของคนเรา มิใช่ง่ายอย่างที่คิด ต้องสร้างศรัทธาและผลงานให้เห็น จึงสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณชาวนาได้”</p> 13. นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ในฐานะผู้สอนแบบไม่สอน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “การเรียนรู้จากความรู้ทุติยภูมิ เช่น จากหนังสือ หรือจากบล๊อค สู้ความรู้จากปฐมภูมิ คือ ความรู้จากการปฏิบัติไม่ได้”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ของเก่าดั้งเดิม ย่อมมีคุณค่ากว่าของเทียมเลียนแบบ แน่นอน”</p> 14. พระครูภาวนาสมาธิคุณ ในฐานะสมภารวัด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ในวัฒนธรรมการเรียนรู้ ความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เรื่องนี้ “ความรู้เปรียบเสมือนปีกนก คุณธรรมเปรียบเสมือนขนนก ถึงนกมีปีกแต่ไร้ขน ย่อมบินสูงไม่ได้ฉันใด คนเรามีความรู้แต่ไร้คุณธรรมย่อมขึ้นสูงที่สูงไม่ได้ฉันนั้น เช่นเดียวกัน”</p> <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.95pt; padding-left: 7.95pt; padding-bottom: 4.35pt; padding-top: 4.35pt"><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt">สรุป</h3></div></td></tr></tbody></table>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> 14 ท่าน 14 ความคิดเห็น นานาทัศนะ ในฐานะ “ผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก” ขอเคารพ ชาวนา ในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” และ พระแม่โภสพ ในฐานะ “เทพเจ้าของชาวนา” เอวัง ก็มีด้วย ประการฉะนี้ฯ</p>
จุดรวม 3 องค์กร
www.geocities.com/gotoknow40111
อ่านได้ที่ Link ด้านบน